เรื่องเด่น

แม่ปล่อยโฮ กำลังขับเก๋งไปรับศพลูกสาว จู่ๆ ไฟหวิดไหม้รถ

แม่ถึงกับปล่อยโฮ ขับเก๋งเตรียมไปรับศพลูกสาวที่เพิ่งเสียชีวิต จู่ๆ ไฟหวิดลุกห้องเครื่องรถ เคราะห์ดีชาวบ้านช่วยดับทัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (27 ต.ค.) ชาวบ้านและผู้เห็นเข้าช่วยเหลือคนขับขับรถยนต์เก๋ง โตโยต้าคัมรี่ ทะเบียน 8668 กทม. ที่ไฟกำลังเริ่มลุกไหม้บริเวณห้องเครื่อง แต่สามารถดับไว้ได้ก่อนที่จะลุกลามเสียหาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่บริเวณหน้าร้านจำหน่ายเทปใส เทปกาว หมู่บ้านเมืองทอง ตำบลปากนคร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าของรถคือ นางหทัยกาญจน์ อายุ 64 ปี ชาวตำบลท่าซัก อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อยู่ในสภาพขวัญเสียและอยู่ในความเครียดอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเข้าไปพูดคุย นางหทัยกาญจน์ ถึงกับร่ำไห้ออกมา และบอกว่ามาเกิดเหตุเหตุการณ์นี้ขึ้นอีกลูกสาวก็ป่วยและเพิ่งเสียชีวิต ศพยังฝากไว้ที่ รพ.มหาราช เพื่อรอรับออกมาบำเพ็ญกุศลในวันนี้

นางหทัยกาญจน์ บอกว่า ขณะเกิดเหตุได้ขับรถมาแวะกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายที่จะไปรับศพและจัดงานศพลูกสาวที่วัดบุญนารอบ ในตัวเมืองแต่หลังจากมาจากจอดรถได้เกิดกลุ่มควันออกมาจากห้องเครื่องยนต์ ผู้เห็นเหตุการณ์และเจ้าหน้าที่ได้มาช่วยกันไว้ได้ และแจ้งช่างเข้าตรวจสอบความเสียหาย

ต่อมาช่างแบตเตอรี่ได้เข้าตรวจสอบพบว่าแบตเตอรี่มีความร้อนสูง และขั้วของแบตเตอรี่ร้อนจนละลายเป็นจุดที่เริ่มเกิดเปลวไฟ ส่วนกลุ่มควันเกิดจากความร้อนและจารบีที่เคลือบขั้วแบตเตอรี่

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเคราะห์ดีที่ผู้เห็นเหตุการณ์ช่วยไว้ได้ทัน เนื่องจากรถคันนี้ติดตั้งระบบแก๊ซ LPG เป็นเชื้อเพลิง หากไฟเกิดลุกลามขึ้นอาจเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงขึ้นได้

เรื่องเด่น

5 เดือนไม่มีอะไรคืบ ญาติบุกทวงคดีป้าเศรษฐินีโดนแทงดับคาบ้าน

ญาติบุกทวงคดีคุณป้าเศรษฐินีวัย 62 ถูกแทงดับคาบ้าน ผ่านมา 5 เดือน คนร้ายยังลอยนวล ทำครอบครัวผวาไม่ปลอดภัย ตำรวจแจงว่าหลักฐานยังไม่ครบ

(22 ต.ค.) นายสุทัศน์ อายุ 50 ปี น้องชายของนางสมบุญ อายุ 62 ปี ที่ถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดแทงจนเสียชีวิต ภายในบ้านพัก ต.หนองตอง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ข้างโรงงานผลิตแอร์บับเบิ้ล กันกระแทกราคาถูก เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2562 พร้อมกลุ่มญาติกว่า 10 คน สวมเสื้อยืดสีขาวสกรีนภาพของนางสมบุญ พร้อมข้อความ “ไม่ลืมแม่หลวงบาง สมบุญ”

ส่วนด้านหลังสกรีนข้อความ “อย่าให้ฆาตกรลอยนวล” พร้อมกับถือภาพถ่ายนางสมบุญ เข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้บัญชากาตำรวจภูธรภาค 5 ขอให้เร่งรัดตามจับกุมฆาตกรที่ก่อเหตุมาลงโทษโดยเร็ว หลังผ่านไปกว่า 5 เดือนแต่ยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้

ขณะที่ พ.ต.อ.วิวัฒน์ชัย พงษ์วิวัฒน์ชัย รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 เป็นตัวแทนออกมารับหนังสือจากกลุ่มญาติ พร้อมเชิญทั้งหมดเข้ารับฟังการชี้แจงการทำงานของตำรวจและความคืบหน้าทางคดี

นายสุทัศน์ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุผ่านมานานกว่า 5 เดือน แต่ยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้ คดีที่เกิดขึ้นกับพี่สาวของตน ถือเป็นคดีสะเทือนขวัญ เพราะคนร้ายลงมืออย่างโหดเหี้ยม บุกเข้าไปแทงพี่สาวถึงในบ้าน โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทุกวันนี้คนในครอบครัวยังหวาดกลัว รู้สึกไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน เพราะหลังคนร้ายยังลอยนวลอยู่

พ.ต.อ.วิวัฒน์ชัย กล่าวว่า ตำรวจยังทำงานต่อเนื่องหลังเกิดเหตุ เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม แต่อาจจะไม่ได้แจ้งให้ทางญาติทราบถึงความคืบหน้า คดีนี้ต้องใช้เวลา เนื่องจากยังมีอุปสรรคบางอย่างและหลักฐานยังไม่ครบ แต่ขอให้ทางญาติมั่นใจว่าตำรวจจะเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน โดยตำรวจยังไม่ได้ตัดประเด็นอะไรทิ้ง เพราะผู้ตายนั้นเป็นคนมีฐานะ ปล่อยเงินกู้และที่ผ่านมามีคดีฟ้องร้อง 2 คดี

