คลังเก็บผู้เขียน: scpaperpacknews

ลุงเก็บของเก่าฝันให้โชครางวัลที่ 1 งวดที่แล้วเฉียดนิดเดียว งวดนี้ถูกเต็มๆ 12 ล้าน

คนเก็บของเก่าดวงเฮงถูกรางวัลที่ 1 รับเงิน 12 ล้าน โร่แจ้งความก่อนกลับบ้านเกิดทันที

นายประหยัด ร่มสันเทียะ อายุ 55 ปี ชาว ต.วังโพรง อ.มะปราง จ.พิษณุโลก หลังจากที่รู้ว่าตัวเองถูกรางวัลที่ 1 ก็ได้เดินทางมาที่ สภ.คลองห้า เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

ร.ต.อ.ธีรพัทธ ป้องเรือ รองสารวัตรเวรสอบสวน เผยว่า นายประหยัด อายุ 55 ปี บ้านเดิมอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก และมาเช่าห้องพักอยู่ย่านคลองห้าหลังโรงงานซองไปรษณีย์พาสเทล ซองไปรษณีย์สีพาสเทล และยึดอาชีพเก็บของเก่าขาย ถูกหวยรางวัลที่ 1 เพราะฝันว่ามีคนมาบอก ให้ซื้อหวยเลขนี้

และเมื่องวดที่แล้ว ก็เกือบถูกรางวัลที่ 1 มาครั้งหนึ่งแล้วเพียงแต่เลขท้ายสองตัวสลับกัน และมางวดนี้จึงหาซื้อเลขนี้สองใบ จึงถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 2 ใบ เป็นเงินรางวัล จำนวน 12 ล้านบาท กลายเป็นเศรษฐีใหม่ทันที พร้อมทั้งได้แสดงความดีกับนายประหยัดหนุ่มใหญ่ดวงเฮงโชคดีรายนี้ด้วย

คนเลี้ยงม้า เครียด-ไม่อยากเป็นภาระลูก ปลิดชีพสลด เผยเคยบ่นอยากบวช

เพื่อนร่วมงานช็อก คนเลี้ยงม้า เครียดปัญหาสุขภาพ ผูกคอเสียชีวิตคาบ้านพักในพื้นที่จ.นครปฐม เผยเคยบ่นอยากเลิกอาชีพนี้แล้วไปบวชเป็นพระ

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 1 ก.ค. พ.ต.ท.ภานุวัฒน์ รัตนพันธ์ รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.สามควายเผือก รับแจ้งเหตุมีคนผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพักคนเลี้ยงม้าหลังโรงงานถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ ต.สามควายเผือก อ.เมือง จ.นครปฐม หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมชุดสืบสวน สภ.สามควายเผือก แพทย์เวรโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม และเจ้าหน้าที่มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านพักคนเลี้ยงม้าปลูกติดกัน 5 ห้อง ภายในห้องที่ 3 ที่บริเวณหน้าห้องน้ำในห้องพักพบศพ นายประไทย (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 61 ปี สภาพผูกคอกับขอบประตูห้องน้ำ สวมเสื้อกล้ามสีขาว สวมกางเกงขาสั้น ตามร่างกายไม่พบบาดแผลและร่องรอยจากการถูกทำร้าย แพทย์ลงความเห็นเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเหตุ คนเลี้ยงม้า ผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพักคนงาน

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเหตุ คนเลี้ยงม้า ผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพักคนงาน

จากการสอบถาม ร.ต.พิชัย อยู่จงดี อายุ 63 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนเลี้ยงม้าด้วยกัน กล่าวว่า นายประไทยอาศัยอยู่ตามลำพังในบ้านพักคนเลี้ยงม้า เนื่องจากเลิกรากับภรรยา แต่จะมีลูก ๆ มาเที่ยวหาเป็นประจำ ก่อนหน้านี้นายประไทยเคยบ่นให้ฟังว่า สุขภาพร่างกายไม่ค่อยดี ตาเป็นต้อ อยากเลิกเลี้ยงม้าแล้วไปบวชเป็นพระ เพราะเหนื่อยกับปัญหาส่วนตัว

“กระทั่งช่วงเช้าที่ผ่านมา ปกติแล้วเมื่อถึงเวลา 04.00 น. นายประไทยจะลุกขึ้นมานั่งอยู่ที่ประตูห้องเพื่อเตรียมตัวทำงาน เลี้ยงม้า ทำความสะอาดคอกและเก็บฟาง แต่วันนี้ไม่ยอมออกมาจากห้อง เวลา 05.30 น. ผมได้มาเรียกแต่ไม่มีเสียงตอบรับ จึงคิดว่าไม่สบายนอนหลับ จากนั้นเวลา 06.00 น. ผมมาอีกครั้ง เมื่อผลักประตูก็ไม่ได้ล็อก จึงเดินเข้าไปในห้องและพบว่าผูกคอตายแล้ว จึงตกใจวิ่งออกจากห้องเพื่อไปบอกเพื่อน ๆ ให้มาช่วยกันดูและเรียกตำรวจ” ร.ต.พิชัย กล่าว

บริเวณบ้านพักคนเลี้ยงม้า

บริเวณบ้านพักคนเลี้ยงม้า

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเบื้องต้นสันนิษฐานว่า อาจจะประสบภาวะเครียดกับปัญหาสุขภาพ จึงไม่อยากเป็นภาระของลูกหลาน ก่อนตัดสินใจผูกคอเสียชีวิตดังกล่าว

