เรื่องเด่น

ฮือฮา ดินยุบเกิด 3 หลุมยักษ์ เชื่อพญานาคย้ายที่หลังน้ำท่วมเลย

แห่ดูหลุมยักษ์ 3 หลุ่ม เกิดกลางสวนยางพารา ชาวบ้านเชื่อพญานาคย้ายที่ อาจจะมาให้โชคหลังน้ำท่วม จ.เลย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (8 ส.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น. ได้รับแจ้งจากนายประมวล ลาภจิต หัวหน้า ปภ.เลย ว่า ที่สวนยางพาราของนายสิงห์ เจ้าของร้านจำหน่าย ซองไปรษณีย์พาสเทล และ ซองไปรษณีย์สีพาสเทล อายุ 50 ปี ชาวบ้านหนองดอกบัว หมู่ 5  ต.น้ำสวย อ.เมืองเลย ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลท่วมหมู่บ้าน ต.น้ำสวย อ.เมืองเลย จู่ๆ พื้นดินในสวนยางพาราเกิดดินยุบ 3 หลุม

โดยหลุมแรก กว้าง 2 เมตรลึก 19 เมตร หลุมที่สอง กว้างยาว 5×6 เมตร ลึก 19 เมตร หลุมที่ 3 กว้าง 5×5 ลึก 8 เมตร กว้าง 9 เมตร ลึก 17 เมตร มีน้ำสีเขียวเต็มก้นหลุม กลัวว่าจะเกิดพังทลายจนได้รับอันตราย จึงรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาสำรวจดู

ส่วนสาเหตุคาดว่า หลังเกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน 7 หมู่บ้าน ต.น้ำสวย อ.เมืองเลย ในรอบ 80 ปี เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา อาจเป็นสาเหตุทำให้น้ำใต้ดินเปลี่ยนทางเดินจนเกิดดินอ่อนตัวยุบลงเป็นหลุมขนาดใหญ่

นายประมวล ลาภจิต หัวหน้า ปภ.เลย กล่าวว่า หลังได้รับแจ้ง ได้เดินทางมาสำรวจและประสานไปยังสำนักงานธรณีวิทยา และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ส่งเจ้าหน้าที่ออกมาตรวจสอบเป็นการด่วน และใช้เชือกกั้นบริเวณดังกล่าว ไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปเกรงว่าจะเกิดการยุบตัวของดินหรือพังทลายจนเกิดอันตราย

ขณะที่ ชาวบ้านในพื้นที่ ก็เชื่อว่าเป็นความโชคดีของหมู่บ้านที่คาดว่าจะมีสิ่งดีๆ เข้ามาสู่หมู่บ้านหลังโดนน้ำป่าเข้าพัดทำลายหมู่บ้านไป ซึ่งคาดว่าตรงหลุมนี้จะเป็นหลุมน้ำพญานาคที่ย้ายจุดจากในหมู่บ้านออกมาอยู่ในสวนยาง และเป็นหลุมใหญ่

ซึ่งก่อนนี้บ่อน้ำในหมู่บ้านไม่เคยแห้ง แต่ะจุดนั้นกลับแห้งลงและมาเกิดหลุมยักษ์ใหม่ในสวนยางพารา ก็คาดว่าเป็นรูพญานาคที่จะย้ายที่ จึงแวะกันมาดูและมาขอดูเลขเผื่อมีการให้โชคซื้อหวยดูสักใบ

เรื่องเด่น

สองพ่อลูกเซ็ง พายุพัดต้นไม้หักทับบ้านที่กำลังสร้าง เจ้าของต้นไม้บอกเป็นภัยธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.63 นายนุกูล เมืองคลี่ อายุ 60 พร้อมด้วยนางสาวนันทนิตย์ เมืองคลี่ อายุ 31 ปี สองพ่อลูก พนังานจำหน่าย ถุงฟอยด์ และ ถุงเมทัลไลท์ พาผู้สื่อข่าวสำรวจความเสียหายของบ้านที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง มุงหลังคาเสร็จแล้ว โดยมีก้อนอิฐกองเรียงรายไว้แต่ยังไม่ได้กั้นตัวบ้าน หลังจากที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มทับ พังเสียหายมีเศษกระเบื้องหลังคา ตกเกลื่อนกระจัดกระจาย พร้อมเรียกร้องความเป็นธรรมจากเจ้าของสวนฝั่งตรงข้าม และเป็นเจ้าของต้นไม้ วอนช่วยจ่ายค่าเสียหายแต่กลับถูกปฏิเสธอ้างว่าเป็นภัยธรรมชาติให้ไปเรียกร้องเอาผิดกับหน่วยงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อบต.เอาเอง

ทั้งนี้สองพ่อลูก กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น.วันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้เกิดพายุซินลากู มีลมกระโชกรุนแรง ทำให้ต้นไม้สะเดาเทียมขนาดใหญ่ 3 ต้นที่อยู่คนละฝั่งถนน หักโค่นลงมาทับบ้าน 2 ต้น ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างพังเสียหายและสายไฟฟ้าขาด หลังจากนั้นได้แจ้งให้องค์การบริหารส่วนตำบลรับทราบ เพื่อยื่นเรื่องขอเงินชดเชยแต่กลับถูกปฏิเสธ เนื่องจากบ้านหลังดังกล่าวไม่อยู่ในหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการขอเงินชดเชยอุกทภัย วาตภัย เพราะยังไม่มีเลขที่บ้าน และพื้นที่ดังกล่าวไม่มีเอกสารสิทธิ์ในการถือครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ต่อมาด้าน อบต.ครน ได้แนะนำให้ไปเรียกร้องความเสียหายกับเจ้าของต้นไม้ แต่ก็ถูกปฏิเสธเหมือนกัน โดยชายเจ้าของต้นไม้สวนฝั่งตรงข้ามบอกว่าไม่จ่าย อ้างว่าเป็นภัยจากธรรมชาติให้เอาผิดกับ อบต. ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าของสวนมีการโค่นต้นยางพาราและปรับหน้าดินเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน แต่ไม่ตัดต้นไม้สะเดาเทียม 3 ต้นที่ยืนตระหง่านสูงลิบใกล้กับบ้าน ทำให้ทางครอบครัวตนได้ทักท้วงว่า ขอให้ตัดต้นไม้ใหญ่ออกได้ไหม เพราะอาจจะโค่นล้มได้ง่าย ทางเจ้าของสวนหรือเจ้าของต้นไม้ใหญ่บอกว่าไม่ตัด จะยกไว้ทำบ้าน จนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นมาจริงๆ

ตนเห็นว่าทางครอบครัวไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงได้เดินทางไปแจ้งความไว้ที่ สภ.สวี แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นคดีแพ่ง ให้ไปเรียกร้องค่าเสียหายกับเจ้าของต้นไม้หรือให้ไปฟ้องศาล

ครอบครัวผู้เสียหาย กล่าวอีกว่า กว่าจะเก็บหอบรอมริบเงินทองมาสร้างบ้านหลังนี้ได้ใช้เวลาถึง 8 ปี แต่ก็ยังไม่เสร็จ หมดเงินไปกว่า 200,000 บาท ตนยอมรับว่าไม่ได้เงินชดเชยจาก อบต.นั้น เข้าใจดีว่าพื้นที่พ่อแม่ครอบครองผืนดิน บนเนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ ไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่อยู่อาศัยในที่ดินผืนนี้มานานหลายสิบปี และไม่ติดใจ อบต.แต่อย่างใด เพียงวอนขอความเห็นใจจากเจ้าของต้นไม้ ให้ออกมารับผิดชอบ ยอมจ่ายค่าเสียหายกันบางส่วน จำนวนเงินเท่าไหร่นั้น ก็แล้วแต่จะตกลงกัน

เรื่องเด่น

“พระอาจารย์แดง” เกจิดังอยุธยาทำพิธีเปิดตลาด เซียนหวยแห่จ้องเลขปลายประทัด

เจ้าของตลาดรวยให้เพลิน เพลิน นิมนต์ “พระอาจารย์แดง” เกจิดังเมืองอยุธยาทำพิธีเปิดตลาด คอหวยไม่พลาดจับตาเลขปลายประทัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (24 ก.ค.) ที่บริเวณตลาดรวยให้เพลิน เพลิน ริมถนนโรจนะขาเข้าอยุธยา ต.คานหาม อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา พระครูเกษมจันทวิมล หรือ พระอาจารย์แดง  เจ้าอาวาสวัดป้อมรามัญ เจ้าของฉายานิ้วมหามงคล ประพรหมน้ำพุทธมนต์ร้านค้า เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเปิดตลาดนัดรวยให้เพลิน เพลิน

โดย มีการนำพ่อปู่ชูชก ขนาดใหญ่ มาตั้งเอาไว้บริเวณทางเข้าตลาด เพื่อให้ร้านค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายสินค้าได้บูชา เพื่อเป็นการทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรื่อง โดยมีศิลปินดารานักร้อง สุรชัย สมบัติเจริญ, ตู้ ดิเรก อมาตยกุล และ เขาทราย แกแล็คซี่ อดีตนักมวยแชมป์โลกตลอดกาล ลูกศิษย์พระอาจารย์แดงมาร่วมในพิธีพร้อมกับร้องเพลงโชว์

ภายในตลาดยังมีการบวงสรวง พ่อปู่ชูชก เจ้าที่เจ้าทาง พร้อมกับการจุดประทัด 1,000 นัด หน้ารูปปั้นพ่อปู่ชูชก และที่จดจ้องของบรรดาพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนที่มาร่วมงาน คือตัวเลขที่ปลายประทัด ทันที่สิ้นเสียงประทัดต่างพากันกรูเข้าไปแย่งดูเลขปลายประทัด พบว่าเป็นตัวเลข 66 และเลข 518 จากนั้นพากันไปดูที่แผงสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ตั้งขายอยู่ภายในตลาด

นอกจากนี้ ภายในตลาดยังมีจอมปลวกขนาดใหญ่ ซึ่งมีรูปทรงและรูปหน้าคล้ายกับหญิงสาว มีแม่ค้ารายหนึ่งเข้าไปดู แล้วเห็นเลข 82

สำหรับตลาดรวยให้เพลินเพลินของนายสุชาติ มานิตย์ นักธุรกิจ เจ้าของโรงงาน ตัวตัดเทป และ ที่ตัดเทป ได้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่อยู่ใกล้กับโรงงานอุตสาหกรรม จึงได้ปรับพื้นที่เปิดเป็นตลาดนัดเพื่อให้ประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าสร้างอาชีพมาขายสินค้า

ถือเป็นการตลาดแห่งใหม่ย่านสวนอุตสาหกรรมโรจนะ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยใช้ชื่อที่พระอาจารย์แดงตั้งให้ นำมาจากส่วนหนึ่งคาถาของพระอาจารย์แดง รวยให้เพลินเพลิน มาเป็นชื่อของตลาด

เรื่องเด่น

สลด “ต่าย นมัสนันท์” อดีตดาราสาว เสียชีวิตแล้ว ในบ้านที่ไปขออาศัย

ต่าย มนัสนันท์ ปานดี อดีตดาราตัวประกอบสาวชื่อดัง ที่เคยตกเป็นข่าวมาหลายครั้ง เสียชีวิตปริศนาในบ้านพักที่ไปขออาศัยอยู่ ใกล้ร้านจำหน่าย ถุงแก้วฝากาว และ ถุงแก้วแถบกาว ใหลังจากเจ้าของบ้านตื่นมาหาข้าวหาน้ำให้กิน ก็พบว่าเสียชีวิตตัวแข็งแล้ว เบื้องต้นคาดว่าอาจเกิดจากโรคประจำตัวโดยไม่มีญาติมาแสดงตัว

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 ก.ค.63   ศูนย์วิทยุแจ้งเหตุ 191 สถานีตำรวจภูธรศรีราชา  ได้รับแจ้งเหตุมีผู้เสียชีวิตที่บ้าน ในตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จึงประสาน พ.ต.ท.สุกิจ เหมรา  สารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรศรีราชา เจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมโรคโรงพยาบาลแหลมฉบัง และ เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างประทีปธรรมสถานศรีราชา เข้าร่วมตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้น มีนายจรรย์ อายุ 81 ปี เจ้าของบ้าน ยืนรอพาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปชี้จุดเกิดเหตุ โดยพบร่างผู้เสียชีวิตเป็นผู้หญิง ทราบชื่อในภายหลังคือ คือ นางสาวมนัสนันท์ หรือต่าย ปานดี อายุ 36 ปี อดีตนักแสดง ที่เคยเล่นเป็นตัวประกอบในเรื่อง แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า และเคยตกเป็นข่าวหลายต่อหลายครั้ง นอนหงายเสียชีวิตอยู่หน้าห้องนอนของนายจรรย์ ในสภาพใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงวอร์มสีดำยาว ตัวแข็ง มือกำเกร็ง ขาเกร็ง เบื้องต้นไม่พบบาดแผลการถูกทำร้ายตามร่างกาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าบันทึกภาพและสอบสวนพยานในที่เกิดเหตุ

ด้านนายจรรย์ ผู้ให้นางสาวมนัสนันท์พักอาศัย เปิดเผยว่า ได้พบนางสาวมนัสนันท์เมื่อหลายวันที่ผ่านมา นางสาวมนัสนันท์ได้กลับมาอาศัยอยู่ในพื้นที่ หลังจากหายไปนานหลายเดือน แต่เมื่อกลับมาก็พบว่า แม่ของนางสาวมนัสนันท์ ถูกจับติดคุกไปก่อนหน้านี้ จึงไม่มีที่อยู่อาศัย แล้วได้มาขอตนเองอาศัยด้วย

ตนจึงให้มาอยู่ที่บ้านโดยให้นอนอยู่หน้าห้อง มีมุ้งครอบขนาดใหญ่ให้ป้องกันยุง โดยตนเองจะต้องซื้อข้าวซื้อน้ำมาให้กินได้ 3 วัน ซึ่งก่อนหน้านี้พบว่านางสาวมนัสนันท์มีอาการเดินตัวแข็ง น้ำลายยืด คุยไม่รู้เรื่อง ซึ่งในวันนี้ตนเองตื่นมาก็ปลุกนางสาวมนัสนันท์ ตั้งแต่เวลาประมาณ 06.00 น. แต่นางสาวมนัสนันท์ไม่ตื่น จึงคิดว่านอนหลับอยู่ จึงไม่ได้ปลุกต่อ แต่หลังจากนั้นเวลาประมาณ 10.00 น.ก็ไปปลุกมาให้กินข้าวอีกครั้ง ก็ไม่ตื่นอีก จึงเข้าไปเขย่าตัวพบว่านอนตัวแข็ง ร่างเกร็ง ไม่มีลมหายใจ เสียชีวิตไปแล้ว จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบดังกล่าว

ด้านนางสาวพาขวัญ อายุ 50 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าว เปิดเผยว่า ต่ายและแม่อาศัยอยู่ที่นี่นานแล้ว โดยแม่ต่ายได้สามีเป็นคนเก็บขยะ ก่อนหน้านี้แม่ของต่ายได้พาต่ายไปบำบัดแล้วแต่ยังไม่หายดี  ส่วนแม่ก็ถูกจับติดคุกไปอีก ส่วนต่ายก็เพิ่งออกมาได้ไม่ถึง 10 วัน มาอยู่มาอยู่ที่ไหนก็ไม่ได้ เพราะเห็นชาวบ้านแถวนี้เค้าบอกต่ายเดินตัวแข็ง น้ำลายยืด คุยไม่รู้เรื่อง จนนายจรรย์เห็นเข้าก็สงสาร เนื่องจากเห็นครอบครัวต่ายมานาน เลยให้มานอนที่บ้าน หาข้าวหาน้ำให้กิน ซึ่งต่ายก็มักจะเดินขอเงินชาวบ้านไปทั่ว 10-20 บาท ชาวบ้านก็ให้ จนมาทราบข่าวว่าเสียชีวิตไปแล้ว

หลังจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างผู้เสียชีวิตส่งไปชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดอีกครั้ง ก่อนติดตามญาติให้มารับร่างไปบำเพ็ญกุศลต่อไป

เรื่องเด่น

ลูกสาวกรีดร้องลั่น พ่อถูก ด.ต.ยิงเลือดอาบ ฉุนลูกชายเพื่อนบ้านเปิดเพลงเสียงดัง

ดาบตำรวจ ฉุนลูกชายเพื่อนบ้านเปิดเพลงเสียงดังชักปืนประจำกายยิงขู่ 1 นัด พ่อเข้าห้ามถูกยิงใส่ 2 นัด ก่อนตามไปชกต่อยซ้ำกอดรัดกันชุลมุน ลูกสาวได้ยินเสียงวิ่งออกมาดูเห็นพ่อถูกทำร้ายเลือดอาบกรีดร้องด้วยความตกใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (13 ก.ค.) เมื่อเวลา 11.50 น. พ.ต.อ.วิษณุ อาภรณ์พงษ์ ผกก.สภ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันที่บ้านสำโรง ติดกับร้านจำหน่าย ตัวตัดเทป และ ที่ตัดเทป มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1  ราย  พร้อมทั้งได้ประสานหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน ร่วมให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บด้วย

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านหลังหนึ่ง หมู่ 5 ต.บ้านปรือ อ.กระสัง พบ นายรมย์ อายุ 51 ปี เจ้าของบ้าน ถูกยิงบริเวณขาหนีบด้านซ้ายและชายโครงซ้ายรวม 2 นัด หน่วยแพทย์ฉุกเฉินจึงได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนจะรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลบุรีรัมย์อย่างเร่งด่วน

จากการสอบถามทราบว่าผู้ก่อเหตุ คือ ด.ต.ไชยงค์ อายุ 53 ปี ปัจจุบันเป็นตำรวจสังกัด สภ.กระสัง ปฏิบัติหน้าที่สายตรวจตำบลบ้านปรือ จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าชนวนเหตุเกิดจากที่ ด.ต.ไชยงค์ ไม่พอใจที่ลูกชายเจ้าของบ้านที่ถูกยิงบาดเจ็บ เปิดเพลงเสียงดัง จึงเกิดการทะเลาะกันและ ด.ต.ไชยงค์ ได้ใช้อาวุธปืนประจำกายยิงใส่นายรมย์ ได้รับบาดเจ็บ   

หลังก่อเหตุ ด.ต.ไชยงค์ ก็ได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนพร้อมอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ โดยเบื้องต้นถูกแจ้งข้อหาพยายามฆ่าขณะนี้อยู่ระหว่างการควบคุมตัวที่ สภ.กระสัง

จากการสอบถาม นางช้อย อายุ 63 ปี แม่ยายผู้บาดเจ็บ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุนายอิทธิพล หลานชาย ซึ่งเป็นลูกของผู้บาดเจ็บ ได้เปิดเพลงฟังอยู่หน้าบ้าน จู่ๆ ด.ต.ไชยงค์ ซึ่งอยู่บ้านตรงข้ามกันก็เดินมาใช้ปืนใส่หลาน แต่ไม่รู้ว่ายิงขู่หรือเจาะจงยิงใส่ตัวหลาน แต่กระสุนไปโดนที่ประตูบ้าน ด้วยความตกใจหลานจึงวิ่งหนี