สำหรับคดีนี้ นางสมบูรณ์ อายุ 61 ปี ถูกคนร้ายบุกเข้าไปแทงถึงในบ้านพัก หลังกลับจากงานศพของคนในหมู่บ้าน ขณะเกิดเหตุภายในบ้านมีสามี รวมทั้งลูกสาวและลูกเขยนอนอยู่ หลังก่อเหตุคนร้ายได้วิ่งหลบหนีและปีนรั้วออกไปทางหลังบ้าน หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้เรียกสามีผู้เสียชีวิต ลูกสาวและลูกเขยมาสอบปากคำ ในฐานะพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์แล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า

เรื่องเด่น

เจ้าบ่าวหมาดๆ แต่งงานแค่ 2 วัน ชักปืนโชว์ลูกน้อง กระสุนลั่นเจาะหัวตัวเองดับ

(23 ต.ค.62) เมื่อเวลา 01.00 น. ร.ต.อ. วิชิต ลาชัย องสารวัตรสอบสวน สภ น้ำโสม อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี ได้รับแจ้งว่ามีเหตุคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ภายในบ้าน หมู่ที่ 1 บ้านน้ำโสม ต.น้ำโสม อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี ข้างโรงงานผลิตกระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล เมื่อรับแจ้งแล้วจึงรายงานไปยัง พ.ต.อ. อาลักษณ์ เจริญธนกุล ผกก.สภ. น้ำโสม และประสานไปยัง กู้ชีพ รพ. น้ำโสม พร้อมชุดกู้ภัยน้ำโสม รุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนไม้ 2 ชั้น ภายในบ้านพบ นายอนุชา อายุ 38 ปี  สวมเสื้อยืดสีขาวคลุมด้วยเสื้อแขนยาวลายพรางทหาร นุ่งกางเกงยีนส์ขายาว ถูกยิงที่ศีรษะบริเวณขมับขวา นอนจมกองเลือดอยู่ข้างตู้เก็บของกลางบ้าน อาการสาหัส ทางเจ้าหน้าที่กู้ชีพ รพ.น้ำโสม พร้อมชุดกู้ภัยน้ำโสม ได้นำตัวส่งโรงพยาบาลน้ำโสม แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากการสอบสวน น.ส. ปุ๋ย (นามสมมุติ) อายุ 25 ปี เจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ ให้การว่า ตนเป็นหลานสาวของนายอนุชา วานนี้ตนกับเพื่อนผู้ชายอีก 3 คน นั่งดื่มกินกันภายในบ้าน จากนั้นนายอนุชา พร้อมนางเต้ย (นามสมมุติ) ภรรยานายอนุชา ได้มาหาพวกตนที่บ้าน จากนั้นก็ได้นั่งดื่มกินกัน จากนั้นนายอนุชาให้ตนโทรศัพท์ไปเรียกนายป๊อบมาหาเพื่อจะทวงเงินที่ค้าง

จากนั้นนายอนุชา ได้นำปืนออกมาโชว์ให้ทุกคนดู พร้อมกับกระชากขึ้นลำปืน จนลูกกระสุนกระเด็นออกมา จากนั้นนายอนุชาได้ดันเซฟปืนแล้วพูดว่าเซฟปืนรุ่นนี้ดี และเมื่อนายป๊อบมานายอนุชาได้ทวงถามเงินจากนายป๊อบ แล้วก็เอาปืนยกขึ้นมาโชว์แล้วก็พูดว่าปืนรุ่นนี้เซฟดี ซึ่งตนก็ได้เดินไปห้องครัวหลังบ้านเพื่อไปทำอาหารมากิน จากนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด ตนจึงวิ่งออกมาดู พบนายอนุชา นั่งพิงตู้เก็บของ ที่ศีรษะมีเลือดออก ส่วนปืนตกอยู่ที่ขา เพื่อนชายอีก 3 คน ยืนดูด้วยความตกใจ จากนั้นตนจึงไปบอกหลานสาวให้โทรศัพท์แจ้ง 1669 และกู้ภัย เพื่อนำนายอนุชาไปส่งโรงพยาบาล แล้วไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

ต่อมาเวลา 12.00 น. พล ต.ต. นันทชาติ ศุภมงคล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี เดินทางมาตรวจที่เกิดเหตุด้วยตัวเองอย่างละเอียดจากนั้นเดินทางมาที่ สภ. น้ำโสม เพื่อสอบปากคำผู้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยตัวเอง โดยใช้เวลาสอบสวนประมาณ 2 ชั่วโมง จึงเดินทางกลับ

Advertisement

นางเต้ย (นามสมมุติ) อายุ 29 ปี ภรรยานายอนุชา  ให้การว่าตนกับผู้ตายคบหากันมาได้เพียง 1 เดือน และพึ่งได้แต่งงานกันได้เพียง 3 วัน ซึ่งนายอนุชา บอกตนว่าอยากแต่งงาน มีครอบครัว เพื่อสร้างอนาคต หลังจากนายอนุชาเคยถูกจับดำเนินคดีเรื่องยาเสพติด และพ้นโทษออกมาได้ 5 เดือน  ซึ่งนายอนุชาชอบเล่นปืน และเอาปืนมาโชว์ลูกน้องบ่อยครั้ง ซึ่งตนก็เคยบอกว่าอย่าทำแบบนี้มันอันตราย วานนี้ช่วงเวลา 20.30 น. ผู้ตายได้โทรศัพท์หาลูกน้อง ชื่อนายป๊อบ (นามสมมุติ)  เพื่อทวงถามเงินที่ค้างกัน หลังจากโทรศัพท์เสร็จผู้ตายจึงได้พาตนซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาที่บ้านเกิดเหตุช่วงประมาณ 21.00 น. เมื่อมาถึงพบว่ามีชายหญิงรวม 4 คน นั่งดื่มกินกันอยู่ที่เตียงกลางบ้าน ตนจึงนั่งกินกับนายอนุชาและเพื่อนอยู่สักพักผู้ตายจึงบอกให้ตนกลับบ้านไปก่อน อีก 1 ชั่วโมงค่อยมารับ นายอนุชาบอกว่าจะเคลียร์กับลูกน้องก่อนเรื่องเงินที่คงค้างกันในการทำธุรกิจด้วยกัน ตนจึงกลับมาบ้านและไม่นานก็มีญาตินายอนุชา โทรศัพท์ไปบอกว่าสามีตนถูกยิงเสียชีวิตแล้วศพอยู่โรงพยาบาล