สำหรับเพื่อนของผู้ตายต่างพูดกันว่า เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ภรรยาน้อยของนายประไทยก็เสียชีวิตที่คอกม้าแห่งหนึ่งใน อ.ดอนตูม จ.นครปฐม โดยลักษณะการตายก็เป็นการผูกคอตายเหมือนกันกับนายประไทยเช่นกัน

3 หนุ่มแก๊งยาขัดผลประโยชน์ ดักยิงตาย 1 ศพ ตามไปยิงถึงบ้านเจ็บสาหัส มือยิงถูกรวบ

เมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. ของวันที่ 28 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คง จังหวัดนครราชสีมา ได้รับแจ้งเหตุบุคคลถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ที่บ้านหนองม่วง ตำบลวังมะนาว จึงได้ประสาน รื่นจิตอาสากู้ชีพกู้ภัยลูกข่ายโรงพยาบาลคง ออกตรวจสอบที่เกิดเหตุ แต่ในขณะเจ้าหน้าที่กู้ภัย กำลังออกตรวจสอบพบรถกระบะ ตกข้างทาง จึงได้ทำการตรวจสอบ พบคนขับนอนแน่นิ่งในรถ มีบาดแผลบริเวณแผ่นหลัง คล้ายถูกยิง ไม่หายใจไม่มีชีพจร จึงได้ทำการกั้นเขตรอเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่รื่นจิตอาสากู้ชีพกู้ภัยจึงได้ไปช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ จากการตรวจสอบเบื้องต้นผู้ได้รับบาดเจ็บชื่อ นายยิ่งยศ มีบาดแผลถูกยิง บริเวณเหนือหัวเข่าและใบหน้าในลักษณะยิงกรอกปาก นอนหายใจรวยรินจมกองเลือดอยู่ เจ้าหน้าที่หน่วยกู้กู้ภัยจึงได้นำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลคง หลังจากนั้นจึงได้ย้อนมาตรวจสอบผู้เสียชีวิตในรถกระบะ ทราบชื่อต่อมา คือนายจาตุรงค์ อายุ 25 ปี พนักงานโรงงานถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบมีบาดแผลถูกยิงที่แผ่นหลังทะลุหน้าท้อง นอนเสียชีวิตอยู่ที่เบาะนั่งคนขับ

จากแนวทางการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบว่า ผู้ก่อเหตุครั้งนี้ชื่อว่านายธวัชชัย หรือชื่อเล่นนายสาม อายุ 37 ปี เนื่องจากทางผู้ก่อเหตุผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต มีรายชื่อเกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติด เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้กระจายกำลังค้นที่บ้านของนายสาม ก่อนให้ญาติพี่น้องช่วยกล่อมนายสามให้มอบตัวแต่โดยดี แต่เบื้องต้นจากการสอบถามผู้ก่อเหตุยังให้การวกวน และจากการตรวจค้นบ้านพบว่า มีอุปกรณ์เสพยาเสพติดและชิ้นส่วนของปืนปากกาตกอยู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจะสืบสวนหาสาเหตุของการเกิดเหตุในครั้งนี้ต่อไป

นักมวยดังถูกยิงดับปริศนา หลานชายเมียวัย 14 สารภาพเป็นคนลั่นไก แต่ครอบครัวไม่เชื่อ

ครอบครัวแฉพิรุธ-เงื่อนงำ นักมวยดังถูกยิงดับปริศนา เด็กชายวัย 14 หลานชายของภรรยา สารภาพเป็นคนลั่นไก  

(25 มิ.ย.63)  เมื่อเวลา 16.00 น. ที่สำนักงานทนายคู่ใจ ถ.แจ้งวัฒนะ ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายนัทธี อายุ 78 ปี  นางกิมห้อง อายุ 73 ปี และนางสาวชวพร อายุ 44 ปี พนักงานโรงงานซองพลาสติกกันกระแทก ซองกันกระแทกพลาสติก พ่อ แม่ น้องสาว รวมทั้งญาติพี่น้อง  เดินทางมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี  เข้าร้องเรียนกับนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์  ประธานเครือข่ายทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เพื่อความช่วยเหลือและคืนความเป็นธรรมให้กับ นายโอภาส อายุ 46 ปี หรือชื่อในการชกมวยคือ รุ่งศักดิ์เล็ก ศิษย์ครูศักดิ์ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตเมื่อคืนวันที่ 29 พ.ค.63 ขณะภรรยาโทรให้มาหา 

หลังเกิดเหตุ เด็กชายเอก (นามสมมติ) อายุ 14 ปี หลานภรรยาผู้ตาย เดินทางเข้ามอบตัวกับตำรวจ สภ.ไชยา รับสารภาพว่าเป็นมือปืนก่อเหตุยิงอดีตนักมวยเสียชีวิต พ่อแม่และน้องสาวผู้ตายเชื่อเด็กเป็นแพะถูกให้มารับอ้างเป็นมือยิงเพราะกฎหมายไม่สามารถมาเอาผิดดำเนินคดีเด็กได้ 

