ลุงขับรถไถส่งเมียรักษามะเร็ง เล่าซื่อๆ หลังโดนแฉเอาเงินบริจาค ซื้อเหล้า-หิ้วสาวเข้าโรงแรม

ลุงขับรถไถส่งเมียรักษามะเร็ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีผู้นำเรื่องราวมาโพสต์ในโลกโซเชียล ถึงชีวิตของลุงคนหนึ่งที่ขับรถไถนาพ่วงมาจาก อ.แก้งสนามนาง จ.นครราชสีมา เพื่อนำภรรยามารักษาอาการป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และได้มากางเต็นท์นอนอยู่ข้างรถไถ บริเวณลานจอดรถโรงงานผลิตเทปใส,เทปกาว ติดกับโรงพยาบาล เพื่อเฝ้าภรรยาตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.62 จนมีผู้ใจบุญโอนเงินไปช่วยเหลือจำนวนมาก ต่อมาได้มีคนเห็นลุงคนดังกล่าว นำเงินที่ได้ไปดื่มสุรา และซื้อบริการเปิดห้องนอนในโรงเรียนแห่งหนึ่ง กลางเมืองโคราช โดยมีผู้ถ่ายคลิปวิดีโอไว้และนำมาแชร์ต่อในโลกโซเชี่ยล กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารเป็นอย่างมาก

ล่าสุดวันที่ 9 ม.ค. ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปพบกับลุงคนดังกล่าว ที่บริเวณลานจอดรถของ ร.พ.มหาราชนครราชสีมา ซึ่งพบว่ามีผู้ใจบุญนำสิ่งของและเงินมาบริจาคมาให้อย่างต่อเนื่อง ทราบชื่อคือ นายสมพงษ์ หวัดวาปี อายุ 44 ปี ชาว ต.บึงพะไล อ.แก้งสนามนาง จ.นครราชสีมา ซึ่งยังอยู่ในอาการมึนเมา นอนอยู่บนเสื่อข้างรถไถ

จากการสอบถาม นายสมพงษ์ เปิดเผยว่า ตนได้ขับรถไถพาภรรยาที่ป่วยมะเร็ง มารักษาที่ ร.พ.มหาราชนครราชสีมา ตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค. เนื่องจากตนเป็นคนยากจน ไม่มีเงินเหมารถมา หลังจากนั้นก็ได้ใช้สิทธิ์บัตรทองเข้ารับการรักษา ซึ่งขณะนี้ต้องใช้การฉายรังสีให้ครบตามที่แพทย์กำหนดไว้ จึงยังไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ ดังนั้นตนจึงต้องกางเต็นท์นอนเฝ้าภรรยาอยู่ที่บริเวณนี้

ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ม.ค. ก็ได้มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยคนหนึ่งมาพบเข้า จึงได้ถ่ายรูปตนและขอเลขบัญชีธนาคารไป แล้วนำไปโพสต์ลงในโลกโซเชียล ทำให้มีผู้ใจบุญแห่นำของกินของใช้มาบริจาคมากมาย รวมทั้งยังมีคนโอนเงินเข้ามาในบัญชีธนาคาร ซึ่งเป็นชื่อภรรยาตนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีเงินเข้ากว่า 90,000 บาท ส่วนที่มีคลิปหลุดออกไปในโลกโซเชียลว่าตนเองพาหญิงขายบริการไปเปิดโรงแรมนอนนั้น ตนยอมรับว่า เมื่อคืนก่อนตนได้ไปเปิดโรงแรมบริเวณใกล้กับลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เพื่อนอนพักจริง ในราคาคืนละ 300 บาท

เพราะตรงนี้นอนไม่ค่อยหลับ แต่ยืนยันว่าไปเปิดห้องนอนคนเดียว ไม่ได้พาหญิงขายบริการไปนอนด้วย ส่วนภาพที่เห็นหญิงคนหนึ่งอ้างว่าไปนอนกับตนมานั้น ความจริงคือเขาพยายามชวนตนไปนอนด้วย แต่ตนไม่เอา เพราะสงสารภรรยาที่ป่วยอยู่ ซึ่งตอนนี้บัญชีธนาคาร และบัตรเอทีเอ็มก็อยู่กับภรรยา โดยตนจะขอเงินมาไว้กับตัวเพียงเล็กน้อย และยอมรับว่ามีการดื่มสุราบ้าง แต่เป็นการซื้อมาดื่มทีละกั๊กสองกั๊กเท่านั้น ไม่ได้ซื้อมาดื่มเป็นขวดๆ ส่วนเงินทั้งหมดก็จะใช้เพื่อรักษาภรรยาของตนเท่านั้น

ด้านนายพนม เหือนขุนทน อายุ 33 ปี ผู้ใจบุญที่นำเงินมาบริจาค กล่าวว่า ตนเห็นเรื่องราวที่ถูกแชร์ลงในโลกโซเชียล ก็รู้สึกสงสารลุงมาก จึงได้นำเงินส่วนตัวใส่ซองมาบริจาคให้ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้ ส่วนเรื่องเกี่ยวกับการพาหญิงขายบริการไปเปิดโรงแรมนั้น ตนไม่เคยรู้ แต่ถ้าเป็นจริงก็รู้สึกเสียใจ เพราะเงินที่บริจาคไปนั้นก็ต้องการให้นำไปช่วยเป็นค่ารักษาพยาบาลให้กับภรรยาของลุง ไม่อยากให้นำไปใช้อย่างอื่น