จากนั้นนายรมย์ ลูกเขยซึ่งเพิ่งเลิกงานมาก็เดินไปข้างโอ่งน้ำใกล้รั้วบ้านแล้วบอก ด.ต.ไชยงค์ ซึ่งถือปืนอยู่ในมือว่า “ให้พูดกันดีๆ ได้มั้ยไม่ต้องใช้ปืน” พอพูดจบ ด.ต.ไชยงค์ กลับชักปืนยิงใส่ 2 นัดเข้าที่ขาหนีบและชายโครงซ้ายได้รับบาดเจ็บ จากนั้นลูกเขยก็วิ่งหนีมาตนเองซึ่งนั่งอยู่ใต้ถุนบ้านในสภาพเลือดอาบ แล้ว ด.ต.ไชยงค์ ก็เดินตามมาชกต่อยซ้ำอีกทั้งที่ลูกเขยถูกยิงเลือดอาบเต็มตัวแล้ว

ตนก็พยายามเข้าไปช่วยลูกเขยแต่ด้วยที่อายุมากแล้ว ก็ไม่สามารถสู้แรง ด.ต.ไชยงค์ ได้ จึงตะโกนให้เพื่อนบ้านมาช่วย ตอนแรกก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเพราะกลัวจะถูกลูกหลงเพราะ ด.ต.ไชยงค์ ยังมีปืนอยู่ในตัว ทั้งสองกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่เกือบ 10 นาทีจึงมีชาวบ้านเข้าไปช่วยแยกออกจากกัน จากนั้นตนจึงโทรศัพท์แจ้ง 191         

นางช้อย ยังบอกอีกว่า หลานชายชอบเปิดเพลงฟังจริงก็เปิดตามประสาวัยรุ่น ไม่ได้เสียงดังรบกวนมาก เพราะบ้านตนเองก็อยู่ติดกับบ้านหลานก็ยังไม่เห็นได้ยินเสียงดัง และยืนยันว่าลูกเขยไม่ได้พูดจาท้าทายตำรวจ แค่ไปบอกว่าให้พูดกันดีๆ ไม่ต้องใช้ปืนแค่นั้น ไม่คิดว่าจะโดนยิงแบบนี้       

ขณะเกิดเหตุ น.ส.สุพรรษา อายุ 17 ปี ลูกสาวผู้บาดเจ็บ ได้ยินเสียงปืนก็วิ่งออกมาจากบ้าน เห็นพ่อในสภาพถูกยิงบาดเจ็บกำลังกอดรัดอยู่กับ ด.ต.ไชยงค์ ก็กรีดร้องด้วยความตกใจ พร้อมทั้งได้ใช้มือถือบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน โดยในคลิปจะเห็นว่าลูกสาวผู้บาดเจ็บกรีดร้องตลอดเวลา และพยายามร้องให้คนช่วย   

ด้าน นายชัยยา อายุ 60 ปี พี่ชาย ด.ต.ไชยยงค์ ที่เข้าไปห้าม เล่าว่า บ้านน้องชายและบ้านคนถูกยิงอยู่ตรงข้ามกัน ที่ผ่านมามักจะมีเรื่องทะเลาะกันเป็นประจำ เนื่องจากลูกชายผู้บาดเจ็บ ชอบเพลงเสียงดัง น้องชายซึ่งมีหน้าที่เป็นตำรวจตำบลจึงเข้าไปห้ามให้ลดเสียงเป็นประจำ แต่อีกฝั่งไม่ยอมลดเสียงเพลงลง แถมยั่วยุด้วยการเปิดเสียงเพลงดังขึ้นเรื่อยๆ และยังพูดจาท้าทาย

จนวันนี้ก่อนเกิดเหตุก็ยังเปิดเพลงเสียงดังอีก จึงทำให้น้องชายเกิดความโมโห จนก่อเหตุดังกล่าวขึ้น ในฐานะที่ตนเองเป็นพี่ชายก็เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่คิดว่าน้องคงทำไปเพราะความอัดอั้นมานาน

เรื่องเด่น

รำแก้บน “เจ้าแม่สุพรรณหงส์” ให้โชครับทรัพย์กันหลายล้าน แถมได้เลขเด็ดชุดใหม่

ชาวบ้านแห่ร่วมแก้บนเจ้าแม่สุพรรณหงส์ ต้นตะเคียนอายุนับพันปี หลังให้โชครับทรัพย์กันจำนวนมาก ตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (14 ก.ค.) ได้รับแจ้งว่าที่สวนผสมริมบึงบ้านโพธิ์ตะวันตก หมู่ 3 ต.บ้านโพธิ์ อ.เมืองสุพรรณบุรี มีพิธีแก้บนเจ้าแม่สุพรรณหงส์ ต้นตะเคียนอายุนับพันปี ที่เจ้าของปรับพื้นที่และทำพิธีอัญเชิญขึ้นมาไว้ด้านบน เพื่อให้ชาวบ้านนักเสี่ยงโชคได้มาขอโชคขอลาภ และได้เลขเด็ดนำไปเสี่ยงโชครับทรัพย์กันจำนวนมาก ตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักล้านบาท

เมื่อเดินทางไปตรวจสอบพบว่าบริเวณดังกล่าวเจ้าของได้ขุดเป็นคันล้อมรอบบ่อน้ำเจ้าของที่ได้ทำพิธีแก้บนโดยนำผลไม้ 7 อย่างพร้อมชุดไทย 5 ชุด และนางรำมารำถวาย โดยมีชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างพากันมาร่วมพิธีจำนวนมาก

จากการสอบถาม คุณยายสำอางค์ พงษ์สุวรรณ อายุ 81 ปี อยู่หลังโรงงานซองไปรษณีย์พาสเทล  ซองไปรษณีย์สีพาสเทลบ้านเลขที่ 225 หมู่ 2 ต.บ้านโพธิ์ เจ้าของที่แปลงดังกล่าว เล่าว่า ที่แปลงนี้มีจำนวน 8 ไร่ ได้แบ่งให้ลูกๆ หลานไว้ทำมาหากิน และได้ว่าจ้างรถแบ็คโฮ มาขุดตักทำคันล้อมเตรียมทำเป็นสวนผสมปลูกพืชผัก ไม้ผลไม้ยืนต้น

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่รถแบ็คโฮกำลังขุดบ่อซึ่งลึกประมาณ 10 เมตร ก็พบต้นไม้ขนาดใหญ่มีความยาววัดได้ 10 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เมตร สภาพสมบูรณ์ไม่ผุ เชื่อมีอายุเกือบ 1,000 ปี จึงนำขึ้นมาไว้ด้านบน พบว่าเป็นต้นตะเคียนขนาดใหญ่อายุนับพันปีจึงทำพิธีบวงสรวง เนื่องจากเชื่อว่าต้นตะเคียนต้นนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิงสถิตย์อยู่ และจะมาให้โชคให้ลาภกับเจ้าของญาติมิตร และชาวบ้านที่มาขอพรขอโชคขอลาภให้อยู่เย็นเป็นสุข

หลังจากทำพิธีบวงสรวงเสร็จชาวบ้านที่มาร่วมพิธีต่างพากันส่องหาเลขเด็ด ด้วยวิธีใช้โทรศัพท์มือถือทั้งถ่ายภาพทั้งส่องหาบางคนมุดลงไปแหงนคอส่องดูเลขเด็ดกันอย่างคึกคักและได้เลขเด็ด 285 ไปเสี่ยงโชคทำให้โชคดีรับทรัพย์กันไป

และวันนี้จึงคนที่มาขอเลขเด็ดและโชคดีรับทรัพย์จำนวนมาก ได้นำผลไม้ 7 อย่าง รวมทั้งชุดไทย 5 ชุด พร้อมกับนางรำมารำถวายเป็นการแก้บนเจ้าแม่สุพรรณหงส์

หลังเสร็จพิธีแก้บนชาวบ้านและบรรดาคอหวยไม่รอช้าต่างพากันส่องหาเลขเด็ด โดยวิธีใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพและเพ่งมอง ซึ่งบรรดาคอหวยนั้นมีทั้งชายหญิงวัยรุ่นถึงคนชรา สุดท้ายได้เลขเด็ดคือเลข 327- 730 – 195- 19 และ 98

เรื่องเด่น

รวบนักธุรกิจ “โอ 9 นาฬิกา” ฉ้อโกงนาฬิกาหรู 1.5 ล้าน ของนางเอกดัง เอาเงินไปหมุน

รวบนักธุรกิจเจ้าของร้านนาฬิกาชื่อดัง ฉ้อโกงนาฬิกาหรูของลูกค้า เอาเงินไปหมุน ดาราดัง-ไฮโซ ตกเป็นเหยื่อเพียบ

(12 ก.ค. 63) พ.ต.อ.เผด็จ งามละม่อม ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.อรรชวศิษฎ์ ศรีบุญยมานนท์ รอง ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.สุวรรณ บุญแสง สว.กก.สส.1 บก.สส.บช.น. พร้อมกำลังร่วมกันจับกุม นายอนุรักษ์ หรือ โอ อายุ 37 ปี พนักงานโรงงานถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลแขวงพิษณุโลก ที่ จ.83/2563 ลงวันที่ 15 พ.ค. 63 ข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ โดยจับกุมตัวได้ที่ร้าน 9 NALIGA ย่านพระราม 9 กทม.

พ.ต.อ.เผด็จ เปิดเผยว่า จากการสอบสวน นายอนุรักษ์ ให้การว่า เปิดร้านขายนาฬิกาหรูมากว่า 10 ปี ช่วงแรกร้านตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้าบนถนนศรีนครินทร์ เขตประเวศ กทม. และเพิ่งย้ายมาที่ศูนย์การค้าย่านถนนพระราม 9 ได้ไม่นาน ช่วงแรกยอดขายมีกำไร นำเงินที่ได้ไปซื้อบ้านและรถหรูเก็บไว้หลายคัน กระทั่งต่อมานำเงินไปลงทุนทำร้านอาหาร แต่ก็มาเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ มีคนเอานาฬิกาหรูมาขายให้ ซึ่งก็ซื้อเก็บไว้แต่เมื่อนำออกขายกลับขายไม่ออก ไม่มีลูกค้ามาซื้อ อีกทั้งร้านอาหารที่เปิดไว้ 3 แห่ง ต้องปิดตัวลง ทำให้ต้องขายบ้านและขายรถหรูที่มีทั้งหมดเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้

ส่วนนาฬิกาหรูที่มีลูกค้าเอามาส่งซ่อม ได้นำไปขายเพื่อเอาเงินมาหมุนใช้หนี้ก่อน โดยพยายามติดต่อกับเจ้าของนาฬิกาเพื่อจะขอผ่อนจ่าย บางรายยอม บางรายไม่ยอมก็ได้เข้าแจ้งความ ซึ่งก็บอกลูกค้าแล้วว่าจะพยายามหาเงินมาใช้หนี้ให้

สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดที่ จ.พิษณุโลก จนนำมาสู่การออกหมายจับ คือ นาฬิกายี่ห้อปาเต๊ะ ฟิลลิป มูลค่า 1.5 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีเหล่าดาราดังหลายคนที่ถูก นายอนุรักษ์ ฉ้อโกงนาฬิกาไป อาทิ เชียร์-ฑิฆัมพร ฤทธิธาอภินันท์ นางเอกชื่อดัง ที่นำนาฬิกายี่ห้อปาเต๊ะ ฟิลลิป มูลค่า 1.5 ล้าน ไปซ่อมแล้วถูกเอาไปขายต่อด้วยเช่นกัน ซึ่งดาราสาวได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สน.สายไหม

นอกจากนี้ยังมี นายณัชชา จันทพันธ์ หรือ เม้าส์ บีโอวาย ที่เอานาฬิกายี่ห้อปาเต๊ะ ฟิลลิป รุ่น 5167A ราคา 6.7 แสนบาท ไปซ่อมแล้วก็ถูกเอาไปขายต่อเช่นกัน แจ้งความไว้ที่ สน.ประเวศ ทางด้าน เคลลี่ ธนพัฒน์ นักแสดงชื่อดัง ก็ถูกเอานาฬิกาหรูมูลค่า 3.6 แสนบาทไปขายด้วย ซึ่งมีนักแสดง-ไฮโซ ตกเป็นเหยื่ออีกหลายราย

พ.ต.อ.เผด็จ ยังกล่าวอีกว่า หลังสอบปากคำผู้ต้องหาเบื้องต้นก็จะคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก ดำเนินคดี อีกทั้งยังฝากถึงผู้เสียหายที่เคยถูกผู้ต้องหายักยอกนาฬิกาไป สามารถดูตัวและแจ้งข้อหาเพิ่มเติมได้ที่ สภ.เมืองพิษณุโลก

เรื่องเด่น

“ไนท์บาร์ซ่า” สุดร้าง! ร้านค้าทยอยปิดตัว เพราะไร้นักท่องเที่ยว หลังเจอพิษโควิด-19

ชาวโซเชียลแชร์ภาพย่านการค้าดังไนท์บาร์ซ่า แลนด์มาร์กสำคัญของเชียงใหม่ ที่มีร้านค้ามากมายทยอยปิดตัว ผลจากโควิด-19 วอนภาครัฐช่วยกระตุ้นผ่าน “เราเที่ยวด้วยกัน” ชี้ ให้คนไทยช่วยกันเพื่อให้ประเทศไทยพ้นวิกฤต

เพจ “Chiangmai LeadeR News” ได้โพสต์ภาพย่านการค้าดังไนท์บาร์ซ่า ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยระบุรายละเอียดว่า

“ไม่เหลือสภาพของย่านการค้าดังไนท์บาร์ซ่า ร้านค้าร้านอาหารร้านบริการต่างๆ ต้องปิดตัวปิดกิจการ หลังไร้นักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทย ขณะที่ร้านนวดไทยยังไม่ฟื้น ไร้ผู้ใช้บริการ เจ้าของต้องทยอยปิดสาขาลงจากหมอนวด 100 ชีวิต เหลือไม่ถึง 10 คน หวังให้รัฐช่วยกระตุ้นผ่าน “เราเที่ยวด้วยกัน”

สำหรับ ไนท์บาร์ซ่า ถือเป็นย่านการค้าดังเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวไปทั่วโลก และชาวไทยเป็นอย่างดีถ้ามาจังหวัดเชียงใหม่ ต้องไม่พลาดการมาเดินช้อปไนท์บาร์ซ่าเชียงใหม่ ถนนช้างคลาน ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ย่านที่คึกคัก มีร้านค้าร้านอาหาร ร้านบริการ โรงแรม โดยเฉพาะซุ้มรถเข็นที่ต่างจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกซองพลาสติกกันกระแทก  ซองกันกระแทกพลาสติกตั้งแต่หัวถนนไปจนถึงปลายถนน แต่มาในสภาพปัจจุบันไม่หลงเหลือให้เห็นปิดร้านปิดกิจการไป เพราะไร้นักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทย

เรื่องเด่น

เปิดโพสต์สุดท้ายเสี่ยเจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์ ก่อนยิงตัวตายพร้อมเมีย

เปิดไทม์ไลน์เสี่ยร้านเฟอร์นิเจอร์ ยิงต้วตายพร้อมเมีย โพสต์ครั้งแรกและเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต

ความคืบหน้าเหตุเศร้าสลด จากพิษเศรษฐกิจ เมื่อ นายสมศักดิ์ อายุ 55 ปี ใช้อาวุธปืนยิง นางณัฐริกา อายุ 60 ปี และยิงตัวเองตายตาม ที่ห้องนอนภายในร้านเฟอร์นิเจอร์ของตนเอง ริมถนนเพชรเกษม ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยข้างโรงงานถุงฟอยด์  ถุงเมทัลไลท์ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา และญาติไปพบศพเมื่อช่วงเช้าของวันนี้โดยคาดว่ามีสาเหตุมาจากความเครียดเรื่องธุรกิจที่ประสบปัญหาจากเศรษฐกิจและกลายเป็นหนี้

ล่าสุด จากการตรวจสอบไทมไลน์ ของแอปพลิเคชั่นไลน์ ของนายสมศักดิ์ ซึ่งได้โพสต์ไว้เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยมีข้อความว่า “เงินน่ะ ทุกคนก็หามาด้วยความลำบากทั้งนั้น ถ้าเขาเมตตาเมื่อยามเราเดือดร้อน จงอย่าเนรคุณเขา มีมากหรือน้อยก็แบ่งคืนให้เขาเถอะ เพราะเรานั้นรู้อยู่แก่ใจดีที่สุดว่า เรามีกินหรือไม่มีกิน อดจริงหรือเหนียวหนี้”

ซึ่ง พนักงานที่ร้าน บอกว่า ปกติ นายสมศักดิ์ ไม่เคยโพสต์อะไรเลย และเป็นการโพสต์ไทม์ไลน์ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย โดยหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ข้อความที่นำมาโพสต์เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดอาการน้อยใจ หรือท้อแท้ที่เคยช่วยคนอื่นยืมเงินแต่เมื่อตัวเองมีปัญหากลับไม่มีใครช่วยเหลือหรือจริงใจ

พนักงานชายคนหนึ่ง บอกว่า เจ๊ณัฐ เป็นคนดี รักลูกน้องมีอะไรก็แบ่งปัน ส่วนเฮียศักดิ์ เป็นคนอารมณ์ร้อนแต่ขึ้นเร็วแป๊ปเดียวก็หาย โดยก่อนหน้านี้ 1 อาทิตย์ ทั้งคู่เครียดมาก จนเจ๊ณัฐซูบผอมอย่างเห็นได้ชัดและถึงขั้นล้มป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล

และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเฮียศักดิ์เพิ่งเรียกประชุมลูกน้องบอกว่าจะปิดสาขาถนนสามสิบเมตร ให้เหลือเพียงสาขาหน้า ญ.ว.สาขาเดียว โดยบอกว่าธุรกิจไปไม่ไหวและเป็นหนี้มาก หากใครหางานอื่นได้ก็ให้ไปหางานอื่นทำ กระทั่งมาเกิดเหตุร้ายขึ้น

เรื่องเด่น

ดราม่าหมึกทอดกระเทียมภูเก็ต จานละ 2,500 ชาวเน็ตแบ่งสองฝั่ง ถกความคุ้มราคา

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากแสดงความเห็นเกี่ยวกับหมึกทอดกระเทียมของร้านอาหารแห่งหนึ่งข้างโรงงานซองไปรษณีย์พาสเทล  ซองไปรษณีย์สีพาสเทลใน จ.ภูเก็ต ที่มีราคาจานละ 2,500 บาท ว่าคุ้มค่าสมราคาหรือไม่ ซึ่งมีทั้งผู้ที่มองว่าราคานี้สูงเกินไปและผู้ที่มองว่าเหมาะสมแล้ว

การถกเถียงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์เมื่อวานนี้ (7 ก.ค.) ว่าตนและครอบครัว รวมทั้งหมดประมาณ 10 คน ไปเที่ยวที่ จ.ภูเก็ต และสั่งอาหารจากร้านอาหารแห่งหนึ่ง ตามคำแนะนำของโรงแรมที่เข้าพัก ซึ่งมาทราบภายหลังว่าโรงแรมแนะนำให้มัคคุเทศน์ (ไกด์) คนหนึ่งไปซื้อวัตถุดิบและจัดการให้

เมื่อใบเสร็จค่าอาหารมาถึงก็ถึงกับตกใจ เพราะพบว่าราคาสูงกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะหมึกทอดกระเทียม ที่ราคาจานละ 2,500 บาท และคั่วกลิ้งหมู จานละ 850 บาท เมื่อคิดรวมกับค่าอาหารจานอื่นและค่าบริการทำอาหาร ราคารวมอยู่ที่ 6,750 บาท

ผู้โพสต์ระบุอีกว่า หลังจากนั้นตนเจรจากับร้าน ร้านจึงลดราคาหมึกทอดกระเทียม มาอยู่ที่จานละ 1,500 บาท ทำให้ราคาลดลงมาอยู่ที่ 5,750 บาท

อย่างไรก็ตาม ราคาดังกล่าว ก็ยังไม่เป็นที่พอใจ จึงเจรจากับร้านอาหารนั้นให้ลดราคาอีกครั้ง ซึ่งพบว่าราคาหมึกทอดกระเทียมลดลงมาอยู่ที่จานละ 1,000 บาท และคั่วกลิ้งหมู ลดลงมาอยู่ที่ 500 บาท ราคารวมจึงลดลงมาอยู่ที่ 4,900 บาท

หลังจากโพสต์ไปแล้ว ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากรู้สึกตกใจต่อราคาอาหารดังกล่าว บางคนมองว่า ราคาดังกล่าวน่าจะรวมค่าส่วนแบ่งของไกด์แล้วหรือไม่ ราคาจึงออกมาเป็นอย่างนั้น ขณะเดียวกันบางคนมองว่า หมึกทอดกระเทียมจานขนาดที่เห็นในโพสต์ของผู้โพสต์ ไม่น่าจะสูงถึงจานละ 2,500 บาทได้ และอย่าลืมว่าราคานี้ยังไม่รวมกับค่าทำอาหารที่แยกต่างหาก

ขณะเดียวกัน ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอีกกลุ่มหนึ่ง กลับมองว่า ราคาดังกล่าวสมเหตุสมผล เพราะผู้โพสต์ระบุว่าสั่งมาทานกับครอบครัว รวมทั้งหมด 10 คน จึงไม่ใช่ราคาที่สูงเกินไป

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่สนับสนุนผู้โพสต์ ก็แย้งว่า หมึกทอดกระเทียมจานดังกล่าวไม่ใช่สำหรับทาน 10 คน และเมื่อมองจากวัตถุดิบและปริมาณที่ได้แล้ว ราคาต้องต่ำกว่า 2,500 บาทแน่ๆ ต่อให้มากันน้อยกว่านี้ แต่ได้ปริมาณดังกล่าวก็ไม่คุ้มค่าอยู่ดี และเมื่อพิจารณาจากอาหารเมนูอื่นๆ ราคาก็ไม่ได้สูงจนน่าตกใจเหมือนกับเมนูดังกล่าว

เวลาต่อมา ผู้โพสต์ระบุว่า ตนและครอบครัวปรึกษากันแล้วว่า จะไม่แจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดีกับร้านอาหารดังกล่าว เพราะเป็นกระบวนการที่เสียเวลา และในเมื่อตนและครอบครัวจ่ายเงินไปแล้ว ก็อยากให้จบเรื่องเท่านี้

ส่วนวันนี้ (8 ก.ค.) มีการรายงานว่า เจ้าของร้านอาหารดังกล่าวชี้แจงว่า ราคาดังกล่าวเป็นราคาที่เหมาะสมสำหรับการทาน 10 คน และร้านของตนไม่ได้คิดราคาเกินจริงแต่อย่างใด และยังบอกอีกว่า จะไม่ดำเนินคดีกับผู้โพสต์เช่นกัน เพราะไม่อยากเสียเวลาทำมาหากิน

เรื่องเด่น

เจ้าของร้าน-ลูกจ้างช่วยกันซ่อมแอร์ สุดท้ายคอมเพรสเซอร์ระเบิด เคราะห์ดีไม่ถึงฆาต

ผู้สื่อข่าวรายงานอุบัติเหตุไม่คาดคิด ที่ร้านแห่งหนึ่งตั้งอยู่ริมถนนพลพิชัยตรงข้ามโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ โฟมห่อกุหลาบ เขตเทศบาลเมืองคอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา คอมเพรสเซอร์แอร์บ้านที่กำลังซ่อมอยู่ในร้าน เกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่น ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน คือ นายพิชัย อายุ 44 ปี เจ้าของร้าน ซึ่งบาดเจ็บมีบาดแผลที่แขน หูอื้อ และมึนศีรษะและตาแดงก่ำ ส่วนอีก 1 คน เป็นลูกจ้างทราบเพียงชื่อเล่นว่า “แว่น” นอนอยู่หน้าร้าน แม้ว่าจะได้สติ แต่อาการน่าเป็นห่วง ลุกไม่ไหว เนื่องจากร่างกายถูกแรงอัดจากคอมเพรสเซอร์ระเบิดจนแน่นหน้าอก หายใจติดขัด หูอื้อ หน่วยกู้ภัยมูลนิธิมิตรภาพสามัคคีหาดใหญ่ รีบนำตัวทั้งสองคนส่งโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เพื่อให้แพทย์ตรวจอย่างละเอียด

นอกจากนี้ภายในร้านพบเศษคอมเพรสเซอร์แอร์บ้านที่ระเบิด กระจายเป็นชิ้นส่วนทั้งที่อยู่ในร้านและที่กระเด็นออกมาอยู่ริมถนนหน้าร้าน จากการสอบสวนทราบว่าขณะเกิดเหตุทั้งสองคนกำลังนั่งซ่อมคอมเพรสเซอร์แอร์บ้าน โดยใช้วิธีอัดลมเข้าไปภายในเพื่อหารอยรั่ว แต่หารอยรั่วไปเจอ และอัดลมเข้าไปนาน และมากเกินไป จึงทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์เกิดระเบิดขึ้นทันที

ทั้งนี้หลังเกิดเหตุทาง ร.ต.อ.เดชาวัต มากคำ รองสารวัตรสอบสวน สภ.หาดใหญ่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุและสอบสวนผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เช่น นางจารุณี อายุ 45 ปี ภรรยาเจ้าของร้านบอกว่าตอนเกิดเหตุอยู่บนชั้นสองของร้านและได้ยินเสียงระเบิดขึ้นเมื่อลงมาดูก็พบว่าทั้งสามีและลูกน้องนอนได้รับบาดเจ็บอยู่ในร้าน และทราบว่าคอมเพรสเซอร์แอระเบิด จึงรีบแจ้งตำรวจและกู้ภัยมาช่วยเหลือ ส่วนอีกคนซึ่งเป็นเพื่อนของลูกจ้างที่เดินทางมาที่ร้านพอดี บอกว่าตอนนั้นทั้งสองคนกำลังนั่งซ่อมคอมเพรสเซอร์แอร์อยู่แต่น่าจะหารูรั่วไม่เจอจึงทำให้ลมที่อัดเข้าไป เพื่อหารูรั่วและอัดเจ้าไปนานและเกินขนาดทำให้เกิดระเบิดขึ้น

เรื่องเด่น

มอบตัวแล้ว! สาวขับเก๋งชนพระบิณฑบาตมรณภาพ หลังชาวเน็ตแห่แชร์วงจรปิด

เก๋งพุ่งชนพระสงฆ์ออกบิณฑบาต ร่างตกคูน้ำมรณภาพ ล่าสุดโชเฟอร์สาวเข้าพบ พนง.สอบสวนสภ.ฉลองแล้ว สารภาพขับชนจริง

จากกรณีเมื่อเวลาประมาณ 05.30 น. วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 ร.ต.ท.จารุวิทย์ ขุนเจริญ รอง สว.(สอบสวน) สภ.ฉลอง ได้รับแจ้งเหตุเหตุรถชนคนเดินเท้าเสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณถนนเจ้าฟ้าตะวันออกฝั่งมุ่งหน้าเข้าเมือง ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต จึงประสานหน่วยกู้ชีพในพื้นที่ก่อนเดินทางไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบร่าง พระภิกษุ 1 รูป นอนคว่ำหน้าอยู่ในคูน้ำข้างทาง และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทราบชื่อภายหลังคือ พระรุ่งโรจน์ พัดง่วน อายุ 47 ปี เป็นพระอยู่ที่วัดลัฎฐิวนาราม หรือ วัดใต้ ซึ่งอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ จึงบันทึกภาพหลักฐานก่อนให้เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพฯนำร่างส่งชันสูตรยังโรงพยาบาลฯ

จากการสอบสวนพยานผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งให้การว่า ก่อนเกิดเหตุพระรุ่งโรจน์ ได้เดินเท้าออกจากวัดลัฎฐิวนาราม หรือ วัดใต้ เพื่อไปบิณฑบาตตามปกติ ขณะที่เดินไปถึงหน้าหน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ห่างจากวัดไปเพียง 100 เมตร ได้มีรถยนต์เก๋ง คันสีขาวไม่ทราบยี่ห้อรถ และทะเบียน ขับขี่มาทางด้านหลัง มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองภูเก็ต ก่อนเฉี่ยวชนกับพระรุ่งโรจน์อย่างจัง จนร่างกระเด็นตกลงไปในคูน้ำก่อนที่รถคันดังกล่าวจะขับหลบหนีไป

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าเมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. ที่ผ่านมา คนขับรถเก๋งคันดังกล่าว ซึ่งเป็นหญิงสาว ทราบชื่อภายหลังคือ น.ส.ญาณ์นภัส อายุ 35 ปี พนักงานโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ได้เข้าพบ พ.ต.อ.สราวุธ ชูประสิทธิ์ ผกก.สภ.ฉลองและเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนสภ.ฉลอง โดยได้นำรถคันที่เกิดเหตุซึ่งเป็นรถเก๋งฮอนด้าโมบิลิโอ สีขาว ทะเบียน กว 12 ภูเก็ต ที่มีสภาพกระจกด้านหน้าและไฟหน้า แตกมาที่ด้านหน้าสภ.ฉลองเพื่อให้เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐาน

อย่างไรก็ตามหลังสอบปากคำแล้วเสร็จ พ.ต.อ.สราวุธ ชูประสิทธิ์ ผกก.สภ.ฉลอง ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนนำตัว น.ส.ญาณ์นภัส ไปโรงพยาบาลเพื่อเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเพิ่มเติม ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เรื่องเด่น

อวสานทวิตเตอร์สาวไซด์ไลน์ชัยภูมิ ตำรวจทักแชทล่อซื้อบุกจับคารีสอร์ต

ตำรวจสืบสวนภูธรจังหวัดชัยภูมิ ล่อซื้อทวิดเตอร์สาวไซด์ไลน์เมืองชัยภูมิ รวบตัวได้หญิงสาว 4 คน ขณะนั่งรอเหยื่อในรีสอร์ต สารภาพตะเวนหาคู่นอนทั่วภาคอีสาน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (3 ก.ค.) เมื่อเวลา 16.30 น. ที่กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ พ.ต.อ.สรวิศ มาอินทร์ ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ พร้อมตำรวจชุดสืบ กก.สส.ภ.จว.ชัยภูมิ ได้นำหญิงสาวที่เจ้าหน้าที่สืบสวน กก.สืบสวน ภ.จว.ชัยภูมิ ได้จับกุมตัวขบวนการค้าประเวณีทางทวิตเตอร์ รวม 4 คน มาสอบสวนเพิ่มเติม

หลังจากที่ได้สืบสวนจากสื่อโซเซียลมีเดีย พบการประชาสัมพันธ์ ติดต่อ ชักชวน ผ่านทางทวิตเตอร์แอคเคาท์หนึ่งซึ่งมีการประกาศให้ผู้ที่สนใจต้องการหญิงสาวไปหลับนอนด้วย ในราคาชั่วคราว 40 นาที 1,000 บาท 1 ชั่วโมง 30 นาที ราคา 1,500 บาท

ตำรวจสืบสวนกองบังคับการตำรวจภูธร จ.ชัยภูมิ ได้วางแผนล่อซื้อจนทวิตเตอร์แอคได้ตกลงนำหญิงมาขายบริการให้ที่รีสอร์ต ริมถนนชัยภูมิข้างโรงงานตัวตัดเทป ที่ตัดเทป สีคิ้ว ต.ในเมือง อ.เมืองชัยภูมิ จ.ชัยภูมิ จนถึงเวลา 16.00 น. กลุ่มหญิงสาวค้าบริการทางเพศมาส่งให้ที่ห้องพักในรีสอร์ต ตำรวจชุดสืบสวนกองบังคับการตำรวจภูธร จ.ชัยภูมิ ได้แสดงตนจับกุม และนำตัวหญิงสาวที่มาเสนอขายบริการทางเพศ 4 คน มาสอบสวนเพิ่มเติมที่กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธร จ.ชัยภูมิ ประกอบด้วย

  • น.ส.ขิง นามสมมุติ อายุ 36 ปี ทำหน้าที่เปิดบัญชีทวิตเตอร์ และจัดหาลูกค้ามา ใช้บริการ
  • น.ส.เมย์ นามสมมุติ อายุ 23 ปี ทำหน้าเปิดบัญชี รับโอนเงินค่าใช้บริการ
  • น.ส.อลิส นามสมมุติ อายุ 27 ปี ทำหน้าที่ขายบริการ
  • น.ส.น้ำตาล นามสมมุติ อายุ 25 ปี ทำหน้าที่ขายบริการ

ซึ่งหญิงสาวทั้ง 4 คน ให้การยอมรับสารภาพว่าได้ร่วมกันเปิดบัญชีทวิตเตอร์ดังกล่าว และจัดหาลูกค้ามาเพื่อการค้าประเวณีจริง ซึ่งพวกตนที่จริงไม่ใช่คนชัยภูมิ แต่เป็นคนภาคอีสานในหลายจังหวัด เมื่อก่อนมีอาชีพเป็นหมอนวดในกรุงเทพฯ

แต่หลังจากโควิด-19 ระบาดตกงานไม่มีงานทำ ได้กลับบ้านและตระเวนขายบริการทางเพศไปตามจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสาน และเปิดบัญชีทวิตเตอร์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามจังหวัดที่กลุ่มพวกตนเดินทางไป

ตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ ได้ตั้งข้อกล่าวหาว่า ผู้ใดเข้าติดต่อ ชักชวน แนะนำตัว ติดตาม หรือรบเร้าบุคคลตามถนนหรือสาธารณสถาน หรือ กระทำการดังกล่าวในที่อื่น เพื่อการค้าประเวณีอันเป็นการเปิดเผยและน่าอับอายหรือเป็นที่เดือนร้อนรำคาญแก่ สาธารณชน ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท และ ผู้ใดโฆษณาหรือรับโฆษณา ชักชวน หรือแนะนำด้วยเอกสาร สิ่งพิมพ์ หรือกระทำให้แพร่หลายด้วยวิธีใดไปยังสาธารณะในลักษณะที่เห็นได้ว่าเป็นการเรียกร้องหรือการติดต่อเพื่อการค้า ประเวณีของตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสองปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือทั้ง จำทั้งปรับ ก่อนนำตัว 4 สาว ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชัยภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เรื่องเด่น

ลุงเก็บของเก่าฝันให้โชครางวัลที่ 1 งวดที่แล้วเฉียดนิดเดียว งวดนี้ถูกเต็มๆ 12 ล้าน

คนเก็บของเก่าดวงเฮงถูกรางวัลที่ 1 รับเงิน 12 ล้าน โร่แจ้งความก่อนกลับบ้านเกิดทันที

นายประหยัด ร่มสันเทียะ อายุ 55 ปี ชาว ต.วังโพรง อ.มะปราง จ.พิษณุโลก หลังจากที่รู้ว่าตัวเองถูกรางวัลที่ 1 ก็ได้เดินทางมาที่ สภ.คลองห้า เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

ร.ต.อ.ธีรพัทธ ป้องเรือ รองสารวัตรเวรสอบสวน เผยว่า นายประหยัด อายุ 55 ปี บ้านเดิมอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก และมาเช่าห้องพักอยู่ย่านคลองห้าหลังโรงงานซองไปรษณีย์พาสเทล ซองไปรษณีย์สีพาสเทล และยึดอาชีพเก็บของเก่าขาย ถูกหวยรางวัลที่ 1 เพราะฝันว่ามีคนมาบอก ให้ซื้อหวยเลขนี้

และเมื่องวดที่แล้ว ก็เกือบถูกรางวัลที่ 1 มาครั้งหนึ่งแล้วเพียงแต่เลขท้ายสองตัวสลับกัน และมางวดนี้จึงหาซื้อเลขนี้สองใบ จึงถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 2 ใบ เป็นเงินรางวัล จำนวน 12 ล้านบาท กลายเป็นเศรษฐีใหม่ทันที พร้อมทั้งได้แสดงความดีกับนายประหยัดหนุ่มใหญ่ดวงเฮงโชคดีรายนี้ด้วย

เรื่องเด่น

คนเลี้ยงม้า เครียด-ไม่อยากเป็นภาระลูก ปลิดชีพสลด เผยเคยบ่นอยากบวช

เพื่อนร่วมงานช็อก คนเลี้ยงม้า เครียดปัญหาสุขภาพ ผูกคอเสียชีวิตคาบ้านพักในพื้นที่จ.นครปฐม เผยเคยบ่นอยากเลิกอาชีพนี้แล้วไปบวชเป็นพระ

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 1 ก.ค. พ.ต.ท.ภานุวัฒน์ รัตนพันธ์ รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.สามควายเผือก รับแจ้งเหตุมีคนผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพักคนเลี้ยงม้าหลังโรงงานถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ ต.สามควายเผือก อ.เมือง จ.นครปฐม หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมชุดสืบสวน สภ.สามควายเผือก แพทย์เวรโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม และเจ้าหน้าที่มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านพักคนเลี้ยงม้าปลูกติดกัน 5 ห้อง ภายในห้องที่ 3 ที่บริเวณหน้าห้องน้ำในห้องพักพบศพ นายประไทย (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 61 ปี สภาพผูกคอกับขอบประตูห้องน้ำ สวมเสื้อกล้ามสีขาว สวมกางเกงขาสั้น ตามร่างกายไม่พบบาดแผลและร่องรอยจากการถูกทำร้าย แพทย์ลงความเห็นเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเหตุ คนเลี้ยงม้า ผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพักคนงาน

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเหตุ คนเลี้ยงม้า ผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพักคนงาน

จากการสอบถาม ร.ต.พิชัย อยู่จงดี อายุ 63 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนเลี้ยงม้าด้วยกัน กล่าวว่า นายประไทยอาศัยอยู่ตามลำพังในบ้านพักคนเลี้ยงม้า เนื่องจากเลิกรากับภรรยา แต่จะมีลูก ๆ มาเที่ยวหาเป็นประจำ ก่อนหน้านี้นายประไทยเคยบ่นให้ฟังว่า สุขภาพร่างกายไม่ค่อยดี ตาเป็นต้อ อยากเลิกเลี้ยงม้าแล้วไปบวชเป็นพระ เพราะเหนื่อยกับปัญหาส่วนตัว

“กระทั่งช่วงเช้าที่ผ่านมา ปกติแล้วเมื่อถึงเวลา 04.00 น. นายประไทยจะลุกขึ้นมานั่งอยู่ที่ประตูห้องเพื่อเตรียมตัวทำงาน เลี้ยงม้า ทำความสะอาดคอกและเก็บฟาง แต่วันนี้ไม่ยอมออกมาจากห้อง เวลา 05.30 น. ผมได้มาเรียกแต่ไม่มีเสียงตอบรับ จึงคิดว่าไม่สบายนอนหลับ จากนั้นเวลา 06.00 น. ผมมาอีกครั้ง เมื่อผลักประตูก็ไม่ได้ล็อก จึงเดินเข้าไปในห้องและพบว่าผูกคอตายแล้ว จึงตกใจวิ่งออกจากห้องเพื่อไปบอกเพื่อน ๆ ให้มาช่วยกันดูและเรียกตำรวจ” ร.ต.พิชัย กล่าว

บริเวณบ้านพักคนเลี้ยงม้า

บริเวณบ้านพักคนเลี้ยงม้า

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเบื้องต้นสันนิษฐานว่า อาจจะประสบภาวะเครียดกับปัญหาสุขภาพ จึงไม่อยากเป็นภาระของลูกหลาน ก่อนตัดสินใจผูกคอเสียชีวิตดังกล่าว

สำหรับเพื่อนของผู้ตายต่างพูดกันว่า เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ภรรยาน้อยของนายประไทยก็เสียชีวิตที่คอกม้าแห่งหนึ่งใน อ.ดอนตูม จ.นครปฐม โดยลักษณะการตายก็เป็นการผูกคอตายเหมือนกันกับนายประไทยเช่นกัน

เรื่องเด่น

3 หนุ่มแก๊งยาขัดผลประโยชน์ ดักยิงตาย 1 ศพ ตามไปยิงถึงบ้านเจ็บสาหัส มือยิงถูกรวบ

เมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. ของวันที่ 28 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คง จังหวัดนครราชสีมา ได้รับแจ้งเหตุบุคคลถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ที่บ้านหนองม่วง ตำบลวังมะนาว จึงได้ประสาน รื่นจิตอาสากู้ชีพกู้ภัยลูกข่ายโรงพยาบาลคง ออกตรวจสอบที่เกิดเหตุ แต่ในขณะเจ้าหน้าที่กู้ภัย กำลังออกตรวจสอบพบรถกระบะ ตกข้างทาง จึงได้ทำการตรวจสอบ พบคนขับนอนแน่นิ่งในรถ มีบาดแผลบริเวณแผ่นหลัง คล้ายถูกยิง ไม่หายใจไม่มีชีพจร จึงได้ทำการกั้นเขตรอเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่รื่นจิตอาสากู้ชีพกู้ภัยจึงได้ไปช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ จากการตรวจสอบเบื้องต้นผู้ได้รับบาดเจ็บชื่อ นายยิ่งยศ มีบาดแผลถูกยิง บริเวณเหนือหัวเข่าและใบหน้าในลักษณะยิงกรอกปาก นอนหายใจรวยรินจมกองเลือดอยู่ เจ้าหน้าที่หน่วยกู้กู้ภัยจึงได้นำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลคง หลังจากนั้นจึงได้ย้อนมาตรวจสอบผู้เสียชีวิตในรถกระบะ ทราบชื่อต่อมา คือนายจาตุรงค์ อายุ 25 ปี พนักงานโรงงานถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบมีบาดแผลถูกยิงที่แผ่นหลังทะลุหน้าท้อง นอนเสียชีวิตอยู่ที่เบาะนั่งคนขับ

จากแนวทางการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบว่า ผู้ก่อเหตุครั้งนี้ชื่อว่านายธวัชชัย หรือชื่อเล่นนายสาม อายุ 37 ปี เนื่องจากทางผู้ก่อเหตุผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต มีรายชื่อเกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติด เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้กระจายกำลังค้นที่บ้านของนายสาม ก่อนให้ญาติพี่น้องช่วยกล่อมนายสามให้มอบตัวแต่โดยดี แต่เบื้องต้นจากการสอบถามผู้ก่อเหตุยังให้การวกวน และจากการตรวจค้นบ้านพบว่า มีอุปกรณ์เสพยาเสพติดและชิ้นส่วนของปืนปากกาตกอยู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจะสืบสวนหาสาเหตุของการเกิดเหตุในครั้งนี้ต่อไป

เรื่องเด่น

นักมวยดังถูกยิงดับปริศนา หลานชายเมียวัย 14 สารภาพเป็นคนลั่นไก แต่ครอบครัวไม่เชื่อ

ครอบครัวแฉพิรุธ-เงื่อนงำ นักมวยดังถูกยิงดับปริศนา เด็กชายวัย 14 หลานชายของภรรยา สารภาพเป็นคนลั่นไก  

(25 มิ.ย.63)  เมื่อเวลา 16.00 น. ที่สำนักงานทนายคู่ใจ ถ.แจ้งวัฒนะ ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายนัทธี อายุ 78 ปี  นางกิมห้อง อายุ 73 ปี และนางสาวชวพร อายุ 44 ปี พนักงานโรงงานซองพลาสติกกันกระแทก ซองกันกระแทกพลาสติก พ่อ แม่ น้องสาว รวมทั้งญาติพี่น้อง  เดินทางมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี  เข้าร้องเรียนกับนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์  ประธานเครือข่ายทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เพื่อความช่วยเหลือและคืนความเป็นธรรมให้กับ นายโอภาส อายุ 46 ปี หรือชื่อในการชกมวยคือ รุ่งศักดิ์เล็ก ศิษย์ครูศักดิ์ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตเมื่อคืนวันที่ 29 พ.ค.63 ขณะภรรยาโทรให้มาหา 

หลังเกิดเหตุ เด็กชายเอก (นามสมมติ) อายุ 14 ปี หลานภรรยาผู้ตาย เดินทางเข้ามอบตัวกับตำรวจ สภ.ไชยา รับสารภาพว่าเป็นมือปืนก่อเหตุยิงอดีตนักมวยเสียชีวิต พ่อแม่และน้องสาวผู้ตายเชื่อเด็กเป็นแพะถูกให้มารับอ้างเป็นมือยิงเพราะกฎหมายไม่สามารถมาเอาผิดดำเนินคดีเด็กได้ 

น.ส.ชวพร  น้องสาวผู้เสียชีวิต กล่าวทั้งน้ำตาว่าพี่ชายอยู่กินกับภรรยาคือ น.ส.สุดารัตน์ อายุ 40 ปี มานานกว่า 20 ปี  จนมีลูกสาวด้วยกัน 2 คน หลังเลิกชกมวยก็ออกมาทำงานและเป็นหัวหน้าครอบครัวเลี้ยงดูภรรยากับลูก มาระยะหลังทั้งคู่มักมีปากเสียงทะเลาะกันเพราะพี่ชายเคยปรับทุกข์กับพี่สาวอีกคน ว่าภรรยาแอบมีกิิ๊กกับชายอื่น แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรเพราะพี่ชายภรรยาเป็นพวกมีอิทธิพลพัวพันยาเสพติด เกรงจะไม่ปลอดภัย อีกทั้งยังพูดว่าทำประกันไว้หากตายไปคนรับผลประโยชน์คือภรรยา   

คืนเกิดเหตุขณะนั่งคุยกันอยู่ในบ้านพร้อมหน้าพร้อมตา พี่ชายก็ขอตัวพร้อมขับรถออกไปหาภรรยาเพราะภรรยาโทรตาม มาทราบอีกที่ว่าถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตที่บริเวณแก้มขวาทะลุท้ายทอย เหตุเกิดสองทุ่มคืนวันที่ 29 พ.ค.63  แต่ภรรยาโทรแจ้งตำรวจเกือบสามทุ่ม เมื่อพวกตนไปบ้านที่เกิดเหตุพบไฟดับหมด หลักฐานต่างๆ ก็ไม่เหลือร่องรอยอะไรเลย โทรศัพท์มือถือพี่ชายก็ถูกลบข้อมูลหมดทุกอย่าง 

ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกพวกตนไปพบพร้อมแจ้งว่าคนร้ายคือเด็กชายเอกมามอบตัวแล้วและรับว่าเป็นคนยิงพี่ชาย สาเหตุมาจากถูกด่าว่ารังแกทำร้ายมาตลอดทั้งๆที่เด็กชายเอกซึ่งมีลักษณะเรียบร้อยแทบจะเป็นผู้หญิงและพึ่งจะมาอยู่เพียงไม่กี่เดือนจะมีปืนเอาปืนมาจากไหนมายิงพี่ชายซึ่งยืนยันได้เลยว่าไม่เคยทะเลาะหรือทำร้ายเด็กชายเอกเลยที่ผ่านมา    

เรื่องที่เกิดขึ้นพ่อกับแม่ ตนเองและญาติๆทุกคนไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเด็กชายเอกจะเป็นคนก่อเหตุ  อาวุธปืนตำรวจบอกเป็นขนาด .38 แต่กระสุนที่พบเป็น 9 มม. พวกตนไม่เคยเห็นปืนเลยตั้งแต่เกิดเรื่อง ตำรวจเองก็ไม่เคยให้ความกระจ่างในคดี เลยตัดสินใจกันทั้งครอบครัวว่าจะไม่เผาศพพี่ชายจนกว่าจะจับคนร้ายตัวจริงได้ ตอนนี้ภรรยาพี่ชายก็อยู่กินกับผู้ชายคนใหม่แล้ว คืนเกิดเหตุมีพยานเห็นชาย 3 คน อยู่ที่บ้าน น.ส.สุดารัตน์ หลังเกิดเรื่องก็หลบหนีไป พวกตนเชื่อว่าเด็กชายเอกคงถูกขอร้องให้เป็นแพะรับว่ายิงพี่ชายเพราะทางกฎหมายดำเนินคดีอะไรไม่ได้อยู่แล้วกับเด็ก จึงต้องเดินทางมาร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับทนายรณณรงค์”

ด้านทนายรณรงค์ กล่าวว่าอยากให้มีการตรวจสอบคดีนี้ให้ละเอียด ทั้งจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุว่ากล้องเสียจริงหรือเปล่า รวมถึงการสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุมีการสอบสวนครบถ้วนหรือไม่ แล้วทำไมข้อมูลจากทางญาติผู้เสียชีวิตตำรวจไม่สอบสวนแล้วนำไปใช้ประกอบสำนวนคดี นอกจากนี้อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุหาเจอหรือยังเพราะใน จ.สุราษฏร์ธานี เป็นพื้นที่ของผู้มีอิทธิพล หลายๆ คดีเองยังไม่สามารถปิดคดีได้ตนไม่อยากให้คดีนี้เป็นคดีแบบนั้นที่คนตายจะหาตัวคนทำผิดไม่ได้ หรือหากว่าเด็กคนที่ก่อเหตุยืนยันว่าเป็นคนก่อเหตุจริงแล้วตำรวจเชื่อ แต่ทางญาติไม่เชื่อขึ้นมาแล้วศาลยกฟ้องใครจะเป็นคนรับผิดชอบ

เรื่องเด่น

มะเร็งพรากชีวิตภรรยานาน 4 ปี ยังทำใจไม่ได้ สามีผูกคอตายต่อหน้ารูปและโกศอัฐิ

ลุงชาวบุรีรัมย์ยังทำใจไม่ได้เมียป่วยมะเร็งเสียชีวิตไปเมื่อ 4 ปีก่อน ผูกคอตายกับกลอนประตูต่อหน้ารูปถ่ายและโกศบรรจุกระดูกเมีย ลูกชายเผยหลังแม่เสียพ่อบ่นคิดถึงทุกวัน     

เมื่อเวลา 21.50 (22 มิ.ย.63) ร.ต.อ.สำรวย   อบกลาง  รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.นางรอง  จ.บุรีรัมย์   ได้รับแจ้งมีเหตุคนผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านหลังหนึ่ง ในเขตเทศบาลเมืองนางรอง จึงประสานแพทย์เวรโรงพยาบาลนางรอง  และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ 

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียวตั้งอยู่ถนนประดิฐษ์ปานะ ต.นางรอง อ.นางรอง พบศพของนายแสง อายุ 57 ปี พนักงานโรงงานกล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูปผู้ที่ผูกคอตายซึ่งญาติได้ตัดเชือกรองเท้าออกแล้วนำร่างวางไว้กับพื้น   จากการตรวจสอบสภาพศพเบื้องต้นไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย  มีเพียงรอยเขียวช้ำที่บริเวณลำคอ  คาดว่าน่าจะเป็นรอยเชือกที่ใช้ผูกคอตัวเองกับกลอนประตูหน้าบ้าน    ทั้งนี้ยังพบจดหมายเขียนด้วยลายมือ 1 ฉบับ  วางไว้บริเวณหน้ารูปถ่ายและโกศบรรจุกระดูกของภรรยาผู้ตาย  โดยในจดหมาย “มีรอยใช้ปากกาขีดเป็นเส้นคล้ายกับนับอะไรบางอย่าง  และมีข้อความที่เขียนด้วยลากมือว่า “วันที่ 11  เม.ย.63  พ่อลาก่อน”  จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถามนายนัฐพงศ์ อายุ 31 ปี ลูกชายผู้ตาย เล่าว่า ช่วงค่ำวันนี้ทุกคนในบ้านรวมถึงพ่อด้วย ก็ได้พากันไปงานศพของคนในหมู่บ้าน แต่พ่อกลับมาบ้านก่อน จากนั้น น.ส.ปนัดดาหลานสาวกลับมาถึงบ้านก็แทบช็อก  เมื่อเห็นนายแสง ใช้เชือกรองเท้าสีดำผูกคอตายกับกลอนประตูหน้าบ้าน โดยลักษณะการผูกพ่อหันหน้าไปทางรูปถ่ายและโกศบรรจุกระดูกแม่  เหมือนกับจะอยากบอกให้แม่รับรู้ถึงความรู้สึกที่พ่อมีให้กับแม่ จากนั้น น.ส.ปนัดดา  ผู้เป็นหลานก็วิ่งไปบอกตนเองและญาติพี่น้องคนอื่นให้มาดู  พอมาถึงลุงก็ใช้มีดตัดเชือกออกและช่วยกันปั๊มหัวใจ แต่ก็ไม่มีสัญญาณชีพพบว่าพ่อได้เสียชีวิตไปแล้ว 

ส่วนสาเหตุที่พ่อคิดสั้นผูกคอเสียชีวิต ก็น่าจะยังทำใจไม่ได้ที่แม่เสียชีวิตไปเมื่อ 4 ปีก่อนด้วยโรคมะเร็ง  เพราะหลังจากแม่เสียชีวิตพ่อก็จะบ่นคิดถึงแม้เกือบทุกวัน  ทั้งยังบอกกับตนเองหลายครั้งว่ารักแม่มาก ประกอบกับวันนี้พ่อดื่มเหล้าด้วยจึงทำให้ตัดสินใจคิดสั้นแบบนั้น ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวก็สร้างความเสียใจให้กับคนในครอบครัวเป็นอย่างมาก

เรื่องเด่น

สาวเอาเก๋งไปซ่อม 2 เดือน รถหายไร้ร่องรอย สุดท้ายพบเจ้าของอู่ผูกคอตาย

สาวเจ้าของรถเข้าแจ้งความหลังนำรถเข้าซ่อมนาน 2 เดือนแต่รถกลับหายไร้ร่องรอย ติดต่อเจ้าของอู่ไม่ได้ สุดท้ายพบเจ้าของอู่เป็นศพ

(18 มิ.ย.63) เวลา 17.30 น. ร.ต.อ.กวีวุฒิ บุญเรือง รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองระยอง ได้รับแจ้งจาก นางณัฏฐิยาภรณ์ อายุ 38 ปี พนักงานโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ แจ้งว่า ได้นำรถเก๋งยี่ห้อฟอร์ดโฟกัส ทะเบียน ชง 235 ระยอง ไปซ่อมที่อู่ช่างกล้า เจ้าของอู่ชื่อ นายพันธนันท์ เมื่อปลายเดือนเมษายน 2563 จากนั้นช่างแจ้งว่าไม่สามารถที่จะซ่อมได้ จึงเข้าไปติดต่อเพื่อขอรับรถคืนแต่ปรากฏว่ารถไม่อยู่ ไม่สามารถติดต่อเจ้าของอู่ได้จึงมาลงบันทึกประจำไว้เป็นหลักฐาน

ต่อมาเมื่อเวลา 19.00 น. ร.ต.อ.กวีวุฒิ บุญเรือง รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองระยอง ได้รับแจ้งจาก นางฐัชญา ว่า พบศพ นายพันธนันท์ หรือ ช่างกล้า เจ้าของอู่ ผูกคอเสียชีวิตอยู่ในห้องพักภายในอู่ซ่อมรถ หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างพรกุศลระยอง แพทย์เวร รพ.ระยอง

ที่เกิดเหตุ บ้านเปิดเป็นอู่รับซ่อมรถยนต์ มีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่เศษ มีรถยนต์ที่มาจอดรอซ่อมนับสิบคันจอดอยู่ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ภายในบ้านปูนชั้นเดียว พบศพผู้เสียชีวิตนุ่งกางเกงขายาวเสื้อยืดลายแขนสั้น ใช้สายเซฟตี้เบลท์รัดที่คอปลายอีกด้านผูกเข้ากับเส้นลวด ร้อยเข้ากับช่องลมผนังกำแพงบ้านร่างของผู้ตายห้อยโตงเตงลิ้นจุกปาก ตรวจสอบเบื้องต้น คาดว่าตายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง ในที่เกิดเหตุไม่พบร่องรอยการต่อสู้ การรื้อค้นทรัพย์สิน ไม่พบบาดแผลและการถูกทำร้าย