น.ส.ชวพร  น้องสาวผู้เสียชีวิต กล่าวทั้งน้ำตาว่าพี่ชายอยู่กินกับภรรยาคือ น.ส.สุดารัตน์ อายุ 40 ปี มานานกว่า 20 ปี  จนมีลูกสาวด้วยกัน 2 คน หลังเลิกชกมวยก็ออกมาทำงานและเป็นหัวหน้าครอบครัวเลี้ยงดูภรรยากับลูก มาระยะหลังทั้งคู่มักมีปากเสียงทะเลาะกันเพราะพี่ชายเคยปรับทุกข์กับพี่สาวอีกคน ว่าภรรยาแอบมีกิิ๊กกับชายอื่น แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรเพราะพี่ชายภรรยาเป็นพวกมีอิทธิพลพัวพันยาเสพติด เกรงจะไม่ปลอดภัย อีกทั้งยังพูดว่าทำประกันไว้หากตายไปคนรับผลประโยชน์คือภรรยา   

คืนเกิดเหตุขณะนั่งคุยกันอยู่ในบ้านพร้อมหน้าพร้อมตา พี่ชายก็ขอตัวพร้อมขับรถออกไปหาภรรยาเพราะภรรยาโทรตาม มาทราบอีกที่ว่าถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตที่บริเวณแก้มขวาทะลุท้ายทอย เหตุเกิดสองทุ่มคืนวันที่ 29 พ.ค.63  แต่ภรรยาโทรแจ้งตำรวจเกือบสามทุ่ม เมื่อพวกตนไปบ้านที่เกิดเหตุพบไฟดับหมด หลักฐานต่างๆ ก็ไม่เหลือร่องรอยอะไรเลย โทรศัพท์มือถือพี่ชายก็ถูกลบข้อมูลหมดทุกอย่าง 

ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกพวกตนไปพบพร้อมแจ้งว่าคนร้ายคือเด็กชายเอกมามอบตัวแล้วและรับว่าเป็นคนยิงพี่ชาย สาเหตุมาจากถูกด่าว่ารังแกทำร้ายมาตลอดทั้งๆที่เด็กชายเอกซึ่งมีลักษณะเรียบร้อยแทบจะเป็นผู้หญิงและพึ่งจะมาอยู่เพียงไม่กี่เดือนจะมีปืนเอาปืนมาจากไหนมายิงพี่ชายซึ่งยืนยันได้เลยว่าไม่เคยทะเลาะหรือทำร้ายเด็กชายเอกเลยที่ผ่านมา    

เรื่องที่เกิดขึ้นพ่อกับแม่ ตนเองและญาติๆทุกคนไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเด็กชายเอกจะเป็นคนก่อเหตุ  อาวุธปืนตำรวจบอกเป็นขนาด .38 แต่กระสุนที่พบเป็น 9 มม. พวกตนไม่เคยเห็นปืนเลยตั้งแต่เกิดเรื่อง ตำรวจเองก็ไม่เคยให้ความกระจ่างในคดี เลยตัดสินใจกันทั้งครอบครัวว่าจะไม่เผาศพพี่ชายจนกว่าจะจับคนร้ายตัวจริงได้ ตอนนี้ภรรยาพี่ชายก็อยู่กินกับผู้ชายคนใหม่แล้ว คืนเกิดเหตุมีพยานเห็นชาย 3 คน อยู่ที่บ้าน น.ส.สุดารัตน์ หลังเกิดเรื่องก็หลบหนีไป พวกตนเชื่อว่าเด็กชายเอกคงถูกขอร้องให้เป็นแพะรับว่ายิงพี่ชายเพราะทางกฎหมายดำเนินคดีอะไรไม่ได้อยู่แล้วกับเด็ก จึงต้องเดินทางมาร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับทนายรณณรงค์”

ด้านทนายรณรงค์ กล่าวว่าอยากให้มีการตรวจสอบคดีนี้ให้ละเอียด ทั้งจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุว่ากล้องเสียจริงหรือเปล่า รวมถึงการสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุมีการสอบสวนครบถ้วนหรือไม่ แล้วทำไมข้อมูลจากทางญาติผู้เสียชีวิตตำรวจไม่สอบสวนแล้วนำไปใช้ประกอบสำนวนคดี นอกจากนี้อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุหาเจอหรือยังเพราะใน จ.สุราษฏร์ธานี เป็นพื้นที่ของผู้มีอิทธิพล หลายๆ คดีเองยังไม่สามารถปิดคดีได้ตนไม่อยากให้คดีนี้เป็นคดีแบบนั้นที่คนตายจะหาตัวคนทำผิดไม่ได้ หรือหากว่าเด็กคนที่ก่อเหตุยืนยันว่าเป็นคนก่อเหตุจริงแล้วตำรวจเชื่อ แต่ทางญาติไม่เชื่อขึ้นมาแล้วศาลยกฟ้องใครจะเป็นคนรับผิดชอบ

มะเร็งพรากชีวิตภรรยานาน 4 ปี ยังทำใจไม่ได้ สามีผูกคอตายต่อหน้ารูปและโกศอัฐิ

ลุงชาวบุรีรัมย์ยังทำใจไม่ได้เมียป่วยมะเร็งเสียชีวิตไปเมื่อ 4 ปีก่อน ผูกคอตายกับกลอนประตูต่อหน้ารูปถ่ายและโกศบรรจุกระดูกเมีย ลูกชายเผยหลังแม่เสียพ่อบ่นคิดถึงทุกวัน     