ขณะที่ นายพรศักดิ์ ทศพูไชย อายุ 55 ปี ญาติของ นายสมพงษ์ กล่าวว่า ปกติแล้ว นายสมพงษ์ จะไม่ใช่คนที่เหลวไหล หรือชอบเที่ยวอะไร แต่เรื่องดื่มสุรานั้นก็ยอมรับว่ามีบ้าง ซึ่งตนก็พยายามเตือนๆ ไว้เป็นประจำ เพราะ นายสมพงษ์ มีโรคประจำตัว คือวัณโรคปอด หากดื่มสุราเข้าไปมากๆ ก็จะเป็นอันตรายกับสุขภาพได้ ส่วนเงินที่บริจาคนั้น ขณะนี้ทราบว่ามีเกือบ 1 แสนบาท โดยได้นำบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็มไปเก็บไว้กับภรรยาของ นายสมพงษ์ แล้ว

หลังจากนี้ก็จะหารือกันว่า จะบริหารจัดการเงินส่วนนี้อย่างไรบ้าง อาจจะนำเงินไปทำหลังคารถไถให้ และนำไปสร้างบ้านให้ เพราะทุกวันนี้ ครอบครัวนี้ไม่มีบ้านอยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง เพียงแต่ทำเป็นเพิงพักอาศัยเท่านั้น ส่วนจะปิดบัญชีรับบริจาคหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะต้องหารือกับครอบครัว นายสมพงษ์ และแพทย์ของโรงพยาบาลมหาราชก่อน



กลับมาเจอแต่ไฟ ไหม้บ้านวอด 2 หลัง แม่ครัวนั่งร้องไห้ เอาอะไรออกมาไม่ได้ซักอย่าง

ไหม้บ้านวอด วันที่ 5 ม.ค. พ.ต.ท.ทวี ไชยสีดา สารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งเกิดเหตุไฟไหม้บ้านเลขที่ 35 ในซอยพิบูลย์ 4 หมู่ 7 ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี ใกล้กับโรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว จึงประสานไปยังหน่วยบรรเทาสาธารณะภัยเทศบาลนครอุดรธานี นำรถดับเพลิง 5 คันไปให้ความช่วยเหลือ ก่อนรุดไปตรวจสอบพร้อม ร.ต.อ.ณัฐวุฒิ ศิริเวช รอง สว.จร. และเจ้าหน้าที่มูลนิธิอุดรสว่างเมธาธรรม

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง พบกลุ่มควันและแสงเพลิงพวยพุ่งออกมาอย่างรุนแรง ก่อนลุกลามไปยังบ้านเลขที่ 35/2 ซึ่งเป็นบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนสูง 2 ชั้นที่อยู่ติดกัน เจ้าหน้าที่จึงได้ระดมฉีดน้ำสกัดเพลิงไม่ให้ลุกลามไปยังบ้านหลังอื่นอีก โดยใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ถึงสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ พบว่าบ้านทั้ง 2 หลังถูกไฟไหม้วอด โดยมี น.ส.หรรษา คุ้มคง อายุ 36 ปี นั่งร้องไห้ ด้วยความเสียใจ เห็นไฟไหม้บ้านของตน ไม่สามารถนำทรัพย์สินที่มีค่าอะไรสักอย่างออกมาได้เลย

จากการสอบสวน น.ส.หรรษา ให้การว่า ตนทำงานเป็นแม่ครัวที่โรงเรียนบ้านเลื่อม บ้านหลังนี้ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ น้องชายและหลาน แต่ขณะเกิดเหตุพ่อแม่กับหลานไปต่างจังหวัด ตนอยู่บ้านคนเดียว น้องชายก็ไปอยู่ร้านซ่อมรถจยย. ก่อนเกิดเหตุเย็นวันนี้ ตนได้ไปหาหมอฟันที่คลินิกแถวตลาดบ้านห้วย ก่อนออกจากบ้านก็ไม่ได้เสียบปลั๊กไฟอะไรเอาไว้เลย ใช้เวลาอยู่ที่คลินิกประมาณ 2 ชั่วโมง พอกลับมาถึงบ้านพบว่าไฟไหม้บ้านแล้ว ไม่สามารถเข้าไปในบ้านได้ ทำให้ทรัพย์สินในบ้านทั้งหมดวอดไปในกองเพลิง ตนถึงกับล้มทั้งยืน ตะโกนบอกชาวบ้านขอความช่วยเหลือ

น.ส.หรรษา ให้การต่อไปว่า ส่วนบ้านที่อยู่ติดกันเป็นบ้านของป้า ครอบครัวของเขาไปอยู่ สปป.ลาว ได้เกือบ 20 ปี ไม่ใครอยู่ และที่บ้านของป้าไฟฟ้าและน้ำประปาโดนตัดไปนานแล้ว ตอนนี้ตนทำอะไรไม่ถูก ซึ่งบ้านของตนมีรถจยย. ของลูกค้า จำนวน 3 คัน, เครื่องยนต์จยย. อีก 2 เครื่อง ที่น้องชายทำงานเปิดร้านซ่อมรถจยย. และนอกจากนี้ยังมี รถจยย.ของพ่ออีก 1 คัน ถูกไฟไหม้ไปจนหมด พร้อมกับเครื่องใช้ในชีวิตประจำ และเครื่องใช้ครัวเรือน

พ.ต.ท.ทวี เปิดเผยว่า คาดว่าอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร อีกทั้งสภาพบ้านเป็นไม้และเก่า ทำให้ลุกไหม้อย่างรวดเร็วด้วย ซึ่งจะดำเนินการสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้งกับเจ้าของบ้านต้นเพลิง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และค่าเสียหายต่อไป