พ.ต.อ. อาลักษณ์ เจริญธนกุล ผกก.สภ. น้ำโสม  เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุมีกองเลือดอยู่กลางบ้าน และพบอาวุธปืนซีแซด ขนาด 9 มม. ออโต้เมติก สีดำ 1 กระบอก ปลอกกระสุน 1 ปลอก และลูกกระสุน 1 นัด ตกอยู่ที่พื้นบ้าน และแมกกาซีน 2 อัน กระสุนจำนวน 16 นัด ซึ่งได้ทำการสอบสวนผู้อยู่ในเหตุการณ์ พยาน และ ภรรยา ให้การไปแนวทางเดียวกัน ว่านายอนุชาผู้ตายมีพฤติกรรมชอบเล่นอาวุธปืน ประมาท ควงปืนและชอบขึ้นลำแล้วเซฟปืน ยิงใส่หัวตัวเอง ซึ่งครั้งนี้ปืนได้ลั่นใส่ตัวเองเสียชีวิต

ส่วนประเด็นอื่น ซึ่งจากการสอบสวนพยานก็ให้การตรงกัน จะมีเพียงแค่นายอนุชาผู้ตายมีการทวงถามเงินที่ติดค้างจากลูกน้อง แต่คนที่ถูกทวงถามก็ไม่สามารถที่จะก่อเหตุได้เนื่องจากนายอนุชาผู้ตาย จะพกปืนติดตัวอยู่เป็นประจำ ซึ่งนายอนุชาเคยมีประวัติถูกจับเรื่องยาเสพติดและพ้นโทษออกมาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่วนอาวุธปืนนายอนุชา ซื้อมาจากคนรู้จัก ซึ่งกำลังตรวจสอบว่าเป็นปืนที่ซื้อมาถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งทางภรรยาและญาติไม่ติดใจในการเสียชีวิต

เรื่องเด่น

แม่ชี พักผ่อนน้อย ควบเก๋งหลับใน เสียหลัก ชนเสาไฟ รถกระเด็น ล้อชี้ฟ้า

วันที่ 21 ต.ค. สภ.เขาบางแกรก จ.อุทัยธานี รับแจ้งเหตุรถเก๋งเสียหลักพลิกคว่ำอยู่ข้างถนน บริเวณข้างโรงงานผลิตฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส บนถนนสายหนองฉาง-ลานสัก ม.1 ต.เขากวางทอง อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี หลังรับแจ้งจึงประสานไปกู้ภัยอุทัยธานี (จุดหนองฉาง) รุดไปตรวจสอบพร้อมให้การช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุพบ ชีพราหมณ์นุ่งขาวห่มขาว ทราบชื่อ น.ส.พมร สีกากี อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 100 ม.11 ต.ไผ่เขียว อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี อยู่ในสภาพศีรษะแตก เป็นแผลยาว กู้ภัยปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่ง ร.พ.หนองฉาง ข้างทางพบรถเก๋ง เลขทะเบียน กจ 8565 อุทัยธานี สภาพพลิกคว่ำหงายท้องล้อชี้ฟ้า ด้านหน้าฝั่งซ้ายยุบ ได้รับความเสียหาย

น.ส.พมร เปิดเผยว่า ตนมาบวชที่วัดหนองมะกอก ต.หนองนางนวล เมื่อช่วงสายได้ขับรถไปทำธุระที่บ้าน และ วัดลานสัก อ.ลานสัก พอเสร็จธุระ จึงเดินทางกลับวัดหนองมะกอก เพื่อจะบวชต่อ ในระหว่างที่ขับรถกลับมานั้นได้เกิดมีอาการหลับในขึ้น เนื่องจากช่วงกลางคืนนั้นไม่ได้นอนพักผ่อน ขณะนั้นรถเกิดเสียหลักลงข้างทางไปชนเสาหลักลายข้างทาง และเสาไฟฟ้าส่องสว่างจนเสาคดง้อแล้วทำให้รถกระเด็นพลิกตีลังกา หลายตลบตกลงข้างทางทำให้ตนเองได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

เรื่องเด่น

สามเณรโดนขังคากุฏิ 5 วัน อยู่เป็นทาสเซ็กส์-ปรนนิบัติกามให้เจ้าอาวาส

พ่อเดือดจัด! บุกเข้าช่วยสามเณรลูกชายวัย 13 ปี ถูกจับขังเอาไว้ในกุฏิของเจ้าอาวาสนานถึง 5 วัน ไม่สามารถออกไปไหนได้ พร้อมบังคับให้อมอวัยวะเพศ-บำเรอกาม