เมื่อเวลา 21.50 (22 มิ.ย.63) ร.ต.อ.สำรวย   อบกลาง  รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.นางรอง  จ.บุรีรัมย์   ได้รับแจ้งมีเหตุคนผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านหลังหนึ่ง ในเขตเทศบาลเมืองนางรอง จึงประสานแพทย์เวรโรงพยาบาลนางรอง  และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ 

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียวตั้งอยู่ถนนประดิฐษ์ปานะ ต.นางรอง อ.นางรอง พบศพของนายแสง อายุ 57 ปี พนักงานโรงงานกล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูปผู้ที่ผูกคอตายซึ่งญาติได้ตัดเชือกรองเท้าออกแล้วนำร่างวางไว้กับพื้น   จากการตรวจสอบสภาพศพเบื้องต้นไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย  มีเพียงรอยเขียวช้ำที่บริเวณลำคอ  คาดว่าน่าจะเป็นรอยเชือกที่ใช้ผูกคอตัวเองกับกลอนประตูหน้าบ้าน    ทั้งนี้ยังพบจดหมายเขียนด้วยลายมือ 1 ฉบับ  วางไว้บริเวณหน้ารูปถ่ายและโกศบรรจุกระดูกของภรรยาผู้ตาย  โดยในจดหมาย “มีรอยใช้ปากกาขีดเป็นเส้นคล้ายกับนับอะไรบางอย่าง  และมีข้อความที่เขียนด้วยลากมือว่า “วันที่ 11  เม.ย.63  พ่อลาก่อน”  จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถามนายนัฐพงศ์ อายุ 31 ปี ลูกชายผู้ตาย เล่าว่า ช่วงค่ำวันนี้ทุกคนในบ้านรวมถึงพ่อด้วย ก็ได้พากันไปงานศพของคนในหมู่บ้าน แต่พ่อกลับมาบ้านก่อน จากนั้น น.ส.ปนัดดาหลานสาวกลับมาถึงบ้านก็แทบช็อก  เมื่อเห็นนายแสง ใช้เชือกรองเท้าสีดำผูกคอตายกับกลอนประตูหน้าบ้าน โดยลักษณะการผูกพ่อหันหน้าไปทางรูปถ่ายและโกศบรรจุกระดูกแม่  เหมือนกับจะอยากบอกให้แม่รับรู้ถึงความรู้สึกที่พ่อมีให้กับแม่ จากนั้น น.ส.ปนัดดา  ผู้เป็นหลานก็วิ่งไปบอกตนเองและญาติพี่น้องคนอื่นให้มาดู  พอมาถึงลุงก็ใช้มีดตัดเชือกออกและช่วยกันปั๊มหัวใจ แต่ก็ไม่มีสัญญาณชีพพบว่าพ่อได้เสียชีวิตไปแล้ว 

ส่วนสาเหตุที่พ่อคิดสั้นผูกคอเสียชีวิต ก็น่าจะยังทำใจไม่ได้ที่แม่เสียชีวิตไปเมื่อ 4 ปีก่อนด้วยโรคมะเร็ง  เพราะหลังจากแม่เสียชีวิตพ่อก็จะบ่นคิดถึงแม้เกือบทุกวัน  ทั้งยังบอกกับตนเองหลายครั้งว่ารักแม่มาก ประกอบกับวันนี้พ่อดื่มเหล้าด้วยจึงทำให้ตัดสินใจคิดสั้นแบบนั้น ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวก็สร้างความเสียใจให้กับคนในครอบครัวเป็นอย่างมาก

สาวเอาเก๋งไปซ่อม 2 เดือน รถหายไร้ร่องรอย สุดท้ายพบเจ้าของอู่ผูกคอตาย

สาวเจ้าของรถเข้าแจ้งความหลังนำรถเข้าซ่อมนาน 2 เดือนแต่รถกลับหายไร้ร่องรอย ติดต่อเจ้าของอู่ไม่ได้ สุดท้ายพบเจ้าของอู่เป็นศพ

(18 มิ.ย.63) เวลา 17.30 น. ร.ต.อ.กวีวุฒิ บุญเรือง รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองระยอง ได้รับแจ้งจาก นางณัฏฐิยาภรณ์ อายุ 38 ปี พนักงานโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ แจ้งว่า ได้นำรถเก๋งยี่ห้อฟอร์ดโฟกัส ทะเบียน ชง 235 ระยอง ไปซ่อมที่อู่ช่างกล้า เจ้าของอู่ชื่อ นายพันธนันท์ เมื่อปลายเดือนเมษายน 2563 จากนั้นช่างแจ้งว่าไม่สามารถที่จะซ่อมได้ จึงเข้าไปติดต่อเพื่อขอรับรถคืนแต่ปรากฏว่ารถไม่อยู่ ไม่สามารถติดต่อเจ้าของอู่ได้จึงมาลงบันทึกประจำไว้เป็นหลักฐาน

ต่อมาเมื่อเวลา 19.00 น. ร.ต.อ.กวีวุฒิ บุญเรือง รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองระยอง ได้รับแจ้งจาก นางฐัชญา ว่า พบศพ นายพันธนันท์ หรือ ช่างกล้า เจ้าของอู่ ผูกคอเสียชีวิตอยู่ในห้องพักภายในอู่ซ่อมรถ หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างพรกุศลระยอง แพทย์เวร รพ.ระยอง