ฉลองปีใหม่จนมือฉีก ประทัดยักษ์ บึ้มใส่ คืนเดียว 2 ราย หมอผ่าตัดช่วยหนุ่ม 17 จนเกือบเช้า

ฉลองปีใหม่จนมือฉีก ประทัดยักษ์ บึ้มใส่ คืนเดียว 2 ราย หมอผ่าตัดช่วยหนุ่ม 17 จนเกือบเช้า อีกคนเป็นหนุ่มใหญ่ แม้จะเคยเตือนกันแล้วถึงอันตราย แต่ก็ยังเกิดอย่างต่อเนื่อง

ประทัดยักษ์ วันที่ 1 ม.ค. นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ผอ.ร.พ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า ผลพวงจากการเฉลิมฉลองปีใหม่ เล่นระเบิดปิงปองบริเวณหน้าโรงงานผลิต ถุงซิปล็อค,ซองซิปล็อค มีผู้ป่วยชายอายุเพียง 17 ปี ทำเอาฝ่ามือขวาฉีกขาด กล้ามเนื้อ เอ็น เส้นเลือด เส้นประสาท กระดูกแตก

ทีมแพทย์ พยาบาล ต้องผ่าตัดตกแต่งบาดแผล เย็บซ่อม ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง ผ่าตัดตั้งแต่ตี 2 จนเกือบสว่างของวันใหม่ ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ดื่มกินฉลองปีใหม่อย่างมีความสุข ส่วนทีมบุคลากรทางการแพทย์ต้องรับบทหนักรับการบาดเจ็บของประชาชน ตั้งแต่ตอนกลางวันของวันส่งท้ายปีเก่าจนรุ่งสางวันใหม่ เดือนใหม่ ปีใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากที่ อ.สิชล แล้ว ยังเกิดเหตุระเบิดปิงปองระเบิดใส่มืออีก 1 ราย ในพื้นที่หมู่ 19 ต.ท่าเรือ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เป็นชาย อายุประมาณ 50 ปี ถูกระเบิดปิงปองที่จุดฉลองช่วงต้อนรับปีใหม่ ระเบิดใส่มือจนนิ้วฉีดได้รับบาดเจ็บ

ซึ่ง นายจตุพล แผ้วกระสินธ์ อบต.หมู่ 19 ต.ท่าเรือ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิใต้เต็กตึ๊ง นำตัวคนเจ็บส่งไปรักษาตัวที่ ร.พ.มหาราชนครศรีธรรมราช ในขณะที่มีการว่ากล่าวตักเตือนถึงอันตรายจากประทัดยักษ์หรือระเบิดปิงปองอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

แม่ร้อง “ปวีณา” ลูกชายวัย 14 ผูกคอตายปริศนาบนดอย เชื่อถูกฆาตกรรมอำพราง

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 25 ธันวาคม 2562 ที่ มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี นางไหม (นามสมมุติ) อายุ 29 ปี ชาว จ.เชียงใหม่ เดินทางเข้าร้องทุกข์ต่อ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ กรณีด.ช.โก๊ะ (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี ลูกชาย เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ โดยตนเองและญาติติดใจสงสัยสาเหตุอาจเกิดจากการถูกฆาตกรรมอำพราง ขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ให้ความเป็นธรรมช่วยติดตามคดี

นางไหม กล่าวว่า ปกติลูกชายของตนจะอาศัยอยู่กับยายซึ่งอยู่หมู่บ้านเดียวกับตน ใน ต.สบเมย อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และเมื่อช่วงเย็นวันที่ 15 ต.ค.62 ด.ช.โก๊ะได้นำไฟฉายและเบ็ดตกปลาออกจากบ้านไป โดยบอกกับยายว่าจะไปหาปลากับด้วงกว่าง หลังจากนั้นก็มีญาติๆ ของตนเห็นว่า ด.ช.โก๊ะ ไปกับนายหนึ่ง อายุ 18 ปี พนักงานโรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว และ ด.ช.สอง อายุ 14 ปี (ทั้งสองนามสมมุติ) เพื่อนในหมู่บ้านเดียวกัน โดยทั้งหมดพากันไปหาปลาและขึ้นไปนอนค้างบนดอย

 กระทั่งบ่ายวันที่ 17 ต.ค.62 มีเจ้าของสวนที่อยู่บนดอยมาบอกว่าลูกชายตนผูกคอตาย ตนกับญาติจึงรีบพากันไปดู ซึ่งสภาพศพ ด.ช.โก๊ะ อยู่ในท่านั่งคุกเข่าก้มหน้า มีสายพ่นยาฆ่าหญ้าผูกคอกับกิ่งไม้ต้นอโวคาโด ที่ไม่สูงจากพื้นมากนัก บริเวณหน้าแข้ง 2 ข้าง มีบาดแผลถลอกเลือดออกคล้ายถูกแทงด้วยของมีคม เสียชีวิตมาแล้วหลายชั่วโมง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่แตง ก็เดินทางมาดูที่เกิดเหตุก่อนเก็บหลักฐานและส่งศพไปชันสูตร รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ จากนั้นทางญาติก็รับศพมาฝังตามพิธีตามศาสนาคริสต์ 