(15 ต.ค.) นายจอม (นามสมมติ) อายุ 33 ปี ได้นำตัว สามเณรนนท์ (นามสมมติ) อายุ 13 ปี เข้าแจ้งความที่ สภ.หนองขาว อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี หลังจากที่สามเณรลูกชายถูกเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่ง ข้างโรงงานผลิตที่ตัดเทป ตัวตัดเทป กักขังตัวเอาไว้ภายในกุฏิวัดนานถึง 5 วันเต็ม โดยไม่อนุญาตให้ออกไปไหน

กระทั่งในเวลาต่อมา สามเณรนนท์ ทนไม่ไหว จึงได้โทรศัพท์เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้พ่อฟัง ก่อนที่จะญาติๆ จะพยายามหาทางช่วยเหลือออกมา แล้วพาย้ายไปจำวัดที่อื่นแทน หลังจากนั้นจึงได้พบข้อความสนทนาผ่านแชทที่สามเณรเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยพบว่าหลวงพ่อได้สั่งให้ส่งตัวสามเณรเข้าไปปรนิบัติในกุฏิ

ล่าสุดได้นำหลักฐานข้อความดังกล่าวมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจากการสอบสวนเบื้องต้น สามเณรนนท์ เปิดเผยว่า หลวงพ่อมักจะเรียกให้เข้าไปหาในกุฏิ ก่อนจะสั่งให้บีบนวดให้ จากนั้นจึงบังคับให้ทำออรัลเซ็กส์อยู่บ่อยครั้ง โดยบางครั้งจะถูกขังไม่ให้ออกไปนอกกุฏิ ไม่เช่นนั้นจะถูกทำร้าย ทำให้ไม่กล้าขัดขืดและต้องยอมทำตาม และเมื่อโอกาสจึงได้ติดต่อหาพ่อและเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง พร้อมขอความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมนำตัวสามเณรผู้เสียหายไปสอบสวนหาข้อมูลร่วมกับเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพที่สำนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี หากพบว่ามีมูลเตรียมออกหมายเรียกเจ้าอาวาส เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

เรื่องเด่น

ผัวแค้นเมียปันใจ ดักฆ่าโหดหนุ่ม! ใช้ขวดตีหัวก่อนปาดคอ แต่กรดฆ่ายางโดนลูกตัวเองสาหัส

ที่ สภ.บางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช ช่วงเช้าที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน สภ.บางขัน ได้คุมตัวนายอภิชาต อายุ 32 ปี และเก็บหลักฐานอาวุธมีดของกลางที่ใช้ก่อเหตุ ไปฝากขังยังศาลจังหวัดทุ่งสง หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมาตกเป็นผู้ต้องหาใน 2 ข้อหาคือ ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และทำร้ายร่างกายผู้อื่น โดยนายอภิชาต ผู้ต้องหารายนี้เป็นผู้ที่ขับรถจักรยานยนต์มาแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าได้ฆ่าคนและขอมอบตัวด้วยตัวเอง ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบว่ามีการฆาตกรรมเกิดขึ้นจริงตามที่นายอภิชาตแจ้ง

ทั้งนี้ เมื่อคืนที่ผ่านมา (26 ก.ย.) เจ้าหน้าที่พบว่าจุดเกิดเหตุอยู่ที่บริเวณสามแยกสวนยางพารา หมู่ที่ 16 ต.บ้านลำนาว อ.บางขัน พบศพนายสุกรียา อายุ 36 ปี เสียชีวิตในสภาพใบหน้าและร่างกายมีแผลพุพองที่เกิดจากน้ำกรดฆ่ายาง นอกจากนั้นบริเวณลำคอและลำตัวพบบาดแผลฉกรรจ์หลายแผล ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบขวดแก้วบรรจุน้ำกรดฆ่ายางแตกกระจาย และพบรถจักรยานยนต์ล้มอยู่ที่เกิดเหตุ 1 คัน

ขณะเดียวกันพบว่ามีผู้บาดเจ็บในกรณีเดียวกัน 1 รายคือ ลูกชายวัย 10 ขวบของผู้ก่อเหตุ ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกกรดฆ่ายางกระเซ็นเข้าราดบริเวณลำตัว ซึ่งถูกนำตัวส่ง รพ.บางขัน หลังจากแพทย์ได้ช่วยเหลือในเบื้องต้วแล้วจึงนำตัวส่ง รพ.มหาราช นครศรีธรรมราช เพื่อให้แพทย์เฉพาะทางเร่งให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม นางกัลยา อายุ 30 ปี ภรรยาของผู้ตายยืนยันว่าผู้ก่อเหตุคือนายอภิชาติ ซึ่งเป็นอดีตสามีที่เลิกรากันไปราว 1 ปีแล้ว หลังจากนั้นได้มาอยู่กินกับสามีใหม่คือนายสุกรียา ก่อนเกิดเหตุนายสุกรียาขับรถจักรยานยนต์พาบุตรชายที่เกิดกับนายอภิชาตซ้อนท้ายไปซื้อเทปใส เทปกาวที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นขณะที่กำลังขับรถกลับบ้าน ปรากฏว่านายอภิชาตขับรถจักรยานยนต์ตามไปแล้วบังคับให้นายสุกรียาจอดรถ ก่อนที่จะใช้ขวดน้ำกรดฆ่ายางที่มีน้ำกรดอยู่เต็มตีศีรษะแล้วปาดคอแทงซ้ำหลายครั้ง แล้วน้ำกรดฆ่ายางกระเซ็นไปโดนลูกชายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่นายอภิชาตขับรถหายไปมารู้ภายหลังว่าได้ไปแจ้งความด้วยตัวเองและเข้ามอบตัวกับตำรวจ

ขณะที่ นายอภิชาต ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาหลังจากที่เข้าแจ้งเหตุฆาตกรรมกับเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง ยอมเปิดเผยสาเหตุในการก่อเหตุว่าสาเหตุที่ตัดสินใจก่อเหตุ เนื่องจากประมาณ 2-3 เดือนที่ผ่านมาถูกนายสุกรียาข่มขู่ฆ่า ทำให้ตนไม่กล้าออกไปกรีดยางพาราและต้องหวาดระแวงตลอดเวลา