ที่เกิดเหตุ บ้านเปิดเป็นอู่รับซ่อมรถยนต์ มีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่เศษ มีรถยนต์ที่มาจอดรอซ่อมนับสิบคันจอดอยู่ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ภายในบ้านปูนชั้นเดียว พบศพผู้เสียชีวิตนุ่งกางเกงขายาวเสื้อยืดลายแขนสั้น ใช้สายเซฟตี้เบลท์รัดที่คอปลายอีกด้านผูกเข้ากับเส้นลวด ร้อยเข้ากับช่องลมผนังกำแพงบ้านร่างของผู้ตายห้อยโตงเตงลิ้นจุกปาก ตรวจสอบเบื้องต้น คาดว่าตายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง ในที่เกิดเหตุไม่พบร่องรอยการต่อสู้ การรื้อค้นทรัพย์สิน ไม่พบบาดแผลและการถูกทำร้าย

จากการสอบสวน นางฐัชญา อายุ 24 ปี ภรรยาผู้ตาย ให้การว่า ผู้ตายมาเช่าพื้นที่เปิดเป็นอู่รับซ่อมรถ มีลูกค้ามากมาย แต่ว่าตนเองไม่ค่อยได้ทราบเรื่องธุรกิจของแฟน และไปๆ มาๆ เพราะทำงานฟรีแลนซ์ ช่วงเย็นวันนี้ ก็อยู่ที่บ้านและได้โทรศัพท์ มาหาช่างกล้าหลายรอบแต่ไม่ยอมรับสาย โทรตั้งแต่ 15.30 น. จนกระทั่ง 6 โมงเย็นจึงได้เดินทางมาที่อู่ เดินเข้าไปภายในห้องด้านหลังพบว่าช่างกล้าผูกคอเสียชีวิตแล้ว ตกใจอย่างมาก ทำอะไรไม่ถูก จึงให้เพื่อนบ้านโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนปมสาเหตุที่ทำให้สามีต้องคิดสั้นตัดสินใจลาโลก น่าจะมาจากปัญหาความเครียดเรื่องงาน ซึ่งตนเองก็ไม่ทราบรายละเอียด

ด้านนาย เสกสรร พี่ชายของผู้เสียชีวิต เผยว่า ตนเองทำงานอยู่ที่พัทยา ทราบข่าวก็รีบมา ยอมรับว่า ที่ผ่านมาน้องชาย ไม่เคยบอกปัญหาชีวิตให้ฟังจึงไม่ทราบถึงสาเหตุของการคิดสั้นในครั้งนี้

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ ส่งศพตรวจพิสูจน์หาสาเหตุการตายที่แน่ชัด และจะเรียกผุ้เกี่ยวข้องไปตรวจสอบรวมทั้งลูกค้าที่เป็นเจ้าของอีกหลายรายที่นำรถมาซ่อมที่อู่นี้ แล้วยังหารถของตัวเองไม่เจอไม่ทราบว่ารถไปอยู่ที่ไหน

รวบไอ้หื่นขืนใจเด็ก 13 หนีคดีนาน 20 ปี อีกแค่ 12 วัน หมดอายุความ

บุกรวบ “ไอ้ผีดิบ” ลากเด็กมาขืนใจ ก่อนหนีคดีนาน 20 ปี สุดท้ายไม่รอด ถูกกองปราบตามรวบก่อนคดีหมดอายุความ 13 วัน

วานนี้ 14 มิ.ย.กองบังคับการปราบปราม พร้อมกำลังข้าราชการตำรวจ กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม เข้าจับกุม นายวิลัย (สงวนนามสกุล) อายุ 51 ปี พนักงานโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ โฟมห่อกุหลาบ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครพนมที่ จ.1203/2547 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2547 คดี “ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน” จับกุมได้ที่ ริมถนนปู่เจ้าสมิงพราย ตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก ย้อนไปเกือบ 20 ปี เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2543 ขณะที่ ด.ญ.โบว์ (นามสมมติ) อายุขณะนั้น 13 ปี กำลังอยู่ที่บริเวณป่าละเมาะ หมู่ 1 ต.ท่าค้อ อ.เมือง จ.นครพนม ได้มีนายวิลัย หรือเบี้ยว ผู้ต้องหาซึ่งอาศัยอยู่ที่บริเวณใกล้เคียงบ้านของ ด.ญ.โบว์ ได้ทำทีเข้าไปพูดคุย จังหวะนั้น นายวิลัยได้เห็นโอกาสว่าเป็นสถานที่เปลี่ยว จึงใช้กำลังปลุกปล้ำข่มขืน ด.ญ.โบว์

แต่ไม่นานนัก ก็มีชาวบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงได้ผ่านมาได้ยินเสียง ด.ญ.โบว์ ร้องขอความช่วยเหลือ นายวิลัย ตกใจ จึงวิ่งหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุ ญาติของ ด.ญ.โบว์ จึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม และศาลังหวัดนครพนมได้อนุมัติออกหมายจับ ศาลจังหวัดนครพนมที่ จ.1203/2547 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2547 ข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน”