 นางไหม กล่าวอีกว่า หลังเกิดเหตุตนได้ไปหานายหนึ่งที่บ้าน เพื่อสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นแต่ก็ไม่พบตัว จึงได้ไปสอบถามกับด.ช.สอง เล่าว่า ตั้งแต่เย็นวันที่ 15 นายหนึ่ง ด.ช.สอง และด.ช.โก๊ะ 3 คน พากันขึ้นไปนอนบนดอยจนคืนวันที่ 16 ยังเห็นนายหนึ่งเล่นอยู่กับด.ช.โก๊ะ แต่ก็ไม่ได้สนใจเข้านอนไปก่อน พอตอนเช้าตื่นมาก็ไม่เห็นใครจึงลงจากดอยเพื่อกลับบ้าน ซึ่งก็คิดว่านายหนึ่งกับด.ช.โก๊ะคงจะกลับบ้านไปก่อนแล้ว โดยไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับการตายของด.ช.โก๊ะเลย ซึ่งตนแปลกใจมากที่ไม่มีใครรู้เรื่องทั้งที่ไปด้วยกัน โดยเฉพาะนายหนึ่งหลังเกิดเหตุก็หายตัวไปจนวันนี้ก็ไม่สามารถติดต่อได้

“ตอนฝังศพด.ช.โก๊ะ ตนก็อธิษฐานว่าถ้าลูกไม่ได้ฆ่าตัวตายเองก็ให้มาบอกว่าใครเป็นคนทำ กระทั่งเสร็จพิธีเมื่อกลับบ้านมา ตกเย็นพี่ชายของตนก็มีอาการแปลกไป นั่งตัวสั่นและบอกว่ากลัวๆ หิวข้าว หนึ่งเอาไม้ตี หนึ่งเป็นคนฆ่า ซึ่งตนกับญาติที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็เชื่อว่าเป็นวิญญาณของ ด.ช.โก๊ะ มาเข้าสิงร่าง เพื่อบอกว่าใครทำและให้แม่เรียกร้องความยุติธรรมให้ หลังจากนั้นน้องสาวตนก็ยังฝันเห็นหลานมาบอกแบบเดียวกันอีก 2 ครั้ง ตอนนี้ผ่านมา 2 เดือนกว่าแล้วเมื่อไปถามความคืบหน้าคดี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็บอกว่ายังต้องรอผลการชันสูตรศพจากทางโรงพยาบาล ตนเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงปรึกษากับญาติก่อนพากันมาร้องทุกข์ต่อมูลนิธิปวีณาฯ” นางไหม กล่าว

หลังรับเรื่อง นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ได้ประสานไปยัง พ.ต.อ.อรุณศักดิ์ บัวประเสริฐยิ่ง ผกก.สภ.แม่แตง เพื่อขอให้ความเป็นธรรมกับนางใหม่ด้วย ซึ่งพ.ต.อ.อรุณศักดิ์ ได้รับปากจะตรวจสอบเรื่องและเร่งติดตามผลชันสูตรก่อนจะเรียกผู้ทีเกี่ยวข้องมาสอบปากคำและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยนางปวีณา ยืนยันจะติดตามคดีให้ถึงที่สุด ให้แม่ของด.ช.โก๊ะได้ความกระจ่างและได้รับความเป็นธรรมต่อไป



ยึดทรัพย์ 500 ล้าน เจ้าของร้านทองชื่อดังเมืองพิษณุโลก ลูกซัดทอดพ่อค้ายาเสพติด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (21 ธ.ค.) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ตลาดโคกมะตูมตลาดเทศบาล 4 อำเภอเมืองจังหวัดพิษณุโลก พล.ต.อ.สุชาติ ธีรสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.อภิชาติ  ศิริสิทธิ์ ผบช.ภ.6,  พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5 ,ปปส. ภาค 6 และ ปปส.ภาค 6 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปปส. จนท.ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน 6 ระดมกำลังกว่า 100 นายตรวจค้นเป้าหมายร้านทองแห่งหนึ่ง ภายในบริเวณตลาดโคกมะตูม ใกล้กับโรงงานผลิด ถุงซิปล็อค , ซองซิปล็อค ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก โดยนำหมายศาลระดมตรวจค้นเป้าหมาย 4 จุดบริเวณตลาดโคกมะตูม และในเครือแสงพรหมรวมในพิษณุโลก 8 จุด 

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 10 ต.ค. ได้มีการสนธิกำลังของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมทำการสืบสวนขยายผลการจับกุมเครือข่ายกลุ่มลำเลียงยาเสพติดรายสำคัญ คดีการจับกุมตัวผู้ต้องหาจำนวน 4 คน พร้อม เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า รวม 1,200,000 เม็ด ในพื้นที่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย และได้ขยายผลออกหมายจับ 6 หมาย

ในวันนี้จึงได้บูรณาการกำลังเข้าดำเนินการตรวจค้นจับกุมตัวผู้ต้องตามหมายจับและตรวจยึด อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด ในพื้นที่ จ.เชียงราย 5 จุด และในพื้นที่ จ.พิษณุโลก 8 จุด โดยผู้ต้องหาที่โดนจับได้ไปก่อนหน้านี้ได้ให้การซัดทอดว่า ได้รับการสั่งการจากลูกชายเจ้าของห้างทอง

ตำรวจจับกุม นายพันธนัน ลูกชายเจ้าของร้านทอง พร้อมขอศาลออกหมายจับ นายนันทพันธ์ เจ้าของร้านทอง โดยกล่าวหาว่ามีความผิดฐาน ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอทเฟตามีน หรือยาบ้า) ไว้ในครอบครอบเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และได้ทำการตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ได้แก่