จากการสอบสวน นางฐัชญา อายุ 24 ปี ภรรยาผู้ตาย ให้การว่า ผู้ตายมาเช่าพื้นที่เปิดเป็นอู่รับซ่อมรถ มีลูกค้ามากมาย แต่ว่าตนเองไม่ค่อยได้ทราบเรื่องธุรกิจของแฟน และไปๆ มาๆ เพราะทำงานฟรีแลนซ์ ช่วงเย็นวันนี้ ก็อยู่ที่บ้านและได้โทรศัพท์ มาหาช่างกล้าหลายรอบแต่ไม่ยอมรับสาย โทรตั้งแต่ 15.30 น. จนกระทั่ง 6 โมงเย็นจึงได้เดินทางมาที่อู่ เดินเข้าไปภายในห้องด้านหลังพบว่าช่างกล้าผูกคอเสียชีวิตแล้ว ตกใจอย่างมาก ทำอะไรไม่ถูก จึงให้เพื่อนบ้านโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนปมสาเหตุที่ทำให้สามีต้องคิดสั้นตัดสินใจลาโลก น่าจะมาจากปัญหาความเครียดเรื่องงาน ซึ่งตนเองก็ไม่ทราบรายละเอียด

ด้านนาย เสกสรร พี่ชายของผู้เสียชีวิต เผยว่า ตนเองทำงานอยู่ที่พัทยา ทราบข่าวก็รีบมา ยอมรับว่า ที่ผ่านมาน้องชาย ไม่เคยบอกปัญหาชีวิตให้ฟังจึงไม่ทราบถึงสาเหตุของการคิดสั้นในครั้งนี้

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ ส่งศพตรวจพิสูจน์หาสาเหตุการตายที่แน่ชัด และจะเรียกผุ้เกี่ยวข้องไปตรวจสอบรวมทั้งลูกค้าที่เป็นเจ้าของอีกหลายรายที่นำรถมาซ่อมที่อู่นี้ แล้วยังหารถของตัวเองไม่เจอไม่ทราบว่ารถไปอยู่ที่ไหน

เรื่องเด่น

รวบไอ้หื่นขืนใจเด็ก 13 หนีคดีนาน 20 ปี อีกแค่ 12 วัน หมดอายุความ

บุกรวบ “ไอ้ผีดิบ” ลากเด็กมาขืนใจ ก่อนหนีคดีนาน 20 ปี สุดท้ายไม่รอด ถูกกองปราบตามรวบก่อนคดีหมดอายุความ 13 วัน

วานนี้ 14 มิ.ย.กองบังคับการปราบปราม พร้อมกำลังข้าราชการตำรวจ กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม เข้าจับกุม นายวิลัย (สงวนนามสกุล) อายุ 51 ปี พนักงานโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ โฟมห่อกุหลาบ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครพนมที่ จ.1203/2547 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2547 คดี “ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน” จับกุมได้ที่ ริมถนนปู่เจ้าสมิงพราย ตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก ย้อนไปเกือบ 20 ปี เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2543 ขณะที่ ด.ญ.โบว์ (นามสมมติ) อายุขณะนั้น 13 ปี กำลังอยู่ที่บริเวณป่าละเมาะ หมู่ 1 ต.ท่าค้อ อ.เมือง จ.นครพนม ได้มีนายวิลัย หรือเบี้ยว ผู้ต้องหาซึ่งอาศัยอยู่ที่บริเวณใกล้เคียงบ้านของ ด.ญ.โบว์ ได้ทำทีเข้าไปพูดคุย จังหวะนั้น นายวิลัยได้เห็นโอกาสว่าเป็นสถานที่เปลี่ยว จึงใช้กำลังปลุกปล้ำข่มขืน ด.ญ.โบว์

แต่ไม่นานนัก ก็มีชาวบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงได้ผ่านมาได้ยินเสียง ด.ญ.โบว์ ร้องขอความช่วยเหลือ นายวิลัย ตกใจ จึงวิ่งหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุ ญาติของ ด.ญ.โบว์ จึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม และศาลังหวัดนครพนมได้อนุมัติออกหมายจับ ศาลจังหวัดนครพนมที่ จ.1203/2547 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2547 ข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน”

ส่วนนายวิลัย ด้วยกลัวความผิดจึงหลบหนีคดี เข้ากรุงเทพมหานคร มาประกอบอาชัพจับกังแบกข้าวสาร และ เป็นกรรมกรรับจ้าง เร่ร่อนไปสถานที่ต่าง ๆ ไม่มีที่อยู่และสถานที่ทำงานเป็นหลักแหล่งมาเป็นเวลาเกือบยี่สิบปี โดยเร่ร่อนอยู่ละแวกปู่เจ้าสมิงพราย และ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ผู้คนในละแวกนั้นที่เคยพบเจอต่างพากันตั้งฉายาผู้ต้องหานี้ว่าว่า “ไอ้ผีดิบ”แต่ไม่รู้ว่าหลบหนีคดีมา

ต่อมา วันที่ 14 มิ.ย. 2563 ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้สืบสวนติดตามจนกระทั่งสืบทราบว่านายวิลัย ผู้ต้องหารายนี้ มาปรากฏตัวอาศัยอยู่ในละแวก ท่าเรือปู่เจ้าสมิงพราย ต.บางหญ้าแพรก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ซึ่งคดีดังกล่าวจะขาดอายุความในวันที่ 27 มิ.ย.2563 นี้

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้รายงานผู้บังคับบัญชาให้ทราบ จากนั้นจึงได้นำกำลังเฝ้าสืบสวนติดตามจนสามารถจับกุมตัวได้ในที่สุด โดยในชั้นจับกุม ผู้ต้องหาให้การภาคเสธว่าได้พยายามข่มขืนผู้เสียหายจริง แต่ยังไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ จนสำเร็จความใคร่

เรื่องเด่น

เกจิดังอีสานใต้ “หลวงปู่สุข โกวิโท” ศิษย์เอกหลวงปู่เครื่อง ละสังขารแล้ว สิริอายุ 87 ปี

พระครูพิสุทธิ์พรหมวิหาร (หลวงปู่สุข โกวิโท) ศิษย์เอกของหลวงปู่เครื่อง เทพเจ้าแดนอีสานใต้ มรณภาพแล้ว สิริอายุ 87 ปี 57 พรรษา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.00 น. (12 มิ.ย.63) ที่วัดป่าพรหมนิมิตตรงข้ามโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ บ้านหนองเตา ตำบลหนองไฮ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ บรรดาศิษยานุศิษย์ของ พระครูพิสุทธิ์พรหมวิหาร (หลวงปู่สุข โกวิโท) ทั้งพระสงฆ์ และฆราวาส ต่างพากันเศร้าโศกเสียใจ ในระหว่างรอสรีระสังขารหลวงปู่สุข จะเคลื่อนจากโรงพยาบาลศรีสะเกษ มาประกอบพิธีที่วัดป่าพรหมนิมิต ศิษยานุศิษย์ทั้งเจ้าคณะอำเภออุทุมพรพิสัย เจ้าคณะอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ และนายสุกิจ เหลืองสกุลไทย นายอำเภออุทุมพรพิสัย รอถวายความอาลัยแด่สรีระสังขารของหลวงปู่ ตลอดจนญาติโยมที่ทราบข่าวมาเฝ้ารอคับคั่ง

หลวงปู่สุข เป็นหลาน และเป็นศิษย์เอกของหลวงปู่เครื่อง สุภัทโท เทพเจ้าแดนอีสานใต้ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระกำแพงใหญ่ ที่ประชาชนทั่วประเทศให้การเคารพบูชา ก่อนที่หลวงปู่เครื่องละสังขารได้ร่วมกันสร้างวัดสุเทพนิมิตร ที่บ้านหนองแปน ต.สระกำแพงใหญ่ อ.อุทุมพรพิสัย มีหลวงปู่เครื่องเป็นผู้ดำริเริ่มสร้าง หลังจากหลวงปู่เครื่องละสังขาร หลวงปู่สุขท่านได้สานต่อปณิธาน สร้างวัดสุเทพนิมิตรจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ ก่อนจะออกมาสร้างวัดป่าพรหมนิมิต ต.หนองไฮ จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ ด้วยการนี้จึงเรียกได้ว่าท่านเป็นพระผู้สร้างที่แท้จริง เพราะเพียงแค่ไม่กี่ปีท่านก็ทำให้วัดกลายเป็นวัดที่สมบูรณ์

ต่อมาด้วยสภาพสังขารที่ไม่เที่ยงแท้ ท่านมีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจและโรคปอด ที่ต้องเข้ารับการรักษาอยู่นานปี จนกระทั่งอาการทรุดหนักและต่อมาท่านได้ละสังขารลงอย่างสงบเมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 12 มิ.ย. 63 ด้วยสิริอายุ 87 ปี 57 พรรษา

ส่วนกำหนดพิธีการ เหล่าศิษยานุศิษย์ได้ประชุมมีมติ นำสรีระสังขารหลวงปู่ลงจากกุฏิเคลื่อนไปยังศาลาการเปรียญ ในวันที่ 13 มิถุนายน 2563 เวลา 13.00น. คณะสงฆ์ และผู้ว่าราชการจังหวัดจะมาเป็นประธานในพิธีสรงน้ำสรีระสังขารหลวงปู่สุข และเปิดให้พุทธศาสนิกชนถวายน้ำสรงศพ และเวลา 16.00น.จะมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และเวลา 19.00น.จะมีพิธีสวดพระอภิธรรมตลอดไป จนถึงพิธีพระราชทานเพลิงศพ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2563 เวลา 20.00 น.

เรื่องเด่น

มิจฉาชีพหนุ่มอ้างเป็นหมอรักษามะเร็งหลอกพระ-ชาวบ้าน สูญเงินกว่า 5 แสน

เตือนภัยหมอปลอม มิจฉาชีพหนุ่มอ้างตัวเป็นหมอรักษามะเร็ง หลอกพระและชาวบ้าน สูญเงินกว่า 500,000 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (9 มิ.ย.) เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์พร้อมด้วยชาวบ้านตำบลหนองหญ้าขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา นำหลักฐานใบแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจ สภ.สีคิ้ว เข้าร้องกับสื่อมวลชน โดยอ้างว่าถูก นายณรงค์ศักดิ์ หรือ แจ๊ค ไม่ทราบนามสกุล อายุ 23 ปี อ้างว่าเป็นหมอโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่เมืองพัทยาข้างโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ โฟมห่อกุหลาบ จ.ชลบุรี มีความเชี่ยวชาญสามารถรักษาโรคมะเร็ง ได้ด้วยตัวยาที่นำเข้าจากต่างประเทศ ได้เข้ามาตีสนิทกับชาวบ้าน

จากการสอบถาม นางนภา อายุ 46 ปี หนึ่งในผู้เสียหาย อ้างว่า ตนรู้จักกับ นายณรงค์ศักดิ์ หรือ หมอแจ๊ค เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา ที่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่งในหมู่บ้าน เนื่องจากนายณรงค์ศักดิ์มาทำบุญที่วัดและเคยรักษาเจ้าอาวาสที่ป่วยเป็นมะเร็ง จึงเล่าเรื่องที่สามีตนเคยรักษาเกี่ยวกับต่อมน้ำเหลืองที่โรงพยาบาล

นายณรงค์ศักดิ์จึงขอเจาะเลือดไปตรวจ ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าไปตรวจที่ไหน พอเช้าวันต่อมานายณรงค์ศักดิ์นำผลตรวจเป็นกระดาษเขียนด้วยปากกาว่า สามีตนเป็นมะเร็งระยะที่ 2 ต้องรีบให้ยา โดยยาตัวนี้นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา ราคา 45,000 บาท และบอกว่าจะนำยามาให้ในวันที่ 5 มี.ค.2563 ที่ผ่านมา

ตนก็ตกลงจึงไปยืมเงินแม่ จำนวน 45,000 บาท มาให้ก่อน และช่วงนั้นที่วัดมีงานทอดผ้าป่า นายณรงศักดิ์ อาสาเป็นเจ้าภาพและได้จ้างหมอลำมาแสดง ซึ่งพอถึงวันงาน หมอลำที่จ้างมาก็ไม่ยอมแสดงเนื่องจากนายณรงค์ศักดิ์ ยังไม่จ่ายเงิน นายณรงค์ศักดิ์จึงมายืมเงินตนอีก 56,000 บาท เพื่อที่จะให้คณะหมอลำ

พร้อมบอกว่าเงินเดือนออกวันที่ 5 มี.ค. 2563 จะเอามาคืนให้พร้อมกับยารักษามะเร็ง ตนก็หลงเชื่อจึงไปเบิกเงินให้ และวันต่อมานายณรงค์ศักดิ์ยังมาบอกตนอีกว่าจะไปเรียนต่อที่ประเทศจีน ที่เมืองอู่ฮั่น เพื่อศึกษาเกี่ยวกับโรคโควิด-19 จะขอยืมเงินจองตั๋วเครื่องบินอีก 50,000 บาท ตนก็หลงเชื่อไปนำทองไปจำนำเอามาให้อีก รวมเป็นเงินทั้งหมด 151,000 บาท

แต่พอถึงวันที่ 5 มี.ค. ที่นัดจะเอายาและเงินมาให้ นายณรงค์ศักดิ์ก็ไม่มา ตนก็พยายามติดต่อทวงถาม แต่นายณรงค์ศักดิ์ บอกว่า โดนกักตัวที่โรงพยาบาลขอนแก่น เพราะสงสัยว่าจะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่สามารถเอาเงินและยามาให้ได้ ซึ่งตนก็เอะใจจึงพยายามติดต่อไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความกับตำรวจที่ สภ.สีคิ้ว ไว้แล้ว

ล่าสุด วันที่ 8 มิ.ย. 2563 นายณรงค์ศักดิ์ฯได้โทรศัพท์มาหาตนเองแจ้งว่าตนเองยอมรับผิดและจะนำเงินทั้งหมดมาคืนให้และขอร้องให้ตนถอนแจ้งความอย่าดำเนินคดี  ซึ่งตนเองก็รอนายณรงค์ศักดิ์ฯแต่ก็ไร้วี่แวว

ด้าน เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ดังกล่าว กล่าวว่า นายณรงค์ศักดิ์เดินทางมาทำบุญที่วัดพร้อมกับญาติโยมที่รู้จักกัน ลักษณะแต่งตัวคล้ายหมอ และที่เสื้อก็มีตราสัญลักษณ์คล้ายกับของหมออีกด้วย และพูดจาไพเราะ ก่อนจะเข้ามาตีสนิท สอบถามเรื่องสุขภาพ และอ้างว่าเป็นนายแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในพัทยา จ.ชลบุรี มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคมะเร็ง

ตนเลยบอกว่าตอนนี้ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ นายณรงค์ศักดิ์จึงเสนอตัวรักษาให้และมียาติดตัวมาด้วยจะฉีดให้ตอนนี้เลย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตนก็ยินยอมให้ฉีดยาและรับยาที่นายณรงค์ศักดิ์จัดให้ไปฉันด้วย

หลังจากนั้น นายณรงค์ศักดิ์ ก็มาขอเป็นเจ้าภาพจัดงานทอดผ้าป่าสามัคคีในงานบุญผเวส พร้อมจะรับว่าจะหามหรสพคือหมอลำมาแสดงที่วัดในเดือน ก.พ. 2563 แต่ระหว่างนั้นก็ยังมาขอยืมเงินตน 20,000 บาท และยืมเงินลูกศิษย์ตนอีก 20,000 บาท บอกว่าจะนำไปลงทะเบียนเรียนต่อที่ประเทศจีน ตนก็ให้ไป

พอใกล้จะถึงวันงานทอดผ้าป่าก็มาขอเงินตนอีก 20,000 บาท อ้างว่าจะเอาไปมัดจำหมอลำ แต่เมื่อถึงวันงานนายณรงค์ศักดิ์ก็ไม่มา ซึ่งตนเพิ่งมาทราบทีหลังว่ามีชาวบ้านถูกนายณรงค์ศักดิ์หลอกอีกหลายราย

เบื้องต้น มีผู้เสียหายอยู่ขณะนี้ 8 ราย รวมเงินกว่า 500,000 บาท และได้เข้าไปแจ้งความไว้ที่ สภ.สีคิ้ว แล้ว และผู้ใหญ่บ้านในแต่ละหมู่บ้านได้ประกาศเสียงตามสายว่าอย่าได้หลงเชื่อมิจฉาชีพที่เข้ามาในรูปแบบต่างๆ หากผิดสังเกตให้รีบโทรศัพท์แจ้งผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เร็วที่สุด

เรื่องเด่น

เจ้าหน้าที่บุกบ้านแก๊งมั่วยา เจอแม่นั่งเสพยาพร้อมอุ้มลูก 5 เดือน สาวท้องแก่ร่วมวงด้วย

วันนี้(6มิ.ย.)เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเทพา จ.สงขลา นำโดย นายสนอง จันทรักษ์ นายอำเภอเทพา และนายสมศักดิ์ ชูศรี ปลัดอำเภองานป้องกัน พร้อมกำลังสมาชิก อส.ชุดปฎิบัติการเหยี่ยวดำ เข้าปิดล้อมตรวจค้นในบ้านเช่าหลังหนึ่งข้างโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ พื้นที่หมู่1 ต.สะกอม อ.เทพา หลังจากที่ได้รับรายงานว่าทั้งมั่วสุมเสพยาเสพติดและขายยาเสพติดทั้งยาบ้า ยาไอซ์ ให้กับกลุ่มวัยรุ่นในหมู่บ้าน

หลังเปิดประตูเข้าไปในบ้านเจ้าหน้าที่ถึงกับตะลึงกับภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเพราะภายในบ้านเช่ามีกลุ่มหญิงสาวที่เป็นวัยรุ่นจำนวน 4 คน ประกอบด้วย นางไพลิน แสงทวี อายุ 26 ปี เจ้าของห้องเช่า, น.ส.รอฮานี เตียวเลาะ อายุ 24 ปี, น.ส.ฮาฝีฉ๊ะ มูสอแยนาอายุ 23 ปี, น.ส.ณัฐฐณิชา อ่องยิ้ม อายุ 26 ปี และเยาวชนชายอีก1 คนกำลังนั่งล้อมวงเสพทั้งยาบ้าและไอซ์ กันอยู่จึงควบตัวเอาไว้พร้อมของกลางยาบ้าและไอซ์จำนวนหนึ่งและอุปกรณ์การเสพ

แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือในจำนวนหญิงสาวทั้ง 4 คน มี 2 คนที่เพิ่งคลอดและท้องแก่ใกล้คลอด คือ นางไพลิน แสงทวี อายุ 26 ปี ซึ่งกำลังนั่งอุ้มลูกที่เพิ่งคลอดได้เพียงแค่ 5 เดือนอยู่บนตักพร้อมๆกับเสพยาบ้าและไอซ์ไปด้วย ส่วนสามีติดคุกในคดียาบ้าต้องโทษ 9 เดือน และอีกคนคือ น.ส.รอฮานี เตียวเลาะ อายุ 24 ปี ซึ่งกำลังตั้งท้องแก่ 8 เดือนใกล้คลอดก็กำลังเสพยาบ้าและไอซ์ไม่ยอมหยุดและสามีก็ติดคุกต้องโทษ 1 ปี เช่นกัน