ส่วนนายวิลัย ด้วยกลัวความผิดจึงหลบหนีคดี เข้ากรุงเทพมหานคร มาประกอบอาชัพจับกังแบกข้าวสาร และ เป็นกรรมกรรับจ้าง เร่ร่อนไปสถานที่ต่าง ๆ ไม่มีที่อยู่และสถานที่ทำงานเป็นหลักแหล่งมาเป็นเวลาเกือบยี่สิบปี โดยเร่ร่อนอยู่ละแวกปู่เจ้าสมิงพราย และ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ผู้คนในละแวกนั้นที่เคยพบเจอต่างพากันตั้งฉายาผู้ต้องหานี้ว่าว่า “ไอ้ผีดิบ”แต่ไม่รู้ว่าหลบหนีคดีมา

ต่อมา วันที่ 14 มิ.ย. 2563 ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้สืบสวนติดตามจนกระทั่งสืบทราบว่านายวิลัย ผู้ต้องหารายนี้ มาปรากฏตัวอาศัยอยู่ในละแวก ท่าเรือปู่เจ้าสมิงพราย ต.บางหญ้าแพรก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ซึ่งคดีดังกล่าวจะขาดอายุความในวันที่ 27 มิ.ย.2563 นี้

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้รายงานผู้บังคับบัญชาให้ทราบ จากนั้นจึงได้นำกำลังเฝ้าสืบสวนติดตามจนสามารถจับกุมตัวได้ในที่สุด โดยในชั้นจับกุม ผู้ต้องหาให้การภาคเสธว่าได้พยายามข่มขืนผู้เสียหายจริง แต่ยังไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ จนสำเร็จความใคร่

เกจิดังอีสานใต้ “หลวงปู่สุข โกวิโท” ศิษย์เอกหลวงปู่เครื่อง ละสังขารแล้ว สิริอายุ 87 ปี

พระครูพิสุทธิ์พรหมวิหาร (หลวงปู่สุข โกวิโท) ศิษย์เอกของหลวงปู่เครื่อง เทพเจ้าแดนอีสานใต้ มรณภาพแล้ว สิริอายุ 87 ปี 57 พรรษา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.00 น. (12 มิ.ย.63) ที่วัดป่าพรหมนิมิตตรงข้ามโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ บ้านหนองเตา ตำบลหนองไฮ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ บรรดาศิษยานุศิษย์ของ พระครูพิสุทธิ์พรหมวิหาร (หลวงปู่สุข โกวิโท) ทั้งพระสงฆ์ และฆราวาส ต่างพากันเศร้าโศกเสียใจ ในระหว่างรอสรีระสังขารหลวงปู่สุข จะเคลื่อนจากโรงพยาบาลศรีสะเกษ มาประกอบพิธีที่วัดป่าพรหมนิมิต ศิษยานุศิษย์ทั้งเจ้าคณะอำเภออุทุมพรพิสัย เจ้าคณะอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ และนายสุกิจ เหลืองสกุลไทย นายอำเภออุทุมพรพิสัย รอถวายความอาลัยแด่สรีระสังขารของหลวงปู่ ตลอดจนญาติโยมที่ทราบข่าวมาเฝ้ารอคับคั่ง

หลวงปู่สุข เป็นหลาน และเป็นศิษย์เอกของหลวงปู่เครื่อง สุภัทโท เทพเจ้าแดนอีสานใต้ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระกำแพงใหญ่ ที่ประชาชนทั่วประเทศให้การเคารพบูชา ก่อนที่หลวงปู่เครื่องละสังขารได้ร่วมกันสร้างวัดสุเทพนิมิตร ที่บ้านหนองแปน ต.สระกำแพงใหญ่ อ.อุทุมพรพิสัย มีหลวงปู่เครื่องเป็นผู้ดำริเริ่มสร้าง หลังจากหลวงปู่เครื่องละสังขาร หลวงปู่สุขท่านได้สานต่อปณิธาน สร้างวัดสุเทพนิมิตรจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ ก่อนจะออกมาสร้างวัดป่าพรหมนิมิต ต.หนองไฮ จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ ด้วยการนี้จึงเรียกได้ว่าท่านเป็นพระผู้สร้างที่แท้จริง เพราะเพียงแค่ไม่กี่ปีท่านก็ทำให้วัดกลายเป็นวัดที่สมบูรณ์

ต่อมาด้วยสภาพสังขารที่ไม่เที่ยงแท้ ท่านมีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจและโรคปอด ที่ต้องเข้ารับการรักษาอยู่นานปี จนกระทั่งอาการทรุดหนักและต่อมาท่านได้ละสังขารลงอย่างสงบเมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 12 มิ.ย. 63 ด้วยสิริอายุ 87 ปี 57 พรรษา

ส่วนกำหนดพิธีการ เหล่าศิษยานุศิษย์ได้ประชุมมีมติ นำสรีระสังขารหลวงปู่ลงจากกุฏิเคลื่อนไปยังศาลาการเปรียญ ในวันที่ 13 มิถุนายน 2563 เวลา 13.00น. คณะสงฆ์ และผู้ว่าราชการจังหวัดจะมาเป็นประธานในพิธีสรงน้ำสรีระสังขารหลวงปู่สุข และเปิดให้พุทธศาสนิกชนถวายน้ำสรงศพ และเวลา 16.00น.จะมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และเวลา 19.00น.จะมีพิธีสวดพระอภิธรรมตลอดไป จนถึงพิธีพระราชทานเพลิงศพ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2563 เวลา 20.00 น.