ทองรูปพรรณในร้านทอง สาขา 1 จำนวน 3,668 รายการ น้ำหนัก 1,428 บาท ราคาประมาณ 28 ล้านบาท, หอพักหรือแมนชั่น 4 แห่ง ราคาทรัพย์สินประมาณ 200 ล้านบาท, อาคารพาณิชย์ จำนวน 10 คูหา มูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท, ที่ดินจำนวน 58 แปลง เนื้อที่ 136 ไร่ มูลค่าประมาณ 155 ล้านบาท, พระพุทธรูป พระบูชา จำนวนประมาณ 50 องค์ ยังไม่ได้ประเมินราคา รถยนต์ 3 คัน และทรัพย์สินอื่นๆ รวมมูลค่าประมาณ 500 ล้านบาท ไว้ดำเนินการตาม พรบ.มาตรการในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในวันนี้ได้มีการบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงานในการขยายผลจับกุมขบวนการค้ายาเสพติด เครือข่าย นายอดิศักดิ์ พร้อมพวก ของกลางยาบ้า 1.2 ล้านเม็ดเมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง ตำบลแม่ไร่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยขยายผลว่ามีใครเกี่ยวข้องกับคดีนี้บ้าง ซึ่งนำไปสู่การจับกุมและเปิดแผนปฏิบัติการ

ในวันนี้ซึ่งมีการยึดทรัพย์จากหัวหน้ากลุ่มกระบวนการที่จังหวัดพิษณุโลก จากการตรวจสอบพบว่านายนันทพันธ์ มีธุรกิจร้านทอง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเริ่มเข้ามาในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ตั้งแต่ปี 2545-2546

ซึ่งนักธุรกิจในจังหวัดพิษณุโลกก็เคลือบแคลงสงสัยที่นายนันทพันธ์ ที่สร้างตัวได้ค่อนข้างเร็ว อีกทั้งไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่สามารถมาทำธุรกิจในจังหวัดพิษณุโลกได้หลายอย่าง และขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งทางตำรวจก็ได้เฝ้าติดตามหาหลักฐาน จนกระทั่งทางตำรวจภูธรภาค 5 มีหลักฐานจากการจับกุมขบวนการและนำมาซึ่งการขยายผลการจับกุม

ขณะที่ พ.ต.อ.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบก.สส.ภ.5 ได้กล่าวว่า เนื่องจากเมื่อวันที่ 10 ต.ค. เมื่อเวลา 22.30 น ที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง สาขาพระนครศรีอยุธยาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุม 2 ผู้ต้องหาคือ นายเฉลิมพงศ์ หรือ กอล์ฟ อายุ 35 ปี และ นายบุลากร อายุ 50 ปี ขณะรอรับยาเสพติดเพื่อนำไปกระจายในพื้นที่ตอนในพร้อมรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ มิวเซเว่น 5998 พิษณุโลก ซึ่งนายเฉลิมพงศ์ หรือ กอล์ฟ เป็นบุตรชายนายนันทพันธ์ กับภรรยาอีกคนหนึ่ง จากการจับกุมได้มีการซัดทอดถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง จนนำไปซึ่งการจับกุมอีก 6 คน

โดยมีหัวหน้ากระบวนการคือนายนันทพันธ์ ที่มีการติดต่อขอซื้อยาเสพติดจาก นายละมูล อายุ 44 ปี จากประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นชาวเขาเผ่ามูเซอเจ้าของยาเสพติดโดยตรง ซึ่งในวันนี้จึงได้มีการปฏิบัติการพร้อมกัน จำนวน 13 จุด ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย 5 จุด และในจังหวัดพิษณุโลก 8 จุด โดยในพื้นที่จังหวัดเชียงรายสามารถจับกุม นายสถิตคุณ หรือ ป้องเทพใต้ อายุ 40 ปี ได้อีก 1 ราย ขณะที่พื้นที่จังหวัดพิษณุโลกมีการตรวจค้นและอายัดทรัพย์ได้ 500 ล้านบาท

สำหรับประชาชนทั่วไปที่เป็นลูกค้าจำนำ หรือ ขายฝาก ทองคำกับร้านทองดังกล่าวนั้น สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานปปส.ภาค 6 เลขที่ 112 ม.6 ต.มะตูม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก โทรศัพท์ 055-368167 ต่อ 10049 ในวันและเวลาราชการ


โซเชียลแห่แชร์ ตามล่ารถซิ่งแข่งกันชนสาวท้องแก่ 8 เดือน แล้วหนี

ชาวเน็ตแห่แชร์โพสต์ตามหารถแข่งซิ่ง ชนหญิงท้องแก่ 8 เดือน แล้วหนี แถมมีรถอีกคันโดนลูกหลงจนยางแตก และเกือบพลิกคว่ำ

(29 พ.ย.) เฟซบุ๊ก กุญญพัสตร์ พูลสวัสดิ์ ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความเหตุการณ์รถซิ่งแข่งกัน แล้วเกิดชนหญิงท้องแก่บาดเจ็บ ก่อนจะขับหลบหนีไป พร้อมตามตัวให้มารับผิดชอบจากเรื่องราวที่เกิดขึ้น

โดยผู้โพสต์ ระบุว่า “น่าสงสารน้องท้อง 8 เดือน โดนรถที่แข่งกันมาชน ไม่ทราบว่ารถไร ทะเบียนไหน เส้นสุขุมวิท ตรงข้ามร้านขาย เทปใส เทปกาว ช่วยแชร์หาคนผิดหน่อย”

เบื้องต้น ทราบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดที่ อ.เมือง จ.ชลบุรี โดยพลเมืองดีส่งตัว หญิงท้องแก่ 8 เดือน ไปเข้ารับการรักษาต่อที่ รพ.ชลบุรี แล้ว อาการของทารกให้ครรภ์ปลอดภัย ส่วนหญิงท้องแก่ยังต้องตรวจเช็กร่างกายอย่างละเอียดต่อไป ซึ่งเหตุการณ์นี้ทราบว่า 