จากการสอบสวนทั้งหมดยอมรับสารภาพว่าร่วมกันเสพยากันในบ้านหลังนี้เป็นประจำ โดยเฉพาะ น.ส.ไพลิน เสพตั้งแต่ตั้งท้องจนกระทั่งคลอดลูกก็ยังเสพอยู่ รวมทั้ง น.ส.รอฮานี ซึ่งกำลังตั้งท้องแก่ 8 เดือนใกล้คลอดก็ยังคงเสพยาไม่หยุด เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวทั้งหมดส่งสภ.เทพา ดำเนินคดี

เรื่องเด่น

ชาวปทุมฮือฮา สเปรย์แอลกอฮอล์และปฏิทิน “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” โผล่ตู้ปันสุข

ตู้ปันสุขเมืองปทุมธานีสุดคึกคัก หลังมีผู้นำสเปรย์แอลกอฮอล์และปฏิทิน ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ 2 อดีตนายกฯ มาแจกประชาชน

ที่บริเวณหน้าหมู่บ้านแหวนยอด ซอยลำลูกกา 21 (คลองสอง)ข้างโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ โฟมห่อกุหลาบ หมู่ 18 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ชาวบ้านฮือฮาตู้ปันสุขมีสเปรย์แอลกอฮอล์จาก นายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สองพี่น้องอดีตนายกรัฐมนตรี ห่วงพี่น้องคนไทย เอาไว้ใช้ทำความสะอาดและดูแลตัวเองฆ่าเชื้อโรคป้องกันโควิด-19 เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาโรคระบาดโควิด-19 ประชาชนจึงได้ตั้งตู้ปันสุขโดยนำข้าวสาร อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำตาลทราย น้ำมันพืช นมกล่อง ไข่ไก่ เครื่องดื่ม น้ำดื่ม เครื่องอุปโภคบริโภคมาใส่ในตู้ให้ประชาชนนำไปบริโภคอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งในวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากปรากฏสเปรย์แอลกอฮอล์และปฏิทินที่มีภาพนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สองพี่น้องอดีตนายกรัฐมนตรี มีประชาชนที่ผ่านไปมาเข้าคิวหยิบของจากตู้ปันสุข

จากการสอบถาม นางละออ อายุ 57 ปี กล่าวว่า ตนเองไปได้ไปหยิบแอลกอฮอล์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับน้ำปลา และปฏิทินนายกทักษิณ และนายกยิ่งลักษณ์ ถึงจะเป็นสิ่งเล็กน้อย ก็บรรเทาความเดือดร้อนของเราได้

นางสำเริง อายุ 55 ปี กล่าวว่า ช่วงสถานการการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 มีความลำบากมาก เนื่องจากเดิมเคยได้ไปไหนต่อไหนอาศัยทำงานรับจ้างทั่ว ๆ ไป เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อนายจ้างที่เคยจ้างก็เลิกจ้าง ต้องอาศัยอยู่กับบ้านเฉย ๆ แต่ค่าน้ำค่าไฟยังคงเสียตามปกติทุกเดือน วันนี้จึงมาที่ตู้ปันสุขได้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับไปทานที่บ้าน และปฏิทินที่มีภาพของอดีตนายกรัฐมนตรีสองพี่น้องของเมืองไทย ก็อยากให้ท่านกลับมาพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าชาวประชาชนจะได้ไม่เดือดร้อน

ด้าน นางดาวเรือง อายุ 67 ปี กล่าวว่า อาศัยอยู่บ้านคนเดียวเมื่อทราบว่ามีไหนเขาแจกของเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนก็จะไปรอรับมา รู้สึกดีใจมากที่ สองพี่น้องอดีตนายกรัฐมนตรี ยังมีน้ำใจห่วงใยคิดถึงประชาชน ส่งสิ่งของต่าง ๆ มาช่วยคนไทย อย่างวันนี้ในตู้ปันสุขก็ได้ สเปรย์แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค

เรื่องเด่น

เมียอดีต รอง ผบก.น.9 ผูกคอตาย ข้างบ้านได้ยินเสียงศพตกพื้น กลิ่นเหม็นเน่าโชย

เมียอดีต รอง ผบก.น.9 ผูกคอตายตอนสามีไปต่างจังหวัด ข้างบ้านเอะใจหายหน้าหลายวันหายตา-กลิ่นเหม็นจากในบ้านรุนแรง

(29 เม.ย.63) เมื่อเวลา 18.00 น. ร.ต.อ.เทิดภูมิ ดวงประทุม รองสารวัตรสอบสวน สภ.บางพลี สมุทรปราการ ได้รับแจ้งมีหญิงผู้ผูกคอเสียชีวิตอยู่ภายในบ้านตรงข้ามโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเดินทางเข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น ที่บริเวณใต้บันใดชั้นล่างทางขึ้นชั้น 2 พบศพ นางประภาศ อายุประมาณ 60 ปี นอนหงายเสียชีวิตอยู่ในสภาพขึ้นอืด ที่ขั้นบันไดทางขึ้นชัน 2 พบเชือกฟางสีเขียวอ่อนปลายข้างหนึ่งผูกอยู่กับขั้นบันได ปลายอีกด้านเป็นรอยขาด ตรวจสอบร่างกายของผู้เสียชีวิต ไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการถูกทำร้ายแต่อย่างใด คาดเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2 วัน

จากการสอบถามนางสาวไฟจิตร อายุ 42 ปี เพื่อบ้านที่อยู่บ้านติดกัน ได้เล่าว่า ว่า ปกติผู้ตายพักอาศัยอยู่กับสามีซึ่งเป็นอดีตตำรวจยศ พ.ต.อ. ตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 9  ขณะเกิดเหตุไม่อยู่ได้เดินทางไปต่างจังหวัดได้ประมาณ 4-5 วันก่อนแล้ว โดยเมื่อช่วงหัวค่ำของวันพุธที่ผ่านมา ลูกชายตนได้ยินเสียงคล้ายมีของหนักตกดังออกมาจากในบ้าน หลังจากนั้นก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย และมาช่วงเช้าของวานนี้ตนก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าคลายซากศพโชยมาแต่ไม่มาก ตนก็ไม่ได้เอะใจอะไร

จนกระทั่งช่วงเช้าของวันนี้ในระหว่างที่ตนกำลังจะออกไปซื้อของ ก็ยังได้กลิ่นเหม็นอยู่  ช่วงเย็นตนกลับมาที่บ้าน รอบนี้มีกลิ่นเหม็นเริ่มแรงมาก ก็เลยมาคุยกับเพื่อนบ้านว่าไม่เห็นผู้ตายมาหลายวันแล้วไม่รู้เป็นอะไรหรือเปล่า ก็เลยโทรหานิติบุคคลของหมู่บ้านให้มาช่วยดู พร้อมด้วย รปภ.ของหมู่บ้าน ได้มาเคาะประตูและตะโกนเรียกผู้ตายอยู่นาน ก็ไม่มีเสียงตอบรับ จึงโทรศัพท์ไปหาสามีผู้ตาย ซึ่งอยู่ต่างจังหวัด ให้โทรหาผู้ตาย แต่ทางสามีของผู้ตายได้บอกว่าไม่สามารถติดต่อผู้ตายได้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ตนจึงได้ตัดสินใจโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิฐานว่า ผู้ตายน่าจะเครียดเรื่องปัญหาส่วนตัว อาศัยจังหวะที่สามีไม่อยู่บ้าน จึงใช้เชือกกวางผูกคอตัวเองตาย และคาดว่าหลังผู้ตายเสียชีวิตแล้ว เชือกทานน้ำหนักไม่ไหวจึงขาด ทำให้ร่างของผู้ตายลงมานอนกองอยู่ใต้บันได ดังกล่าว  อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะทำการสอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้งเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เรื่องเด่น

คนร้ายฆ่าเผา 2 ศพ สารภาพลงมือคนเดียว แค้นหลอกเมียไปรุมข่มขืนจนเสียสติ

ความคืบหน้าคดีคนร้ายฆ่าแล้วเผา 2 ศพ ที่ชายป่าข้างบ่อขยะเทศบาลนครหาดใหญ่ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อช่วงค่ำวันที่ 24 พ.ค.63 ที่ผ่านมา

ช่วงค่ำวานนี้ ตำรวจสอบสวนกระทั่งทราบว่าผู้ต้องสงสัย คือ นายวิรัตน์ หรือ แวว อายุ 35 ปี ซึ่งอยู่ในกลุ่มค้ายาเสพติดเดียวกันจึงนำตัวมาสอบสวนและให้การรับสารภาพว่าเป็นคนลงมือฆ่าและจุดไฟเผาทั้งสองคนจริง

ล่าสุด (26 พ.ค.63) เมื่อเวลา 16.00 น. พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้แถลงสรุปคดีนี้ ว่า จากการสอบสวนพบว่าคนร้ายที่ก่อเหตุคือ นายวิรัตน์ พนักงานโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ โฟมห่อดอกกุหลาบ หลักฐานสำคัญที่ชี้ชัดว่านายวิรัตน์ทำคนเดียวนั้นคือ รถยนต์กระบะที่ขับออกจากจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นรถของนายวิรัตน์ พรมสีส้มที่บ้านก็ตรงกับพรมที่จุดไฟเผา รวมทั้งอาวุธปืนกล็อก 9 มม.ปลอกกระสุนปืน 6 ปลอก และกองเลือดที่บ้านของนายวิรัตน์

คดีนี้เจ้าหน้าที่มีทั้งหลักฐานในที่เกิดเหตุ หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และคำรับสารภาพของผู้ต้องหา และรอหลักฐานเพิ่มบางอย่างทั้งหัวกระสุนปืนที่ศพคนตาย นำมาเปรียบเทียบกับอาวุธปืนที่ยิงและผลตรวจดีเอ็นเอจากเลือดที่เกิดเหตุ เลือดที่บ้านมาประกอบ

แม้ว่าทั้งผู้ตายและผู้ต้องหาจะอยู่ในกลุ่มค้ายาเสพติดกลุ่มเดียวกัน แต่ชนวนที่ทำให้นายวิรัตน์ก่อเหตุนั้น เขาอ้างว่า มาจากเรื่องชู้สาว เพราะผู้ตายทั้ง 2 คน ได้รุมข่มขืนภรรยาของตน ก่อนเกิดเหตุนั้นภรรยามาบอก ซึ่งขณะนี้ภรรยาของนายวิรัตน์ สติฟั่นเฟือนพูดจาไม่รู้เรื่องอาจเกิดจากสาเหตุที่ถูกรุมข่มขืนจนทำให้เสียสติ “เพราะแค้นที่รุมข่มขืนภรรยาผม หากไม่ทำกับผมก่อนผมก็ไม่ทำ”

ในวันเกิดเหตุทั้ง 2 คน ได้มาที่บ้านของนายวิรัตน์ ทั้งสองคนก็ทำสีหน้าเลิ่กลั่ก สุดท้ายนายวิรัตน์ ใช้อาวุธปืนจ่อยิงตายคาบ้าน ก่อนจะนำศพใส่รถกระบะไปเผาอำพรางคดี ทั้งนี้จะต้องนำผลตรวจทางจิตของแพทย์และร่องรอยการถูกข่มขืนมายืนยันอีกครั้ง โดยเฉพาะสาเหตุที่สติฟั่นเฟือนเกิดขึ้นก่อนหรือหลังที่จะถูกข่มขืน

นายวิรัตน์ ถูกเจ้าหน้าที่แจ้งดำเนินคดี 4 ข้อหา คือ 1 .ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา 2. ทำลายศพ หรือ ส่วนของศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย 3. มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน 4. ลักทรัพย์ (รถจักรยานยนต์) หรือรับของโจร

เรื่องเด่น

ตลาดนัดสั่งห้ามแม่ค้าขายของบริจาคตู้ปันสุขเข้าตลาด ยันไม่สนับสนุนพฤติกรรม

หลังจากที่มีผู้ใช้เฟสบุ๊คถ่ายภาพแม่ค้านำอาหารเช่น มาม่า นมกล่อง ปลากระป๋อง มาวางขายที่ตลาดแห่งหนึ่งในเขตพื้นที่ ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ตรงข้าม โรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม

เมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 24 พ.ค.63 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่พบว่าตลาดแห่งนี้จะเปิดขายเฉพาะช่วงเย็น และได้นำเชือกมาล้อมตลาดเอาไว้มีทางเข้า-ชัดเจนและทางเข้าก็จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจวัดไข้ และให้พ่อค้า แม่ค้า ประชาชนที่เข้ามาซื้อของสวมหน้ากากาอนามัย พร้อมทั้งให้เว้นระยะห่างป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด 19

นายประกิจ สุระศรี อาย 37 ปี ผู้ดูแลตลาดบอกกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อวานนี้เห็นแม่ค้าคนดังกล่าวนำของมาขาย โดยทางตลาดไม่อนุญาตขาย แต่ทางแม่ค้าอาศัยจังหวะที่ผู้ดูแลตลาดไม่อยู่ แอบเอาของมาวางขาย เท่าที่สอบถามจากคนในตลาด ทราบว่าแม่ค้าคนดังกล่าวเป็นคนในละแวกนี้ มีลูก 1 คน และป้าอายประมาณ 50-60 ปีอีก 1 คน

หลังเกิดเหตุการณ์ขึ้น ตนเองก็ได้เชิญให้ออกจากตลาดไป และไม่ให้เข้ามาในตลาด กระทั่งเมื่อเช้านี้ตนเห็นว่าแม่ค้ากลับมาอีกครั้ง ก็ได้ห้ามปรามอีกครั้งว่าไม่ให้เข้ามาในตลาด ยืนยันว่าทางตลาดแห่งนี้ไม่สนับสนุนให้นำของบริจาคมาวางขายเด็ดขาด 

เรื่องเด่น

แม่ปล่อยโฮ กำลังขับเก๋งไปรับศพลูกสาว จู่ๆ ไฟหวิดไหม้รถ

แม่ถึงกับปล่อยโฮ ขับเก๋งเตรียมไปรับศพลูกสาวที่เพิ่งเสียชีวิต จู่ๆ ไฟหวิดลุกห้องเครื่องรถ เคราะห์ดีชาวบ้านช่วยดับทัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (27 ต.ค.) ชาวบ้านและผู้เห็นเข้าช่วยเหลือคนขับขับรถยนต์เก๋ง โตโยต้าคัมรี่ ทะเบียน 8668 กทม. ที่ไฟกำลังเริ่มลุกไหม้บริเวณห้องเครื่อง แต่สามารถดับไว้ได้ก่อนที่จะลุกลามเสียหาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่บริเวณหน้าร้านจำหน่ายเทปใส เทปกาว หมู่บ้านเมืองทอง ตำบลปากนคร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าของรถคือ นางหทัยกาญจน์ อายุ 64 ปี ชาวตำบลท่าซัก อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อยู่ในสภาพขวัญเสียและอยู่ในความเครียดอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเข้าไปพูดคุย นางหทัยกาญจน์ ถึงกับร่ำไห้ออกมา และบอกว่ามาเกิดเหตุเหตุการณ์นี้ขึ้นอีกลูกสาวก็ป่วยและเพิ่งเสียชีวิต ศพยังฝากไว้ที่ รพ.มหาราช เพื่อรอรับออกมาบำเพ็ญกุศลในวันนี้

นางหทัยกาญจน์ บอกว่า ขณะเกิดเหตุได้ขับรถมาแวะกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายที่จะไปรับศพและจัดงานศพลูกสาวที่วัดบุญนารอบ ในตัวเมืองแต่หลังจากมาจากจอดรถได้เกิดกลุ่มควันออกมาจากห้องเครื่องยนต์ ผู้เห็นเหตุการณ์และเจ้าหน้าที่ได้มาช่วยกันไว้ได้ และแจ้งช่างเข้าตรวจสอบความเสียหาย

ต่อมาช่างแบตเตอรี่ได้เข้าตรวจสอบพบว่าแบตเตอรี่มีความร้อนสูง และขั้วของแบตเตอรี่ร้อนจนละลายเป็นจุดที่เริ่มเกิดเปลวไฟ ส่วนกลุ่มควันเกิดจากความร้อนและจารบีที่เคลือบขั้วแบตเตอรี่

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเคราะห์ดีที่ผู้เห็นเหตุการณ์ช่วยไว้ได้ทัน เนื่องจากรถคันนี้ติดตั้งระบบแก๊ซ LPG เป็นเชื้อเพลิง หากไฟเกิดลุกลามขึ้นอาจเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงขึ้นได้

เรื่องเด่น

5 เดือนไม่มีอะไรคืบ ญาติบุกทวงคดีป้าเศรษฐินีโดนแทงดับคาบ้าน

ญาติบุกทวงคดีคุณป้าเศรษฐินีวัย 62 ถูกแทงดับคาบ้าน ผ่านมา 5 เดือน คนร้ายยังลอยนวล ทำครอบครัวผวาไม่ปลอดภัย ตำรวจแจงว่าหลักฐานยังไม่ครบ

(22 ต.ค.) นายสุทัศน์ อายุ 50 ปี น้องชายของนางสมบุญ อายุ 62 ปี ที่ถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดแทงจนเสียชีวิต ภายในบ้านพัก ต.หนองตอง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ข้างโรงงานผลิตแอร์บับเบิ้ล กันกระแทกราคาถูก เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2562 พร้อมกลุ่มญาติกว่า 10 คน สวมเสื้อยืดสีขาวสกรีนภาพของนางสมบุญ พร้อมข้อความ “ไม่ลืมแม่หลวงบาง สมบุญ”

ส่วนด้านหลังสกรีนข้อความ “อย่าให้ฆาตกรลอยนวล” พร้อมกับถือภาพถ่ายนางสมบุญ เข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้บัญชากาตำรวจภูธรภาค 5 ขอให้เร่งรัดตามจับกุมฆาตกรที่ก่อเหตุมาลงโทษโดยเร็ว หลังผ่านไปกว่า 5 เดือนแต่ยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้

ขณะที่ พ.ต.อ.วิวัฒน์ชัย พงษ์วิวัฒน์ชัย รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 เป็นตัวแทนออกมารับหนังสือจากกลุ่มญาติ พร้อมเชิญทั้งหมดเข้ารับฟังการชี้แจงการทำงานของตำรวจและความคืบหน้าทางคดี

นายสุทัศน์ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุผ่านมานานกว่า 5 เดือน แต่ยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้ คดีที่เกิดขึ้นกับพี่สาวของตน ถือเป็นคดีสะเทือนขวัญ เพราะคนร้ายลงมืออย่างโหดเหี้ยม บุกเข้าไปแทงพี่สาวถึงในบ้าน โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทุกวันนี้คนในครอบครัวยังหวาดกลัว รู้สึกไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน เพราะหลังคนร้ายยังลอยนวลอยู่

พ.ต.อ.วิวัฒน์ชัย กล่าวว่า ตำรวจยังทำงานต่อเนื่องหลังเกิดเหตุ เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม แต่อาจจะไม่ได้แจ้งให้ทางญาติทราบถึงความคืบหน้า คดีนี้ต้องใช้เวลา เนื่องจากยังมีอุปสรรคบางอย่างและหลักฐานยังไม่ครบ แต่ขอให้ทางญาติมั่นใจว่าตำรวจจะเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน โดยตำรวจยังไม่ได้ตัดประเด็นอะไรทิ้ง เพราะผู้ตายนั้นเป็นคนมีฐานะ ปล่อยเงินกู้และที่ผ่านมามีคดีฟ้องร้อง 2 คดี