มิจฉาชีพหนุ่มอ้างเป็นหมอรักษามะเร็งหลอกพระ-ชาวบ้าน สูญเงินกว่า 5 แสน

เตือนภัยหมอปลอม มิจฉาชีพหนุ่มอ้างตัวเป็นหมอรักษามะเร็ง หลอกพระและชาวบ้าน สูญเงินกว่า 500,000 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (9 มิ.ย.) เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์พร้อมด้วยชาวบ้านตำบลหนองหญ้าขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา นำหลักฐานใบแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจ สภ.สีคิ้ว เข้าร้องกับสื่อมวลชน โดยอ้างว่าถูก นายณรงค์ศักดิ์ หรือ แจ๊ค ไม่ทราบนามสกุล อายุ 23 ปี อ้างว่าเป็นหมอโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่เมืองพัทยาข้างโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ โฟมห่อกุหลาบ จ.ชลบุรี มีความเชี่ยวชาญสามารถรักษาโรคมะเร็ง ได้ด้วยตัวยาที่นำเข้าจากต่างประเทศ ได้เข้ามาตีสนิทกับชาวบ้าน

จากการสอบถาม นางนภา อายุ 46 ปี หนึ่งในผู้เสียหาย อ้างว่า ตนรู้จักกับ นายณรงค์ศักดิ์ หรือ หมอแจ๊ค เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา ที่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่งในหมู่บ้าน เนื่องจากนายณรงค์ศักดิ์มาทำบุญที่วัดและเคยรักษาเจ้าอาวาสที่ป่วยเป็นมะเร็ง จึงเล่าเรื่องที่สามีตนเคยรักษาเกี่ยวกับต่อมน้ำเหลืองที่โรงพยาบาล

นายณรงค์ศักดิ์จึงขอเจาะเลือดไปตรวจ ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าไปตรวจที่ไหน พอเช้าวันต่อมานายณรงค์ศักดิ์นำผลตรวจเป็นกระดาษเขียนด้วยปากกาว่า สามีตนเป็นมะเร็งระยะที่ 2 ต้องรีบให้ยา โดยยาตัวนี้นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา ราคา 45,000 บาท และบอกว่าจะนำยามาให้ในวันที่ 5 มี.ค.2563 ที่ผ่านมา

ตนก็ตกลงจึงไปยืมเงินแม่ จำนวน 45,000 บาท มาให้ก่อน และช่วงนั้นที่วัดมีงานทอดผ้าป่า นายณรงศักดิ์ อาสาเป็นเจ้าภาพและได้จ้างหมอลำมาแสดง ซึ่งพอถึงวันงาน หมอลำที่จ้างมาก็ไม่ยอมแสดงเนื่องจากนายณรงค์ศักดิ์ ยังไม่จ่ายเงิน นายณรงค์ศักดิ์จึงมายืมเงินตนอีก 56,000 บาท เพื่อที่จะให้คณะหมอลำ

พร้อมบอกว่าเงินเดือนออกวันที่ 5 มี.ค. 2563 จะเอามาคืนให้พร้อมกับยารักษามะเร็ง ตนก็หลงเชื่อจึงไปเบิกเงินให้ และวันต่อมานายณรงค์ศักดิ์ยังมาบอกตนอีกว่าจะไปเรียนต่อที่ประเทศจีน ที่เมืองอู่ฮั่น เพื่อศึกษาเกี่ยวกับโรคโควิด-19 จะขอยืมเงินจองตั๋วเครื่องบินอีก 50,000 บาท ตนก็หลงเชื่อไปนำทองไปจำนำเอามาให้อีก รวมเป็นเงินทั้งหมด 151,000 บาท

แต่พอถึงวันที่ 5 มี.ค. ที่นัดจะเอายาและเงินมาให้ นายณรงค์ศักดิ์ก็ไม่มา ตนก็พยายามติดต่อทวงถาม แต่นายณรงค์ศักดิ์ บอกว่า โดนกักตัวที่โรงพยาบาลขอนแก่น เพราะสงสัยว่าจะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่สามารถเอาเงินและยามาให้ได้ ซึ่งตนก็เอะใจจึงพยายามติดต่อไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความกับตำรวจที่ สภ.สีคิ้ว ไว้แล้ว

ล่าสุด วันที่ 8 มิ.ย. 2563 นายณรงค์ศักดิ์ฯได้โทรศัพท์มาหาตนเองแจ้งว่าตนเองยอมรับผิดและจะนำเงินทั้งหมดมาคืนให้และขอร้องให้ตนถอนแจ้งความอย่าดำเนินคดี  ซึ่งตนเองก็รอนายณรงค์ศักดิ์ฯแต่ก็ไร้วี่แวว

ด้าน เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ดังกล่าว กล่าวว่า นายณรงค์ศักดิ์เดินทางมาทำบุญที่วัดพร้อมกับญาติโยมที่รู้จักกัน ลักษณะแต่งตัวคล้ายหมอ และที่เสื้อก็มีตราสัญลักษณ์คล้ายกับของหมออีกด้วย และพูดจาไพเราะ ก่อนจะเข้ามาตีสนิท สอบถามเรื่องสุขภาพ และอ้างว่าเป็นนายแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในพัทยา จ.ชลบุรี มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคมะเร็ง