นอกจากนี้ ยังมีรถยนต์อีกหนึ่งคันที่ได้รับลูกหลงจากรถที่ซิ่งแข่งกัน จนยางแยกและเกือบจะพลิกคว่ำ

แม่ปล่อยโฮ กำลังขับเก๋งไปรับศพลูกสาว จู่ๆ ไฟหวิดไหม้รถ

แม่ถึงกับปล่อยโฮ ขับเก๋งเตรียมไปรับศพลูกสาวที่เพิ่งเสียชีวิต จู่ๆ ไฟหวิดลุกห้องเครื่องรถ เคราะห์ดีชาวบ้านช่วยดับทัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (27 ต.ค.) ชาวบ้านและผู้เห็นเข้าช่วยเหลือคนขับขับรถยนต์เก๋ง โตโยต้าคัมรี่ ทะเบียน 8668 กทม. ที่ไฟกำลังเริ่มลุกไหม้บริเวณห้องเครื่อง แต่สามารถดับไว้ได้ก่อนที่จะลุกลามเสียหาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่บริเวณหน้าร้านจำหน่ายเทปใส เทปกาว หมู่บ้านเมืองทอง ตำบลปากนคร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าของรถคือ นางหทัยกาญจน์ อายุ 64 ปี ชาวตำบลท่าซัก อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อยู่ในสภาพขวัญเสียและอยู่ในความเครียดอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเข้าไปพูดคุย นางหทัยกาญจน์ ถึงกับร่ำไห้ออกมา และบอกว่ามาเกิดเหตุเหตุการณ์นี้ขึ้นอีกลูกสาวก็ป่วยและเพิ่งเสียชีวิต ศพยังฝากไว้ที่ รพ.มหาราช เพื่อรอรับออกมาบำเพ็ญกุศลในวันนี้

นางหทัยกาญจน์ บอกว่า ขณะเกิดเหตุได้ขับรถมาแวะกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายที่จะไปรับศพและจัดงานศพลูกสาวที่วัดบุญนารอบ ในตัวเมืองแต่หลังจากมาจากจอดรถได้เกิดกลุ่มควันออกมาจากห้องเครื่องยนต์ ผู้เห็นเหตุการณ์และเจ้าหน้าที่ได้มาช่วยกันไว้ได้ และแจ้งช่างเข้าตรวจสอบความเสียหาย

ต่อมาช่างแบตเตอรี่ได้เข้าตรวจสอบพบว่าแบตเตอรี่มีความร้อนสูง และขั้วของแบตเตอรี่ร้อนจนละลายเป็นจุดที่เริ่มเกิดเปลวไฟ ส่วนกลุ่มควันเกิดจากความร้อนและจารบีที่เคลือบขั้วแบตเตอรี่

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเคราะห์ดีที่ผู้เห็นเหตุการณ์ช่วยไว้ได้ทัน เนื่องจากรถคันนี้ติดตั้งระบบแก๊ซ LPG เป็นเชื้อเพลิง หากไฟเกิดลุกลามขึ้นอาจเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงขึ้นได้

5 เดือนไม่มีอะไรคืบ ญาติบุกทวงคดีป้าเศรษฐินีโดนแทงดับคาบ้าน

ญาติบุกทวงคดีคุณป้าเศรษฐินีวัย 62 ถูกแทงดับคาบ้าน ผ่านมา 5 เดือน คนร้ายยังลอยนวล ทำครอบครัวผวาไม่ปลอดภัย ตำรวจแจงว่าหลักฐานยังไม่ครบ

(22 ต.ค.) นายสุทัศน์ อายุ 50 ปี น้องชายของนางสมบุญ อายุ 62 ปี ที่ถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดแทงจนเสียชีวิต ภายในบ้านพัก ต.หนองตอง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ข้างโรงงานผลิตแอร์บับเบิ้ล กันกระแทกราคาถูก เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2562 พร้อมกลุ่มญาติกว่า 10 คน สวมเสื้อยืดสีขาวสกรีนภาพของนางสมบุญ พร้อมข้อความ “ไม่ลืมแม่หลวงบาง สมบุญ”

ส่วนด้านหลังสกรีนข้อความ “อย่าให้ฆาตกรลอยนวล” พร้อมกับถือภาพถ่ายนางสมบุญ เข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้บัญชากาตำรวจภูธรภาค 5 ขอให้เร่งรัดตามจับกุมฆาตกรที่ก่อเหตุมาลงโทษโดยเร็ว หลังผ่านไปกว่า 5 เดือนแต่ยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้

ขณะที่ พ.ต.อ.วิวัฒน์ชัย พงษ์วิวัฒน์ชัย รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 เป็นตัวแทนออกมารับหนังสือจากกลุ่มญาติ พร้อมเชิญทั้งหมดเข้ารับฟังการชี้แจงการทำงานของตำรวจและความคืบหน้าทางคดี

นายสุทัศน์ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุผ่านมานานกว่า 5 เดือน แต่ยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้ คดีที่เกิดขึ้นกับพี่สาวของตน ถือเป็นคดีสะเทือนขวัญ เพราะคนร้ายลงมืออย่างโหดเหี้ยม บุกเข้าไปแทงพี่สาวถึงในบ้าน โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทุกวันนี้คนในครอบครัวยังหวาดกลัว รู้สึกไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน เพราะหลังคนร้ายยังลอยนวลอยู่