สำหรับคดีนี้ นางสมบูรณ์ อายุ 61 ปี ถูกคนร้ายบุกเข้าไปแทงถึงในบ้านพัก หลังกลับจากงานศพของคนในหมู่บ้าน ขณะเกิดเหตุภายในบ้านมีสามี รวมทั้งลูกสาวและลูกเขยนอนอยู่ หลังก่อเหตุคนร้ายได้วิ่งหลบหนีและปีนรั้วออกไปทางหลังบ้าน หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้เรียกสามีผู้เสียชีวิต ลูกสาวและลูกเขยมาสอบปากคำ ในฐานะพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์แล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า

เรื่องเด่น

เจ้าบ่าวหมาดๆ แต่งงานแค่ 2 วัน ชักปืนโชว์ลูกน้อง กระสุนลั่นเจาะหัวตัวเองดับ

(23 ต.ค.62) เมื่อเวลา 01.00 น. ร.ต.อ. วิชิต ลาชัย องสารวัตรสอบสวน สภ น้ำโสม อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี ได้รับแจ้งว่ามีเหตุคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ภายในบ้าน หมู่ที่ 1 บ้านน้ำโสม ต.น้ำโสม อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี ข้างโรงงานผลิตกระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล เมื่อรับแจ้งแล้วจึงรายงานไปยัง พ.ต.อ. อาลักษณ์ เจริญธนกุล ผกก.สภ. น้ำโสม และประสานไปยัง กู้ชีพ รพ. น้ำโสม พร้อมชุดกู้ภัยน้ำโสม รุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนไม้ 2 ชั้น ภายในบ้านพบ นายอนุชา อายุ 38 ปี  สวมเสื้อยืดสีขาวคลุมด้วยเสื้อแขนยาวลายพรางทหาร นุ่งกางเกงยีนส์ขายาว ถูกยิงที่ศีรษะบริเวณขมับขวา นอนจมกองเลือดอยู่ข้างตู้เก็บของกลางบ้าน อาการสาหัส ทางเจ้าหน้าที่กู้ชีพ รพ.น้ำโสม พร้อมชุดกู้ภัยน้ำโสม ได้นำตัวส่งโรงพยาบาลน้ำโสม แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากการสอบสวน น.ส. ปุ๋ย (นามสมมุติ) อายุ 25 ปี เจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ ให้การว่า ตนเป็นหลานสาวของนายอนุชา วานนี้ตนกับเพื่อนผู้ชายอีก 3 คน นั่งดื่มกินกันภายในบ้าน จากนั้นนายอนุชา พร้อมนางเต้ย (นามสมมุติ) ภรรยานายอนุชา ได้มาหาพวกตนที่บ้าน จากนั้นก็ได้นั่งดื่มกินกัน จากนั้นนายอนุชาให้ตนโทรศัพท์ไปเรียกนายป๊อบมาหาเพื่อจะทวงเงินที่ค้าง

จากนั้นนายอนุชา ได้นำปืนออกมาโชว์ให้ทุกคนดู พร้อมกับกระชากขึ้นลำปืน จนลูกกระสุนกระเด็นออกมา จากนั้นนายอนุชาได้ดันเซฟปืนแล้วพูดว่าเซฟปืนรุ่นนี้ดี และเมื่อนายป๊อบมานายอนุชาได้ทวงถามเงินจากนายป๊อบ แล้วก็เอาปืนยกขึ้นมาโชว์แล้วก็พูดว่าปืนรุ่นนี้เซฟดี ซึ่งตนก็ได้เดินไปห้องครัวหลังบ้านเพื่อไปทำอาหารมากิน จากนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด ตนจึงวิ่งออกมาดู พบนายอนุชา นั่งพิงตู้เก็บของ ที่ศีรษะมีเลือดออก ส่วนปืนตกอยู่ที่ขา เพื่อนชายอีก 3 คน ยืนดูด้วยความตกใจ จากนั้นตนจึงไปบอกหลานสาวให้โทรศัพท์แจ้ง 1669 และกู้ภัย เพื่อนำนายอนุชาไปส่งโรงพยาบาล แล้วไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

ต่อมาเวลา 12.00 น. พล ต.ต. นันทชาติ ศุภมงคล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี เดินทางมาตรวจที่เกิดเหตุด้วยตัวเองอย่างละเอียดจากนั้นเดินทางมาที่ สภ. น้ำโสม เพื่อสอบปากคำผู้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยตัวเอง โดยใช้เวลาสอบสวนประมาณ 2 ชั่วโมง จึงเดินทางกลับ

Advertisement

นางเต้ย (นามสมมุติ) อายุ 29 ปี ภรรยานายอนุชา  ให้การว่าตนกับผู้ตายคบหากันมาได้เพียง 1 เดือน และพึ่งได้แต่งงานกันได้เพียง 3 วัน ซึ่งนายอนุชา บอกตนว่าอยากแต่งงาน มีครอบครัว เพื่อสร้างอนาคต หลังจากนายอนุชาเคยถูกจับดำเนินคดีเรื่องยาเสพติด และพ้นโทษออกมาได้ 5 เดือน  ซึ่งนายอนุชาชอบเล่นปืน และเอาปืนมาโชว์ลูกน้องบ่อยครั้ง ซึ่งตนก็เคยบอกว่าอย่าทำแบบนี้มันอันตราย วานนี้ช่วงเวลา 20.30 น. ผู้ตายได้โทรศัพท์หาลูกน้อง ชื่อนายป๊อบ (นามสมมุติ)  เพื่อทวงถามเงินที่ค้างกัน หลังจากโทรศัพท์เสร็จผู้ตายจึงได้พาตนซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาที่บ้านเกิดเหตุช่วงประมาณ 21.00 น. เมื่อมาถึงพบว่ามีชายหญิงรวม 4 คน นั่งดื่มกินกันอยู่ที่เตียงกลางบ้าน ตนจึงนั่งกินกับนายอนุชาและเพื่อนอยู่สักพักผู้ตายจึงบอกให้ตนกลับบ้านไปก่อน อีก 1 ชั่วโมงค่อยมารับ นายอนุชาบอกว่าจะเคลียร์กับลูกน้องก่อนเรื่องเงินที่คงค้างกันในการทำธุรกิจด้วยกัน ตนจึงกลับมาบ้านและไม่นานก็มีญาตินายอนุชา โทรศัพท์ไปบอกว่าสามีตนถูกยิงเสียชีวิตแล้วศพอยู่โรงพยาบาล

พ.ต.อ. อาลักษณ์ เจริญธนกุล ผกก.สภ. น้ำโสม  เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุมีกองเลือดอยู่กลางบ้าน และพบอาวุธปืนซีแซด ขนาด 9 มม. ออโต้เมติก สีดำ 1 กระบอก ปลอกกระสุน 1 ปลอก และลูกกระสุน 1 นัด ตกอยู่ที่พื้นบ้าน และแมกกาซีน 2 อัน กระสุนจำนวน 16 นัด ซึ่งได้ทำการสอบสวนผู้อยู่ในเหตุการณ์ พยาน และ ภรรยา ให้การไปแนวทางเดียวกัน ว่านายอนุชาผู้ตายมีพฤติกรรมชอบเล่นอาวุธปืน ประมาท ควงปืนและชอบขึ้นลำแล้วเซฟปืน ยิงใส่หัวตัวเอง ซึ่งครั้งนี้ปืนได้ลั่นใส่ตัวเองเสียชีวิต

ส่วนประเด็นอื่น ซึ่งจากการสอบสวนพยานก็ให้การตรงกัน จะมีเพียงแค่นายอนุชาผู้ตายมีการทวงถามเงินที่ติดค้างจากลูกน้อง แต่คนที่ถูกทวงถามก็ไม่สามารถที่จะก่อเหตุได้เนื่องจากนายอนุชาผู้ตาย จะพกปืนติดตัวอยู่เป็นประจำ ซึ่งนายอนุชาเคยมีประวัติถูกจับเรื่องยาเสพติดและพ้นโทษออกมาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่วนอาวุธปืนนายอนุชา ซื้อมาจากคนรู้จัก ซึ่งกำลังตรวจสอบว่าเป็นปืนที่ซื้อมาถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งทางภรรยาและญาติไม่ติดใจในการเสียชีวิต

เรื่องเด่น

แม่ชี พักผ่อนน้อย ควบเก๋งหลับใน เสียหลัก ชนเสาไฟ รถกระเด็น ล้อชี้ฟ้า

วันที่ 21 ต.ค. สภ.เขาบางแกรก จ.อุทัยธานี รับแจ้งเหตุรถเก๋งเสียหลักพลิกคว่ำอยู่ข้างถนน บริเวณข้างโรงงานผลิตฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส บนถนนสายหนองฉาง-ลานสัก ม.1 ต.เขากวางทอง อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี หลังรับแจ้งจึงประสานไปกู้ภัยอุทัยธานี (จุดหนองฉาง) รุดไปตรวจสอบพร้อมให้การช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุพบ ชีพราหมณ์นุ่งขาวห่มขาว ทราบชื่อ น.ส.พมร สีกากี อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 100 ม.11 ต.ไผ่เขียว อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี อยู่ในสภาพศีรษะแตก เป็นแผลยาว กู้ภัยปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่ง ร.พ.หนองฉาง ข้างทางพบรถเก๋ง เลขทะเบียน กจ 8565 อุทัยธานี สภาพพลิกคว่ำหงายท้องล้อชี้ฟ้า ด้านหน้าฝั่งซ้ายยุบ ได้รับความเสียหาย

น.ส.พมร เปิดเผยว่า ตนมาบวชที่วัดหนองมะกอก ต.หนองนางนวล เมื่อช่วงสายได้ขับรถไปทำธุระที่บ้าน และ วัดลานสัก อ.ลานสัก พอเสร็จธุระ จึงเดินทางกลับวัดหนองมะกอก เพื่อจะบวชต่อ ในระหว่างที่ขับรถกลับมานั้นได้เกิดมีอาการหลับในขึ้น เนื่องจากช่วงกลางคืนนั้นไม่ได้นอนพักผ่อน ขณะนั้นรถเกิดเสียหลักลงข้างทางไปชนเสาหลักลายข้างทาง และเสาไฟฟ้าส่องสว่างจนเสาคดง้อแล้วทำให้รถกระเด็นพลิกตีลังกา หลายตลบตกลงข้างทางทำให้ตนเองได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

เรื่องเด่น

สามเณรโดนขังคากุฏิ 5 วัน อยู่เป็นทาสเซ็กส์-ปรนนิบัติกามให้เจ้าอาวาส

พ่อเดือดจัด! บุกเข้าช่วยสามเณรลูกชายวัย 13 ปี ถูกจับขังเอาไว้ในกุฏิของเจ้าอาวาสนานถึง 5 วัน ไม่สามารถออกไปไหนได้ พร้อมบังคับให้อมอวัยวะเพศ-บำเรอกาม

(15 ต.ค.) นายจอม (นามสมมติ) อายุ 33 ปี ได้นำตัว สามเณรนนท์ (นามสมมติ) อายุ 13 ปี เข้าแจ้งความที่ สภ.หนองขาว อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี หลังจากที่สามเณรลูกชายถูกเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่ง ข้างโรงงานผลิตที่ตัดเทป ตัวตัดเทป กักขังตัวเอาไว้ภายในกุฏิวัดนานถึง 5 วันเต็ม โดยไม่อนุญาตให้ออกไปไหน

กระทั่งในเวลาต่อมา สามเณรนนท์ ทนไม่ไหว จึงได้โทรศัพท์เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้พ่อฟัง ก่อนที่จะญาติๆ จะพยายามหาทางช่วยเหลือออกมา แล้วพาย้ายไปจำวัดที่อื่นแทน หลังจากนั้นจึงได้พบข้อความสนทนาผ่านแชทที่สามเณรเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยพบว่าหลวงพ่อได้สั่งให้ส่งตัวสามเณรเข้าไปปรนิบัติในกุฏิ

ล่าสุดได้นำหลักฐานข้อความดังกล่าวมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจากการสอบสวนเบื้องต้น สามเณรนนท์ เปิดเผยว่า หลวงพ่อมักจะเรียกให้เข้าไปหาในกุฏิ ก่อนจะสั่งให้บีบนวดให้ จากนั้นจึงบังคับให้ทำออรัลเซ็กส์อยู่บ่อยครั้ง โดยบางครั้งจะถูกขังไม่ให้ออกไปนอกกุฏิ ไม่เช่นนั้นจะถูกทำร้าย ทำให้ไม่กล้าขัดขืดและต้องยอมทำตาม และเมื่อโอกาสจึงได้ติดต่อหาพ่อและเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง พร้อมขอความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมนำตัวสามเณรผู้เสียหายไปสอบสวนหาข้อมูลร่วมกับเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพที่สำนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี หากพบว่ามีมูลเตรียมออกหมายเรียกเจ้าอาวาส เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

เรื่องเด่น

ผัวแค้นเมียปันใจ ดักฆ่าโหดหนุ่ม! ใช้ขวดตีหัวก่อนปาดคอ แต่กรดฆ่ายางโดนลูกตัวเองสาหัส

ที่ สภ.บางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช ช่วงเช้าที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน สภ.บางขัน ได้คุมตัวนายอภิชาต อายุ 32 ปี และเก็บหลักฐานอาวุธมีดของกลางที่ใช้ก่อเหตุ ไปฝากขังยังศาลจังหวัดทุ่งสง หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมาตกเป็นผู้ต้องหาใน 2 ข้อหาคือ ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และทำร้ายร่างกายผู้อื่น โดยนายอภิชาต ผู้ต้องหารายนี้เป็นผู้ที่ขับรถจักรยานยนต์มาแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าได้ฆ่าคนและขอมอบตัวด้วยตัวเอง ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบว่ามีการฆาตกรรมเกิดขึ้นจริงตามที่นายอภิชาตแจ้ง

ทั้งนี้ เมื่อคืนที่ผ่านมา (26 ก.ย.) เจ้าหน้าที่พบว่าจุดเกิดเหตุอยู่ที่บริเวณสามแยกสวนยางพารา หมู่ที่ 16 ต.บ้านลำนาว อ.บางขัน พบศพนายสุกรียา อายุ 36 ปี เสียชีวิตในสภาพใบหน้าและร่างกายมีแผลพุพองที่เกิดจากน้ำกรดฆ่ายาง นอกจากนั้นบริเวณลำคอและลำตัวพบบาดแผลฉกรรจ์หลายแผล ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบขวดแก้วบรรจุน้ำกรดฆ่ายางแตกกระจาย และพบรถจักรยานยนต์ล้มอยู่ที่เกิดเหตุ 1 คัน

ขณะเดียวกันพบว่ามีผู้บาดเจ็บในกรณีเดียวกัน 1 รายคือ ลูกชายวัย 10 ขวบของผู้ก่อเหตุ ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกกรดฆ่ายางกระเซ็นเข้าราดบริเวณลำตัว ซึ่งถูกนำตัวส่ง รพ.บางขัน หลังจากแพทย์ได้ช่วยเหลือในเบื้องต้วแล้วจึงนำตัวส่ง รพ.มหาราช นครศรีธรรมราช เพื่อให้แพทย์เฉพาะทางเร่งให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม นางกัลยา อายุ 30 ปี ภรรยาของผู้ตายยืนยันว่าผู้ก่อเหตุคือนายอภิชาติ ซึ่งเป็นอดีตสามีที่เลิกรากันไปราว 1 ปีแล้ว หลังจากนั้นได้มาอยู่กินกับสามีใหม่คือนายสุกรียา ก่อนเกิดเหตุนายสุกรียาขับรถจักรยานยนต์พาบุตรชายที่เกิดกับนายอภิชาตซ้อนท้ายไปซื้อเทปใส เทปกาวที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นขณะที่กำลังขับรถกลับบ้าน ปรากฏว่านายอภิชาตขับรถจักรยานยนต์ตามไปแล้วบังคับให้นายสุกรียาจอดรถ ก่อนที่จะใช้ขวดน้ำกรดฆ่ายางที่มีน้ำกรดอยู่เต็มตีศีรษะแล้วปาดคอแทงซ้ำหลายครั้ง แล้วน้ำกรดฆ่ายางกระเซ็นไปโดนลูกชายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่นายอภิชาตขับรถหายไปมารู้ภายหลังว่าได้ไปแจ้งความด้วยตัวเองและเข้ามอบตัวกับตำรวจ

ขณะที่ นายอภิชาต ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาหลังจากที่เข้าแจ้งเหตุฆาตกรรมกับเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง ยอมเปิดเผยสาเหตุในการก่อเหตุว่าสาเหตุที่ตัดสินใจก่อเหตุ เนื่องจากประมาณ 2-3 เดือนที่ผ่านมาถูกนายสุกรียาข่มขู่ฆ่า ทำให้ตนไม่กล้าออกไปกรีดยางพาราและต้องหวาดระแวงตลอดเวลา

ประกอบกับเชื่อว่าโดนทำคุณไสยใส่ภรรยาเป็นเหตุให้ภรรยาเลิกราไปอยู่กินกับผู้ตาย รวมทั้งทำคุณไสยใส่ตนเองจนทำให้มีอาการแปลกประหลาดเช่นปัสสาวะเป็นเลือด ทำให้มีความแค้นบวกกับความหึงหวง เมื่อมาเจอนายสุกรียาที่ร้านค้าจึงเกิดความโกรธแค้นขึ้นมา ตัดสินใจขับรถจักรยานยนต์ตามไปที่เกิดเหตุและใช้ขวดน้ำกรดฆ่ายางซึ่งตั้งใจจะซื้อไปผสมยางตามปกติแต่เอามาใช้ในการก่อเหตุ หลังจากนั้นจึงไปแจ้งเจ้าหน้าที่ด้วยตัวเองเพื่อขอยอมรับผิดทั้งหมด

เรื่องเด่น

พ่อเลี้ยงฝรั่งลักพาตัวเด็กหญิง 9 ขวบ แม่แทบพลิกขอนแก่นหา ร่ำไห้ขอลูกสาวคืน

(24 ก.ย. 62) จากกรณีเพจเฟซบุ๊ก “คนกระนวน” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า เด็กหญิง 9 ขวบ ถูกพ่อเลี้ยงลักพาตัวไปจากโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ตอนนี้แม่เป็นห่วงมาก จึงขอความร่วมมือทุกท่านที่พบเห็นช่วยแจ้งเบาะแส

ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อผู้เสียหาย ทราบชื่อต่อมาคือ นางสาวบุญไท มีอาการกระวนกระวายเป็นห่วงลูกสาวเป็นอย่างมาก พร้อมกับพูดผ่านสื่อ ยกมือไหว้ทั้งน้ำตา และพูดภาษาฟินแลนด์เพื่อสื่อสารให้สามีคือ MR.KOSKINEN JARKKO TUOMAS ที่กำลังดูข่าวขอให้นำลูกสาวกลับคืนมา เพราะคิดถึงลูกสาวมาก ไม่รู้ว่าลูกจะเป็นอย่างไรบ้าง กลัวลูกสาวจะถูกทำร้าย

นางสาวบุญไท กล่าวว่า ก่อนที่ลูกและสามีใหม่จะหายไปแกเป็นคนขี้น้อยใจ หึงหวง เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาแกแอบเอาพาสปอร์ตของลูกทั้ง 2 คนคือที่เป็นผู้หญิงซึ่งเป็นลูกติดจากสามีเก่า และของลูกผู้ชายที่เกิดด้วยกันพร้อมด้วยกระเป๋าไปซ่อนไว้ในดงกล้วยข้างบ้าน ตนเองพยายามถามหาแกบอกว่ากระเป๋าหายไปจึงช่วยกันหา แต่แกก็เดินไปหยิบออกมาจากที่ซ่อน โดยในวันนี้ตนเองไม่อยู่บ้านไปทำธุระ สามีจึงได้โอกาสไปหาลูกสาวที่โรงเรียนตอนเที่ยง และก่อนหน้านั้นพยายามจะมารับลูกชายที่อยู่ในบ้านแต่ญาติไม่ยอมให้ จึงพาลูกสาวของตนเองหายไป ตนเองพยายามโทรหาก็ไม่รับสาย ไลน์ไปก็อ่านแต่ไม่ตอบกลับ ตนเป็นห่วงลูกมากกลัวจะทำมิดีมิร้ายกับลูกสาวตน จึงได้ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.กระนวนไว้ ส่วนสาเหตุที่ถูกลักพาลูกสาวหลบหนีไปยังไม่ทราบแน่ชัด ต้องรอเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนต่อไป

สำหรับสามีเก่าเป็นชาวฟินแลนด์ อาชีพวิศวะกรภายในโรงงานผลิตฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า อยู่กินกันมา 9 ปี มีบุตรด้วยกัน ชื่อ ด.ญ.โอลิเวีย อายุ 9 ปี เรียนชั้น ป.3 สาเหตุที่เลิกกับสามีเก่าเพราะถูกทำร้ายร่างกายอยู่เป็นประจำ จึงได้หย่ากัน โดยได้สามีใหม่เป็นชาวฟินแลนด์ด้วยกัน อาศัยคนละเมืองกันห่างกันเพียง 12 กิโลเมตรเท่านั้น โดยสามีใหม่ชื่อ MR.KOSKINEN JARKKO TUOMAS อาชีพเป็นช่างคอมพิวเตอร์และพนักงานรักษาความปลอดภัย โดยได้อยู่กินด้วยกัน 3 ปี มีบุตรด้วยกัน เพศชาย อายุ 3 ขวบ

ล่าสุดได้เดินทางกลับไทยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยได้ปลูกบ้านอยู่ด้วยกันแต่ยังไม่เสร็จในพื้นที่บ้านของพ่อแม่ฝ่ายหญิง ส่วนหลักฐานที่สามีใหม่เอาไปด้วย มีพาสปอร์ตลูกสาว ถือสัญชาติฟินแลนต์และไทย ทั้งนี้นางสาวบุญไท เกรงว่าสามีจะพาลูกสาวกลับไปยังประเทศฟินแลนด์

เรื่องเด่น

คุณป้าเดินข้ามถนน เก๋งชนโครมดับคาถุุงกับข้าว เพื่อนนั่งสะอื้นภาพสลดยังติดตา

(21 ก.ย.62) เมื่อเวลา 21.00 น. 2562 พ.ต.ท.สพัศ ปราการพิทักษ์ สว.สอบสวน สภ.คูคต ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุ รถชนคนเดินเท้ามีผู้เสียชีวิต ที่เกิดเหตุใกล้เคียงจุดกลับรถถนนลำลูกกา-พหลโยธินขาเข้า หน้าโรงงานผลิตกระดาษลูกฟูก ลูกฟูกม้วน ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยแพทย์เวรจาก รพ. ภูมิพลอดุลยเดช และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุกลางถนนพบรถเก๋งโตโยต้า วีออส สีเทา สภาพด้านหน้าพังยับกระจกบานหน้ามีรอยยุบจอดอยู่ ใกล้กัน พบร่างผู้เสียชีวิตเป็นหญิง 1 รายทราบชื่อต่อมา นางปราณี อายุ 50 ปี ซึ่งเป็นคนเดินข้ามถนนข้างตัวยังพบเครื่องปรุงแต่งรสชาติอาหารตกอยู่

นางสมศรี อายุ 50 ปี เพื่อนผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ตนเองและผู้เสียชีวิต ได้กลับจากการซื้อกับข้าวมาทำกินที่หอพัก ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามที่เกิดเหตุ  เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุตนและผู้ตายลงจากแท็กซี่จากนั้นตนเองก็ข้ามถนนโดยบอกให้ผู้ตายข้ามมาเพราะมองแล้วว่าปลอดภัยแต่ผู้ตายไม่ข้าม กระทั่งตนเองข้ามไปถึงกลางถนนแล้วผู้ตายกลับเดินข้ามมาตนเองบอกว่าอย่าข้าม เพราะรถมาใกล้แล้วแต่ผู้ตายไม่ฟังเสียง จึงถูกรถชนจนเสียชีวิต

พ.ต.ท.สพัศ  ปราการพิทักษ์ สว.สอบสวน สภ.คูคต เปิดเผยว่า พร้อมด้วยแพทย์เวร จากโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ทำการสถานที่เกิดเหตุบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน  พร้อมกับให้ทางมูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งชันสูตรอีกครั้งที่รพ. ภูมิพลอดุลยเดช และเชิญตัวผู้ขับขี่ไปสอบปากคำเพิ่มเติมเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป

เรื่องเด่น

ไม่เอาใจไม่อ่อนโยน สาวฉกรรจ์เมืองพัทยาไล่ชกฝรั่ง ฉุนไม่เลี้ยงข้าว

สาวประเภทสองเมืองพัทยาสร้างวีรกรรม อ้อนฝรั่งเมืองน้ำหอม หวังเลี้ยงข้าวก่อนรุ่งเช้า แต่อีกฝ่ายไม่ยอมเล่นด้วย เดือดจัดไล่ชกจ้าละหวั่น ทำเผ่นหนีมาแจ้งตำรวจ

(16 ก.ย.) เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา พ.ต.ท.ธัชญ์ศักดิ์ จีรัฐติกุลชัย สว.สอบสวน สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งจาก นายล็อตฟี อายุ 43 ปี สัญชาติฝรั่งเศส ระบุว่า ถูกสาวประเภทสองทำร้ายร่างกายหน้าร้านจำหน่าย กระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล บริเวณอล์คกิ้ง สตรีท พัทยาใต้ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืยสวนลงพื้นที่ตรวจสอบ

โดยผู้เสียหายได้นั่งวินจัรยายนมาที่ สภ.เมืองพัทยา ด้วยอาการตื่นตระหนกตกใจ พร้อมเล่าว่าได้ถูกสาวประเภทสองทำร้ายร่างกาย เพราะสาวประเภทสองเข้ามารบเร้า แม้ว่าตนจะพยายามปฏิเสธแล้วก็ตาม แต่สาวประเภทสองก็ยังไม่ลดละความพยายาม อ้างว่าหิว อ้อนให้ซื้ออาหารให้กิน

แต่ตนได้บอกกลับไปว่าไม่มีเงินสด แต่ฝ่ายสาวประเภทสองก็ยังไม่ยอมฟัง และอยู่ๆ ก็โมโหขึ้นมา จึงได้ทำร้ายร่างกาย ตนพยายามวิ่งหนีไปขึ้นรถจักรยานยนต์รับจ้าง เพราะไม่น่าจะสู้แรงไหว แต่สาวประเภทสองก็ยังวิ่งตามมาไล่ชกเข้าที่คอ ก่อนที่วินจะขี่พาหนีมาแจ้งความที่สถานีตำรวจดังกล่าว

ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ได้ประสานงานกับ ร.ต.อ.ณธกร จันทร์ลอด รอง สว.สส.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ จนสามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุมาได้คือ นายนรินทร์ อายุ อายุ 34 ปี ก่อนควบคตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนิคดีตามกฎหมายต่อไป

เรื่องเด่น

อดีตผู้จัดการโรงแรมบุกห้องข่มขืนลูกค้าสาว หนีคดี 3 ปี ตำรวจจับคาผ้าเหลือง

ตำรวจบุกจับคาผ้าเหลือง อดีตผู้จัดการโรงแรมบุกห้องข่มขืนลูกค้าสาว บวชเป็นพระ หนีคดี 3 ปี

(11 ก.ค.62) เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม พร้อมด้วยตำรวจ สภ.อ่าวลึก จ.กระบี่ เข้าควบคุมตัว นายทะนงศักดิ์ อายุ 45 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ 21/2559 ลงวันที่ 22 มกราคม 2559 ซานความผิด ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้นั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารุขัดขืนได้  และบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ซึ่งเบื้องต้นพระรูปนี้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาในชั้นจับกุม

สำหรับคดีนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 ม.ค.59 ได้มีหญิงสาวรายหนึ่งอายุประมาณ 20 ปี เข้าแจ้งความต่อตำรวจ สภ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ว่า ได้ถูกผู้จัดการโรงแรม ซึ่งทราบชื่อคือ นายทะนงศักดิ์ ได้เข้ามาที่ห้องพักของนางสาวเอ (นามสมมุติ) ซึ่งได้เข้ามาพักที่ห้องเช่าของโรงแรมในคืนดังกล่าว จากนั้นผู้ต้องหาได้บุกเข้ามาในห้อง ใช้ลิ้นเลียและสอดนิ้วใส่ถึง 30 นาที โดยที่ไม่สามารถต่อสู้ขัดขืนได้ หลังจากนั้นผู้ต้องหาได้หลบหนีไป จึงได้แจ้งทางโรงแรม ให้ทราบและแจ้งความไว้ จนนำมาสู่การจับกุมดังกล่าว

เบื้องต้นนายทะนงศักดิ์ ให้การว่า หลังหลบหนีได้มาที่ จ.กระบี่ และบวชเป็นพระแห่งหนึ่งในวัดที่ อ.อ่าวลึก ใกล้โรงงานผลิต แอร์บับเบิ้ล กันกระแทกราคาถูก  วันนี้ได้มาเยี่ยมญาติที่ป่วยที่ รพ.อ่าวลึก ก่อนถูกจับกุมดังกล่าว ตำรวจเตรียมนำตัวส่งพนักงานสอบสวนสภ.ขนอม ดำเนินคดีต่อไป

เรื่องเด่น

สุดสะพรึง เนื้อไก่ดิบกระดึ๊บออกจากโต๊ะอาหาร ทำลูกค้าร้องเสียงหลง

สื่อเดอะซันได้แพร่ภาพที่น่าแปลกใจและขยะแขยง เมื่อชิ้นเนื้อไก่ดิบค่อยๆ กระดึ๊บออกจากจานบนโต๊ะของร้านอาหารแห่งหนึ่ง ทำให้ลูกค้าจีนคนหนึ่งกรีดร้องเสียงหลง ขณะที่ชาวเน็ตตั้งฉายาให้มันว่า “เนื้อไก่ซอมบี้”

ภาพในวิดีโอจะเห็นจานเนื้อไก่สดวางอยู่บนโต๊ะเคียงข้างอาหารอื่นๆ ภายในร้านอาหารแห่งหนึ่งอยู่ไกล้ๆร้าน จำหน่าย กระดาษลูกฟูก กระดาษลูกฟูก 2ชั้น แต่ระหว่างนั้นชิ้นเนื้อไก่ดิบก็เริ่มกระดุกกระดิกไปมา จากนั้นมันก็ค่อยๆ กระดึ๊บปีนออกจากจาน ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของลูกค้าหญิงคนหนึ่ง ก่อนที่มันจะร่วงตกโต๊ะไป

วิดีโอดังกล่าวถูกโพสต์ลงบนเฟซบุ๊กของ Rie Phillip และนับตั้งแต่นั้นมีผู้เข้าชมแล้วมากกว่า 4.6 ล้านครั้ง

ไม่เป็นที่ชัดเจนว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ใด แต่จากที่มีตะเกียบวางอยู่บนจาน บ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้ที่มันอาจเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น, จีนหรือไม่ก็เกาหลี

ผู้คนที่โพสต์แสดงความคิดเห็นพากันสันนิษฐานว่าการเคลื่อนไหวของเนื้อไก่ดิบน่าจะมีต้นตอจากปลายประสาทของไก่ยังไม่ตายดี โดยหนึ่งในนั้นบอกว่า “เป็นเรื่องปกติ เพราะเนื้อที่สดมากๆ กล้ามเนื้อยังอาจเคลื่อนไหวอยู่”

เป็นที่ทราบกันดีว่าไก่เป็นสัตว์ที่สามารถอยู่รอดและเคลื่อนไหวได้แม้หัวของมันจะขาดก็ตาม โดยในประเทศก็เคยมีข่าวว่าไก่ตัวหนึ่งอยู่รอดนานหลายสัปดาห์ ทั้งที่มันอยู่ในสภาพหัวขาดเหลือแต่คอที่เปรอะไปด้วยเลือด

ส่วนไก่ไร้หัวที่มีอายุยืนที่สุดในโลกได้แก่เจ้าไมค์ ไก่ในฟาร์มแห่งหนึ่งในเมืองฟรูอิทา รัฐโคโลราโด สหรัฐฯ โดยมันมีชีวิตอยู่รอดนานถึง 18 เดือน ระหว่างปลายปี 1945 ถึงปี 1947

เรื่องเด่น

เด็กหญิงวัย 14 ทำมือถือหาย หนุ่มหื่นเก็บได้ขู่เผยแพร่ภาพลับ-เรียกออกไปข่มขืน

(29 มิ.ย.62) ทีมสืบสวนนครบาล 9 ร่วมกับ ชุดสืบสวนสน.ภาษีเจริญ พร้อมด้วยชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ร่วมกันจับกุมตัว นายศิลา อายุ 45 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา เด็กหญิงอายุ 14 ปี , พรากผู้เยาว์ โดยจับกุมได้ที่บริเวณห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านบางแค ไกล้กับร้านจำหน่าย ฟิล์มยืด ฟิล์มพันพาเลท

สำหรับการจับกุมในครั้งนี้สืบเนื่องจากได้มีผู้ปกครองของ เด็กหญิง อายุ 14 ปี มาแจ้งความกับตำรวจ สน. ภาษีเจริญ ว่าถูกคนร้ายบังคับข่มขืน เนื่องจากผู้เสียหายทำโทรศัพท์มือถือส่วนตัวหล่นหายไป ซึ่งภายในโทรศัพท์มีภาพเซลฟี่ของผู้เสียหายอยู่ในเครื่อง โดยนายศิลา ผู้ต้องหารายนี้เก็บโทรศัพท์ได้ และข่มขู่ให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงวัย 14 ปี ออกมาเจอก่อนจะบังคับข่มขืนกระทำชำเรา และปล่อยตัวไป

จากนั้นคนร้ายย่ามใจได้โทรศัพท์ ข่มขู่ให้ผู้เสียหายไปพบ ผู้เสียหายหวาดกลัวจึงแจ้งผู้ปกครองและไปแจ้งความไว้ที่ สน. ภาษีเจริญ ตำรวจจึง รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอศาลออกหมายจับ และซ้อนแผนให้ผู้เสียหายนัดเจอกับผู้ต้องหารายนี้ ก่อนจะติดตามจับกุมตัวนายศิลาไว้ได้และคุมตัวไปที่ สน.ภาษีเจริญ เพื่อให้ผู้เสียหายชี้ตัว

ชาวบ้านโวย ทางหลวงซ่อมถนน ทำรถติดยาว

ชาวปทุมธานีโวย ทางหลวงเปิดผิวถนนซ่อมทำรถติดยาวหลายกิโลเมตร

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่หลังได้รับการร้องเรียน จากประชาชนว่าเกิดการจราจรติดขัดในช่วงเวลาเร่งด่วน เนื่องจากโครงการซ่อมแซมผิวถนนเส้นทางปทุมธานี-รังสิต ตรงข้ามโรงงานผลิต ถุงแก้วฝากาว และ ถุงแก้วแถบกาว ซึ่งพบว่าสภาพถนนเป็นเส้นทางหลักที่ประชาชนใช้สัญจร ซึ่งในเวลาเร่งด่วนจะมีรถใช้เส้นทางจำนวนมากทำให้รถติดเป็นระยะทางยาวหลายกิโลเมตร ตรวจสอบมีป้ายประกาศของแขวงทางหลวงปทุมธานี สำนักงานทางหลวงที่ 13 กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ระบุโครงการดังกล่าว เป็นการจ้างเหมาทำงานบูรณะทางผิวคอนกรีต ทางหลวงหมายเลข 346 ตอนสะพานคลองเปรม สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาปทุมธานี ระหว่าง กม.7+500-กม.10+200 ด้านทางขวา (เป็นช่องๆ) ปริมาณงาน 12,900 SQM. เลขที่สัญญาเลขที่ ปท.19/2563 เริ่มสัญญาวันที่ 13 พฤษภาคม 2563 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 9 กันยายน 2563 ระยะเวลา 120 วัน วงเงินค่าก่อสร้าง 18,744,000 บาท

เบื้องต้นหลังจากที่ผู้รับเหมาได้เปิดผิวถนน และได้มีเครื่องจักรลงพื้นที่เริ่มดำเนินงานต่อ มีการติดตั้งป้ายเส้นทางเบี่ยง เพื่อให้รถยนต์สามารถใช้เส้นทางวัดสำแลเป็นทางทางลัดไปยังเส้นทางปทุมธานี-รังสิต หลีกเลี่ยงรถติดในเส้นทางที่กำลังบูรณะซ่อมแซม คาดว่าจะใช้เวลาพอสมควรเนื่องจากสภาพผิวเส้นทางจราจรในช่วงนี้ชำรุดขลุกขลักเป็นเวลานานแล้ว เมื่อเปิดผิวถนนด้านขวา ทำให้รถใช้สัญจรได้เพียงช่องทางซ้าย และแซงกันบนขอบทางเลนซ้ายทำให้เส้นทางชำรุดเพิ่มขึ้นอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ นอกจากนี้เส้นทางถนนหมายเลข 347 เส้นทางสายเทคโนปทุมธานี–บางปะอิน ขาเข้าปทุมธานี จากเส้นทาง 5เลน จะไปรวมเพียง 2 เลน ทำให้ช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ต่างคนต่างกลับบ้าน ทำให้รถติดเป็นระยะเวลานาน หากเปิดช่องจราจรอีก 1 ช่องทาง เป็น 3 ช่องทาง คาดว่าจะทำให้ประชาชนใช้เส้นทางได้สะดวกยิ่งขึ้น