ตนเลยบอกว่าตอนนี้ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ นายณรงค์ศักดิ์จึงเสนอตัวรักษาให้และมียาติดตัวมาด้วยจะฉีดให้ตอนนี้เลย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตนก็ยินยอมให้ฉีดยาและรับยาที่นายณรงค์ศักดิ์จัดให้ไปฉันด้วย

หลังจากนั้น นายณรงค์ศักดิ์ ก็มาขอเป็นเจ้าภาพจัดงานทอดผ้าป่าสามัคคีในงานบุญผเวส พร้อมจะรับว่าจะหามหรสพคือหมอลำมาแสดงที่วัดในเดือน ก.พ. 2563 แต่ระหว่างนั้นก็ยังมาขอยืมเงินตน 20,000 บาท และยืมเงินลูกศิษย์ตนอีก 20,000 บาท บอกว่าจะนำไปลงทะเบียนเรียนต่อที่ประเทศจีน ตนก็ให้ไป

พอใกล้จะถึงวันงานทอดผ้าป่าก็มาขอเงินตนอีก 20,000 บาท อ้างว่าจะเอาไปมัดจำหมอลำ แต่เมื่อถึงวันงานนายณรงค์ศักดิ์ก็ไม่มา ซึ่งตนเพิ่งมาทราบทีหลังว่ามีชาวบ้านถูกนายณรงค์ศักดิ์หลอกอีกหลายราย

เบื้องต้น มีผู้เสียหายอยู่ขณะนี้ 8 ราย รวมเงินกว่า 500,000 บาท และได้เข้าไปแจ้งความไว้ที่ สภ.สีคิ้ว แล้ว และผู้ใหญ่บ้านในแต่ละหมู่บ้านได้ประกาศเสียงตามสายว่าอย่าได้หลงเชื่อมิจฉาชีพที่เข้ามาในรูปแบบต่างๆ หากผิดสังเกตให้รีบโทรศัพท์แจ้งผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เร็วที่สุด

เจ้าหน้าที่บุกบ้านแก๊งมั่วยา เจอแม่นั่งเสพยาพร้อมอุ้มลูก 5 เดือน สาวท้องแก่ร่วมวงด้วย

วันนี้(6มิ.ย.)เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเทพา จ.สงขลา นำโดย นายสนอง จันทรักษ์ นายอำเภอเทพา และนายสมศักดิ์ ชูศรี ปลัดอำเภองานป้องกัน พร้อมกำลังสมาชิก อส.ชุดปฎิบัติการเหยี่ยวดำ เข้าปิดล้อมตรวจค้นในบ้านเช่าหลังหนึ่งข้างโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ พื้นที่หมู่1 ต.สะกอม อ.เทพา หลังจากที่ได้รับรายงานว่าทั้งมั่วสุมเสพยาเสพติดและขายยาเสพติดทั้งยาบ้า ยาไอซ์ ให้กับกลุ่มวัยรุ่นในหมู่บ้าน

หลังเปิดประตูเข้าไปในบ้านเจ้าหน้าที่ถึงกับตะลึงกับภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเพราะภายในบ้านเช่ามีกลุ่มหญิงสาวที่เป็นวัยรุ่นจำนวน 4 คน ประกอบด้วย นางไพลิน แสงทวี อายุ 26 ปี เจ้าของห้องเช่า, น.ส.รอฮานี เตียวเลาะ อายุ 24 ปี, น.ส.ฮาฝีฉ๊ะ มูสอแยนาอายุ 23 ปี, น.ส.ณัฐฐณิชา อ่องยิ้ม อายุ 26 ปี และเยาวชนชายอีก1 คนกำลังนั่งล้อมวงเสพทั้งยาบ้าและไอซ์ กันอยู่จึงควบตัวเอาไว้พร้อมของกลางยาบ้าและไอซ์จำนวนหนึ่งและอุปกรณ์การเสพ

แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือในจำนวนหญิงสาวทั้ง 4 คน มี 2 คนที่เพิ่งคลอดและท้องแก่ใกล้คลอด คือ นางไพลิน แสงทวี อายุ 26 ปี ซึ่งกำลังนั่งอุ้มลูกที่เพิ่งคลอดได้เพียงแค่ 5 เดือนอยู่บนตักพร้อมๆกับเสพยาบ้าและไอซ์ไปด้วย ส่วนสามีติดคุกในคดียาบ้าต้องโทษ 9 เดือน และอีกคนคือ น.ส.รอฮานี เตียวเลาะ อายุ 24 ปี ซึ่งกำลังตั้งท้องแก่ 8 เดือนใกล้คลอดก็กำลังเสพยาบ้าและไอซ์ไม่ยอมหยุดและสามีก็ติดคุกต้องโทษ 1 ปี เช่นกัน

จากการสอบสวนทั้งหมดยอมรับสารภาพว่าร่วมกันเสพยากันในบ้านหลังนี้เป็นประจำ โดยเฉพาะ น.ส.ไพลิน เสพตั้งแต่ตั้งท้องจนกระทั่งคลอดลูกก็ยังเสพอยู่ รวมทั้ง น.ส.รอฮานี ซึ่งกำลังตั้งท้องแก่ 8 เดือนใกล้คลอดก็ยังคงเสพยาไม่หยุด เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวทั้งหมดส่งสภ.เทพา ดำเนินคดี