ประกอบกับเชื่อว่าโดนทำคุณไสยใส่ภรรยาเป็นเหตุให้ภรรยาเลิกราไปอยู่กินกับผู้ตาย รวมทั้งทำคุณไสยใส่ตนเองจนทำให้มีอาการแปลกประหลาดเช่นปัสสาวะเป็นเลือด ทำให้มีความแค้นบวกกับความหึงหวง เมื่อมาเจอนายสุกรียาที่ร้านค้าจึงเกิดความโกรธแค้นขึ้นมา ตัดสินใจขับรถจักรยานยนต์ตามไปที่เกิดเหตุและใช้ขวดน้ำกรดฆ่ายางซึ่งตั้งใจจะซื้อไปผสมยางตามปกติแต่เอามาใช้ในการก่อเหตุ หลังจากนั้นจึงไปแจ้งเจ้าหน้าที่ด้วยตัวเองเพื่อขอยอมรับผิดทั้งหมด

เรื่องเด่น

พ่อเลี้ยงฝรั่งลักพาตัวเด็กหญิง 9 ขวบ แม่แทบพลิกขอนแก่นหา ร่ำไห้ขอลูกสาวคืน

(24 ก.ย. 62) จากกรณีเพจเฟซบุ๊ก “คนกระนวน” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า เด็กหญิง 9 ขวบ ถูกพ่อเลี้ยงลักพาตัวไปจากโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ตอนนี้แม่เป็นห่วงมาก จึงขอความร่วมมือทุกท่านที่พบเห็นช่วยแจ้งเบาะแส

ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อผู้เสียหาย ทราบชื่อต่อมาคือ นางสาวบุญไท มีอาการกระวนกระวายเป็นห่วงลูกสาวเป็นอย่างมาก พร้อมกับพูดผ่านสื่อ ยกมือไหว้ทั้งน้ำตา และพูดภาษาฟินแลนด์เพื่อสื่อสารให้สามีคือ MR.KOSKINEN JARKKO TUOMAS ที่กำลังดูข่าวขอให้นำลูกสาวกลับคืนมา เพราะคิดถึงลูกสาวมาก ไม่รู้ว่าลูกจะเป็นอย่างไรบ้าง กลัวลูกสาวจะถูกทำร้าย

นางสาวบุญไท กล่าวว่า ก่อนที่ลูกและสามีใหม่จะหายไปแกเป็นคนขี้น้อยใจ หึงหวง เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาแกแอบเอาพาสปอร์ตของลูกทั้ง 2 คนคือที่เป็นผู้หญิงซึ่งเป็นลูกติดจากสามีเก่า และของลูกผู้ชายที่เกิดด้วยกันพร้อมด้วยกระเป๋าไปซ่อนไว้ในดงกล้วยข้างบ้าน ตนเองพยายามถามหาแกบอกว่ากระเป๋าหายไปจึงช่วยกันหา แต่แกก็เดินไปหยิบออกมาจากที่ซ่อน โดยในวันนี้ตนเองไม่อยู่บ้านไปทำธุระ สามีจึงได้โอกาสไปหาลูกสาวที่โรงเรียนตอนเที่ยง และก่อนหน้านั้นพยายามจะมารับลูกชายที่อยู่ในบ้านแต่ญาติไม่ยอมให้ จึงพาลูกสาวของตนเองหายไป ตนเองพยายามโทรหาก็ไม่รับสาย ไลน์ไปก็อ่านแต่ไม่ตอบกลับ ตนเป็นห่วงลูกมากกลัวจะทำมิดีมิร้ายกับลูกสาวตน จึงได้ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.กระนวนไว้ ส่วนสาเหตุที่ถูกลักพาลูกสาวหลบหนีไปยังไม่ทราบแน่ชัด ต้องรอเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนต่อไป

สำหรับสามีเก่าเป็นชาวฟินแลนด์ อาชีพวิศวะกรภายในโรงงานผลิตฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า อยู่กินกันมา 9 ปี มีบุตรด้วยกัน ชื่อ ด.ญ.โอลิเวีย อายุ 9 ปี เรียนชั้น ป.3 สาเหตุที่เลิกกับสามีเก่าเพราะถูกทำร้ายร่างกายอยู่เป็นประจำ จึงได้หย่ากัน โดยได้สามีใหม่เป็นชาวฟินแลนด์ด้วยกัน อาศัยคนละเมืองกันห่างกันเพียง 12 กิโลเมตรเท่านั้น โดยสามีใหม่ชื่อ MR.KOSKINEN JARKKO TUOMAS อาชีพเป็นช่างคอมพิวเตอร์และพนักงานรักษาความปลอดภัย โดยได้อยู่กินด้วยกัน 3 ปี มีบุตรด้วยกัน เพศชาย อายุ 3 ขวบ

ล่าสุดได้เดินทางกลับไทยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยได้ปลูกบ้านอยู่ด้วยกันแต่ยังไม่เสร็จในพื้นที่บ้านของพ่อแม่ฝ่ายหญิง ส่วนหลักฐานที่สามีใหม่เอาไปด้วย มีพาสปอร์ตลูกสาว ถือสัญชาติฟินแลนต์และไทย ทั้งนี้นางสาวบุญไท เกรงว่าสามีจะพาลูกสาวกลับไปยังประเทศฟินแลนด์