พ.ต.อ.วิวัฒน์ชัย กล่าวว่า ตำรวจยังทำงานต่อเนื่องหลังเกิดเหตุ เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม แต่อาจจะไม่ได้แจ้งให้ทางญาติทราบถึงความคืบหน้า คดีนี้ต้องใช้เวลา เนื่องจากยังมีอุปสรรคบางอย่างและหลักฐานยังไม่ครบ แต่ขอให้ทางญาติมั่นใจว่าตำรวจจะเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน โดยตำรวจยังไม่ได้ตัดประเด็นอะไรทิ้ง เพราะผู้ตายนั้นเป็นคนมีฐานะ ปล่อยเงินกู้และที่ผ่านมามีคดีฟ้องร้อง 2 คดี

สำหรับคดีนี้ นางสมบูรณ์ อายุ 61 ปี ถูกคนร้ายบุกเข้าไปแทงถึงในบ้านพัก หลังกลับจากงานศพของคนในหมู่บ้าน ขณะเกิดเหตุภายในบ้านมีสามี รวมทั้งลูกสาวและลูกเขยนอนอยู่ หลังก่อเหตุคนร้ายได้วิ่งหลบหนีและปีนรั้วออกไปทางหลังบ้าน หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้เรียกสามีผู้เสียชีวิต ลูกสาวและลูกเขยมาสอบปากคำ ในฐานะพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์แล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า

เจ้าบ่าวหมาดๆ แต่งงานแค่ 2 วัน ชักปืนโชว์ลูกน้อง กระสุนลั่นเจาะหัวตัวเองดับ

(23 ต.ค.62) เมื่อเวลา 01.00 น. ร.ต.อ. วิชิต ลาชัย องสารวัตรสอบสวน สภ น้ำโสม อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี ได้รับแจ้งว่ามีเหตุคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ภายในบ้าน หมู่ที่ 1 บ้านน้ำโสม ต.น้ำโสม อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี ข้างโรงงานผลิตกระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล เมื่อรับแจ้งแล้วจึงรายงานไปยัง พ.ต.อ. อาลักษณ์ เจริญธนกุล ผกก.สภ. น้ำโสม และประสานไปยัง กู้ชีพ รพ. น้ำโสม พร้อมชุดกู้ภัยน้ำโสม รุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนไม้ 2 ชั้น ภายในบ้านพบ นายอนุชา อายุ 38 ปี  สวมเสื้อยืดสีขาวคลุมด้วยเสื้อแขนยาวลายพรางทหาร นุ่งกางเกงยีนส์ขายาว ถูกยิงที่ศีรษะบริเวณขมับขวา นอนจมกองเลือดอยู่ข้างตู้เก็บของกลางบ้าน อาการสาหัส ทางเจ้าหน้าที่กู้ชีพ รพ.น้ำโสม พร้อมชุดกู้ภัยน้ำโสม ได้นำตัวส่งโรงพยาบาลน้ำโสม แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากการสอบสวน น.ส. ปุ๋ย (นามสมมุติ) อายุ 25 ปี เจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ ให้การว่า ตนเป็นหลานสาวของนายอนุชา วานนี้ตนกับเพื่อนผู้ชายอีก 3 คน นั่งดื่มกินกันภายในบ้าน จากนั้นนายอนุชา พร้อมนางเต้ย (นามสมมุติ) ภรรยานายอนุชา ได้มาหาพวกตนที่บ้าน จากนั้นก็ได้นั่งดื่มกินกัน จากนั้นนายอนุชาให้ตนโทรศัพท์ไปเรียกนายป๊อบมาหาเพื่อจะทวงเงินที่ค้าง

จากนั้นนายอนุชา ได้นำปืนออกมาโชว์ให้ทุกคนดู พร้อมกับกระชากขึ้นลำปืน จนลูกกระสุนกระเด็นออกมา จากนั้นนายอนุชาได้ดันเซฟปืนแล้วพูดว่าเซฟปืนรุ่นนี้ดี และเมื่อนายป๊อบมานายอนุชาได้ทวงถามเงินจากนายป๊อบ แล้วก็เอาปืนยกขึ้นมาโชว์แล้วก็พูดว่าปืนรุ่นนี้เซฟดี ซึ่งตนก็ได้เดินไปห้องครัวหลังบ้านเพื่อไปทำอาหารมากิน จากนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด ตนจึงวิ่งออกมาดู พบนายอนุชา นั่งพิงตู้เก็บของ ที่ศีรษะมีเลือดออก ส่วนปืนตกอยู่ที่ขา เพื่อนชายอีก 3 คน ยืนดูด้วยความตกใจ จากนั้นตนจึงไปบอกหลานสาวให้โทรศัพท์แจ้ง 1669 และกู้ภัย เพื่อนำนายอนุชาไปส่งโรงพยาบาล แล้วไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

ต่อมาเวลา 12.00 น. พล ต.ต. นันทชาติ ศุภมงคล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี เดินทางมาตรวจที่เกิดเหตุด้วยตัวเองอย่างละเอียดจากนั้นเดินทางมาที่ สภ. น้ำโสม เพื่อสอบปากคำผู้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยตัวเอง โดยใช้เวลาสอบสวนประมาณ 2 ชั่วโมง จึงเดินทางกลับ