เรื่องเด่น

คุณป้าเดินข้ามถนน เก๋งชนโครมดับคาถุุงกับข้าว เพื่อนนั่งสะอื้นภาพสลดยังติดตา

(21 ก.ย.62) เมื่อเวลา 21.00 น. 2562 พ.ต.ท.สพัศ ปราการพิทักษ์ สว.สอบสวน สภ.คูคต ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุ รถชนคนเดินเท้ามีผู้เสียชีวิต ที่เกิดเหตุใกล้เคียงจุดกลับรถถนนลำลูกกา-พหลโยธินขาเข้า หน้าโรงงานผลิตกระดาษลูกฟูก ลูกฟูกม้วน ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยแพทย์เวรจาก รพ. ภูมิพลอดุลยเดช และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุกลางถนนพบรถเก๋งโตโยต้า วีออส สีเทา สภาพด้านหน้าพังยับกระจกบานหน้ามีรอยยุบจอดอยู่ ใกล้กัน พบร่างผู้เสียชีวิตเป็นหญิง 1 รายทราบชื่อต่อมา นางปราณี อายุ 50 ปี ซึ่งเป็นคนเดินข้ามถนนข้างตัวยังพบเครื่องปรุงแต่งรสชาติอาหารตกอยู่

นางสมศรี อายุ 50 ปี เพื่อนผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ตนเองและผู้เสียชีวิต ได้กลับจากการซื้อกับข้าวมาทำกินที่หอพัก ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามที่เกิดเหตุ  เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุตนและผู้ตายลงจากแท็กซี่จากนั้นตนเองก็ข้ามถนนโดยบอกให้ผู้ตายข้ามมาเพราะมองแล้วว่าปลอดภัยแต่ผู้ตายไม่ข้าม กระทั่งตนเองข้ามไปถึงกลางถนนแล้วผู้ตายกลับเดินข้ามมาตนเองบอกว่าอย่าข้าม เพราะรถมาใกล้แล้วแต่ผู้ตายไม่ฟังเสียง จึงถูกรถชนจนเสียชีวิต

พ.ต.ท.สพัศ  ปราการพิทักษ์ สว.สอบสวน สภ.คูคต เปิดเผยว่า พร้อมด้วยแพทย์เวร จากโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ทำการสถานที่เกิดเหตุบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน  พร้อมกับให้ทางมูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งชันสูตรอีกครั้งที่รพ. ภูมิพลอดุลยเดช และเชิญตัวผู้ขับขี่ไปสอบปากคำเพิ่มเติมเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป

เรื่องเด่น

ไม่เอาใจไม่อ่อนโยน สาวฉกรรจ์เมืองพัทยาไล่ชกฝรั่ง ฉุนไม่เลี้ยงข้าว

สาวประเภทสองเมืองพัทยาสร้างวีรกรรม อ้อนฝรั่งเมืองน้ำหอม หวังเลี้ยงข้าวก่อนรุ่งเช้า แต่อีกฝ่ายไม่ยอมเล่นด้วย เดือดจัดไล่ชกจ้าละหวั่น ทำเผ่นหนีมาแจ้งตำรวจ

(16 ก.ย.) เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา พ.ต.ท.ธัชญ์ศักดิ์ จีรัฐติกุลชัย สว.สอบสวน สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งจาก นายล็อตฟี อายุ 43 ปี สัญชาติฝรั่งเศส ระบุว่า ถูกสาวประเภทสองทำร้ายร่างกายหน้าร้านจำหน่าย กระดาษห่อพัสดุ กระดาษน้ำตาล บริเวณอล์คกิ้ง สตรีท พัทยาใต้ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืยสวนลงพื้นที่ตรวจสอบ

โดยผู้เสียหายได้นั่งวินจัรยายนมาที่ สภ.เมืองพัทยา ด้วยอาการตื่นตระหนกตกใจ พร้อมเล่าว่าได้ถูกสาวประเภทสองทำร้ายร่างกาย เพราะสาวประเภทสองเข้ามารบเร้า แม้ว่าตนจะพยายามปฏิเสธแล้วก็ตาม แต่สาวประเภทสองก็ยังไม่ลดละความพยายาม อ้างว่าหิว อ้อนให้ซื้ออาหารให้กิน

แต่ตนได้บอกกลับไปว่าไม่มีเงินสด แต่ฝ่ายสาวประเภทสองก็ยังไม่ยอมฟัง และอยู่ๆ ก็โมโหขึ้นมา จึงได้ทำร้ายร่างกาย ตนพยายามวิ่งหนีไปขึ้นรถจักรยานยนต์รับจ้าง เพราะไม่น่าจะสู้แรงไหว แต่สาวประเภทสองก็ยังวิ่งตามมาไล่ชกเข้าที่คอ ก่อนที่วินจะขี่พาหนีมาแจ้งความที่สถานีตำรวจดังกล่าว

ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ได้ประสานงานกับ ร.ต.อ.ณธกร จันทร์ลอด รอง สว.สส.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ จนสามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุมาได้คือ นายนรินทร์ อายุ อายุ 34 ปี ก่อนควบคตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนิคดีตามกฎหมายต่อไป

เรื่องเด่น

อดีตผู้จัดการโรงแรมบุกห้องข่มขืนลูกค้าสาว หนีคดี 3 ปี ตำรวจจับคาผ้าเหลือง

ตำรวจบุกจับคาผ้าเหลือง อดีตผู้จัดการโรงแรมบุกห้องข่มขืนลูกค้าสาว บวชเป็นพระ หนีคดี 3 ปี

(11 ก.ค.62) เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม พร้อมด้วยตำรวจ สภ.อ่าวลึก จ.กระบี่ เข้าควบคุมตัว นายทะนงศักดิ์ อายุ 45 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ 21/2559 ลงวันที่ 22 มกราคม 2559 ซานความผิด ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้นั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารุขัดขืนได้  และบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ซึ่งเบื้องต้นพระรูปนี้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาในชั้นจับกุม

สำหรับคดีนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 ม.ค.59 ได้มีหญิงสาวรายหนึ่งอายุประมาณ 20 ปี เข้าแจ้งความต่อตำรวจ สภ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ว่า ได้ถูกผู้จัดการโรงแรม ซึ่งทราบชื่อคือ นายทะนงศักดิ์ ได้เข้ามาที่ห้องพักของนางสาวเอ (นามสมมุติ) ซึ่งได้เข้ามาพักที่ห้องเช่าของโรงแรมในคืนดังกล่าว จากนั้นผู้ต้องหาได้บุกเข้ามาในห้อง ใช้ลิ้นเลียและสอดนิ้วใส่ถึง 30 นาที โดยที่ไม่สามารถต่อสู้ขัดขืนได้ หลังจากนั้นผู้ต้องหาได้หลบหนีไป จึงได้แจ้งทางโรงแรม ให้ทราบและแจ้งความไว้ จนนำมาสู่การจับกุมดังกล่าว

เบื้องต้นนายทะนงศักดิ์ ให้การว่า หลังหลบหนีได้มาที่ จ.กระบี่ และบวชเป็นพระแห่งหนึ่งในวัดที่ อ.อ่าวลึก ใกล้โรงงานผลิต แอร์บับเบิ้ล กันกระแทกราคาถูก  วันนี้ได้มาเยี่ยมญาติที่ป่วยที่ รพ.อ่าวลึก ก่อนถูกจับกุมดังกล่าว ตำรวจเตรียมนำตัวส่งพนักงานสอบสวนสภ.ขนอม ดำเนินคดีต่อไป

เรื่องเด่น

สุดสะพรึง เนื้อไก่ดิบกระดึ๊บออกจากโต๊ะอาหาร ทำลูกค้าร้องเสียงหลง

สื่อเดอะซันได้แพร่ภาพที่น่าแปลกใจและขยะแขยง เมื่อชิ้นเนื้อไก่ดิบค่อยๆ กระดึ๊บออกจากจานบนโต๊ะของร้านอาหารแห่งหนึ่ง ทำให้ลูกค้าจีนคนหนึ่งกรีดร้องเสียงหลง ขณะที่ชาวเน็ตตั้งฉายาให้มันว่า “เนื้อไก่ซอมบี้”

ภาพในวิดีโอจะเห็นจานเนื้อไก่สดวางอยู่บนโต๊ะเคียงข้างอาหารอื่นๆ ภายในร้านอาหารแห่งหนึ่งอยู่ไกล้ๆร้าน จำหน่าย กระดาษลูกฟูก กระดาษลูกฟูก 2ชั้น แต่ระหว่างนั้นชิ้นเนื้อไก่ดิบก็เริ่มกระดุกกระดิกไปมา จากนั้นมันก็ค่อยๆ กระดึ๊บปีนออกจากจาน ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของลูกค้าหญิงคนหนึ่ง ก่อนที่มันจะร่วงตกโต๊ะไป

วิดีโอดังกล่าวถูกโพสต์ลงบนเฟซบุ๊กของ Rie Phillip และนับตั้งแต่นั้นมีผู้เข้าชมแล้วมากกว่า 4.6 ล้านครั้ง

ไม่เป็นที่ชัดเจนว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ใด แต่จากที่มีตะเกียบวางอยู่บนจาน บ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้ที่มันอาจเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น, จีนหรือไม่ก็เกาหลี

ผู้คนที่โพสต์แสดงความคิดเห็นพากันสันนิษฐานว่าการเคลื่อนไหวของเนื้อไก่ดิบน่าจะมีต้นตอจากปลายประสาทของไก่ยังไม่ตายดี โดยหนึ่งในนั้นบอกว่า “เป็นเรื่องปกติ เพราะเนื้อที่สดมากๆ กล้ามเนื้อยังอาจเคลื่อนไหวอยู่”

เป็นที่ทราบกันดีว่าไก่เป็นสัตว์ที่สามารถอยู่รอดและเคลื่อนไหวได้แม้หัวของมันจะขาดก็ตาม โดยในประเทศก็เคยมีข่าวว่าไก่ตัวหนึ่งอยู่รอดนานหลายสัปดาห์ ทั้งที่มันอยู่ในสภาพหัวขาดเหลือแต่คอที่เปรอะไปด้วยเลือด

ส่วนไก่ไร้หัวที่มีอายุยืนที่สุดในโลกได้แก่เจ้าไมค์ ไก่ในฟาร์มแห่งหนึ่งในเมืองฟรูอิทา รัฐโคโลราโด สหรัฐฯ โดยมันมีชีวิตอยู่รอดนานถึง 18 เดือน ระหว่างปลายปี 1945 ถึงปี 1947

เรื่องเด่น

เด็กหญิงวัย 14 ทำมือถือหาย หนุ่มหื่นเก็บได้ขู่เผยแพร่ภาพลับ-เรียกออกไปข่มขืน

(29 มิ.ย.62) ทีมสืบสวนนครบาล 9 ร่วมกับ ชุดสืบสวนสน.ภาษีเจริญ พร้อมด้วยชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ร่วมกันจับกุมตัว นายศิลา อายุ 45 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา เด็กหญิงอายุ 14 ปี , พรากผู้เยาว์ โดยจับกุมได้ที่บริเวณห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านบางแค ไกล้กับร้านจำหน่าย ฟิล์มยืด ฟิล์มพันพาเลท

สำหรับการจับกุมในครั้งนี้สืบเนื่องจากได้มีผู้ปกครองของ เด็กหญิง อายุ 14 ปี มาแจ้งความกับตำรวจ สน. ภาษีเจริญ ว่าถูกคนร้ายบังคับข่มขืน เนื่องจากผู้เสียหายทำโทรศัพท์มือถือส่วนตัวหล่นหายไป ซึ่งภายในโทรศัพท์มีภาพเซลฟี่ของผู้เสียหายอยู่ในเครื่อง โดยนายศิลา ผู้ต้องหารายนี้เก็บโทรศัพท์ได้ และข่มขู่ให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงวัย 14 ปี ออกมาเจอก่อนจะบังคับข่มขืนกระทำชำเรา และปล่อยตัวไป