Advertisement

นางเต้ย (นามสมมุติ) อายุ 29 ปี ภรรยานายอนุชา  ให้การว่าตนกับผู้ตายคบหากันมาได้เพียง 1 เดือน และพึ่งได้แต่งงานกันได้เพียง 3 วัน ซึ่งนายอนุชา บอกตนว่าอยากแต่งงาน มีครอบครัว เพื่อสร้างอนาคต หลังจากนายอนุชาเคยถูกจับดำเนินคดีเรื่องยาเสพติด และพ้นโทษออกมาได้ 5 เดือน  ซึ่งนายอนุชาชอบเล่นปืน และเอาปืนมาโชว์ลูกน้องบ่อยครั้ง ซึ่งตนก็เคยบอกว่าอย่าทำแบบนี้มันอันตราย วานนี้ช่วงเวลา 20.30 น. ผู้ตายได้โทรศัพท์หาลูกน้อง ชื่อนายป๊อบ (นามสมมุติ)  เพื่อทวงถามเงินที่ค้างกัน หลังจากโทรศัพท์เสร็จผู้ตายจึงได้พาตนซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาที่บ้านเกิดเหตุช่วงประมาณ 21.00 น. เมื่อมาถึงพบว่ามีชายหญิงรวม 4 คน นั่งดื่มกินกันอยู่ที่เตียงกลางบ้าน ตนจึงนั่งกินกับนายอนุชาและเพื่อนอยู่สักพักผู้ตายจึงบอกให้ตนกลับบ้านไปก่อน อีก 1 ชั่วโมงค่อยมารับ นายอนุชาบอกว่าจะเคลียร์กับลูกน้องก่อนเรื่องเงินที่คงค้างกันในการทำธุรกิจด้วยกัน ตนจึงกลับมาบ้านและไม่นานก็มีญาตินายอนุชา โทรศัพท์ไปบอกว่าสามีตนถูกยิงเสียชีวิตแล้วศพอยู่โรงพยาบาล

พ.ต.อ. อาลักษณ์ เจริญธนกุล ผกก.สภ. น้ำโสม  เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุมีกองเลือดอยู่กลางบ้าน และพบอาวุธปืนซีแซด ขนาด 9 มม. ออโต้เมติก สีดำ 1 กระบอก ปลอกกระสุน 1 ปลอก และลูกกระสุน 1 นัด ตกอยู่ที่พื้นบ้าน และแมกกาซีน 2 อัน กระสุนจำนวน 16 นัด ซึ่งได้ทำการสอบสวนผู้อยู่ในเหตุการณ์ พยาน และ ภรรยา ให้การไปแนวทางเดียวกัน ว่านายอนุชาผู้ตายมีพฤติกรรมชอบเล่นอาวุธปืน ประมาท ควงปืนและชอบขึ้นลำแล้วเซฟปืน ยิงใส่หัวตัวเอง ซึ่งครั้งนี้ปืนได้ลั่นใส่ตัวเองเสียชีวิต

ส่วนประเด็นอื่น ซึ่งจากการสอบสวนพยานก็ให้การตรงกัน จะมีเพียงแค่นายอนุชาผู้ตายมีการทวงถามเงินที่ติดค้างจากลูกน้อง แต่คนที่ถูกทวงถามก็ไม่สามารถที่จะก่อเหตุได้เนื่องจากนายอนุชาผู้ตาย จะพกปืนติดตัวอยู่เป็นประจำ ซึ่งนายอนุชาเคยมีประวัติถูกจับเรื่องยาเสพติดและพ้นโทษออกมาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่วนอาวุธปืนนายอนุชา ซื้อมาจากคนรู้จัก ซึ่งกำลังตรวจสอบว่าเป็นปืนที่ซื้อมาถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งทางภรรยาและญาติไม่ติดใจในการเสียชีวิต

แม่ชี พักผ่อนน้อย ควบเก๋งหลับใน เสียหลัก ชนเสาไฟ รถกระเด็น ล้อชี้ฟ้า

วันที่ 21 ต.ค. สภ.เขาบางแกรก จ.อุทัยธานี รับแจ้งเหตุรถเก๋งเสียหลักพลิกคว่ำอยู่ข้างถนน บริเวณข้างโรงงานผลิตฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส บนถนนสายหนองฉาง-ลานสัก ม.1 ต.เขากวางทอง อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี หลังรับแจ้งจึงประสานไปกู้ภัยอุทัยธานี (จุดหนองฉาง) รุดไปตรวจสอบพร้อมให้การช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุพบ ชีพราหมณ์นุ่งขาวห่มขาว ทราบชื่อ น.ส.พมร สีกากี อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 100 ม.11 ต.ไผ่เขียว อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี อยู่ในสภาพศีรษะแตก เป็นแผลยาว กู้ภัยปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่ง ร.พ.หนองฉาง ข้างทางพบรถเก๋ง เลขทะเบียน กจ 8565 อุทัยธานี สภาพพลิกคว่ำหงายท้องล้อชี้ฟ้า ด้านหน้าฝั่งซ้ายยุบ ได้รับความเสียหาย

น.ส.พมร เปิดเผยว่า ตนมาบวชที่วัดหนองมะกอก ต.หนองนางนวล เมื่อช่วงสายได้ขับรถไปทำธุระที่บ้าน และ วัดลานสัก อ.ลานสัก พอเสร็จธุระ จึงเดินทางกลับวัดหนองมะกอก เพื่อจะบวชต่อ ในระหว่างที่ขับรถกลับมานั้นได้เกิดมีอาการหลับในขึ้น เนื่องจากช่วงกลางคืนนั้นไม่ได้นอนพักผ่อน ขณะนั้นรถเกิดเสียหลักลงข้างทางไปชนเสาหลักลายข้างทาง และเสาไฟฟ้าส่องสว่างจนเสาคดง้อแล้วทำให้รถกระเด็นพลิกตีลังกา หลายตลบตกลงข้างทางทำให้ตนเองได้รับบาดเจ็บดังกล่าว