จากนั้นคนร้ายย่ามใจได้โทรศัพท์ ข่มขู่ให้ผู้เสียหายไปพบ ผู้เสียหายหวาดกลัวจึงแจ้งผู้ปกครองและไปแจ้งความไว้ที่ สน. ภาษีเจริญ ตำรวจจึง รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอศาลออกหมายจับ และซ้อนแผนให้ผู้เสียหายนัดเจอกับผู้ต้องหารายนี้ ก่อนจะติดตามจับกุมตัวนายศิลาไว้ได้และคุมตัวไปที่ สน.ภาษีเจริญ เพื่อให้ผู้เสียหายชี้ตัว

โควิดระบาด ไม่สน เปิดรีสอร์ต ปาร์ตี้ยามั่วเซ็กซ์ 2คืนติด โจ๋ชายหญิงเมาแอ๋-ไม่ใส่เสื้อ

เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 27 มี.ค.ชุดปฎิบัติการพิเศษจังหวัดเชียงราย (ฉก.นรสิงห์) ฝ่ายปกครองจังหวัดเชียงราย สนธิกำลังร่วมกับ สภ.บ้านดู่ นำกำลังกว่า 30 นาย เข้าตรวจค้นห้องพักรีสอร์ตแห่งหนึ่ง ต.ท่าสุด อ.เมือง พบกลุ่มวัยรุ่นชาย 10 คน หญิง 12 คน อายุระหว่าง 20 – 30 ปี มั่วสุมปาร์ตี้เปิดเพลงกันอย่างสนุกสนาน ภายในห้องขนาดใหญ่ มีห้องพักริมสระว่ายน้ำ

ตรวจสอบพบภายในห้อง มีเครื่องเสียง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลายรายการ ทั้งเบียร์ สุรา บุหรี่ ถุงยางอนามัยหลายกล่องและยังพบยาเสพติด ประเภทยาอี และยาเค ชนิดผงและเกล็ดบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใส ตกอยู่ตามพื้นเกลื่อน บางส่วนซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋า ห้องพักขาดใหญ่ประกอบไปด้วยห้องนอนจำนวน 3 ห้องติดกัน

กลุ่มวัยรุ่นชายหญิงกระจายมั่วสุมอยู่ ทุกห้อง สามารถเปิดหากันได้หมด บางรายไม่สวมเสื้อผ้านอนอยู่บนเตียง ทั้งหมดอาการมึนเมา นอกจากนี้ยังพบเงินสดจำนวน 237,000 อยู่ในกระเป๋าสะพายของนายนิรันดร์เจ้าของร้าน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์ ซึ่งเป็นผู้เปิดหัองพักในโรงแรมดังกล่าว และเป็นเจ้าของงานจัดปาร์ตี้ในครั้งนี้อีกด้วย

สอบสวนทราบว่า กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวได้มาเปิดห้องพักจากโรงแรมดังกล่าวตั้งแต่คืนวันที่ 26 มีนาคม 2563 โดยมีนิรันดร์ เอมสวรรค์ อายุ 24 ปี เป็นชาวจังหวัดตราด เป็นผู้เปิดห้องพักและได้ชักชวนเพื่อนและนัดหมายกันทางไลน์กลุ่ม ว่าจ้างสาวๆ ที่รับงานเอนเตอร์เทนมาร่วมงานกัน จนกระทั่งมีการร้องเรียนไปยังจังหวัดเชียงรายว่ามีการมั่วสุมส่งเสียงดังตั้งแต่คืนที่ผ่านมาแล้ว จนกระทั่งเจ้าหน้าที่จู่โจมเข้าจับกุมได้ดังกล่าว

ส่วนเงินสดของกลางที่ตรวจพบจะได้ตรวจสอบที่มาอีกครั้งว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมายหรือไม่ ขณะที่การรวมกลุ่มจัดปาร์ตี้ดังกล่าว พบว่าเป็นการรวมกลุ่มโดยนัดหมายกันทางอออนไลน์ ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดมาจากหลายพื้นที่บางรายมาจากต่างจังหวัด โดยจัดปาร์ตี้กันเป็นคืนที่2 แล้วซึ่งไม่เกรงกลัวต่อฏหมายและการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 ส่วนจะมีความผิดตามประกาศของจังหวัดเชียงรายในเรื่องมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา2019 และประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่นั้น อยู่ระหว่างการพิจารณา

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจปัสสาวะผู้ต้องหาทั้งหมด พบมีสารเสพติดหลายราย พร้อมแจ้งข้อหาร่วมกันครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาอี,ไอซ์) และมีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 2 (เคตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมายก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เดินทางผิด! ผู้ต้องหาเครียด ผูกคอดับคาห้องขังโรงพัก เขียน จม.ลาขอโทษครอบครัว

วันที่ 19 มี.ค. พ.ต.อ.อุดร แก้วสุขศรี ผู้กำกับฯ สภ.สวี อ.สวี จ.ชุมพร พร้อมด้วย กองพิสูจน์หลักฐาน จ.ชุมพร อัยการศาลจังหวัดหลังสวน ปลัดอาวุโสอำเภอสวี แพทย์โรงพยาบาลสวี และหน่วยอาสากู้ภัยมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ ร่วมกันชันสูตรพลิกศพ นายบำรุง (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 59 ปี ภายในห้องควบคุมชั้น 1 ผู้ต้องหาคดียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ของกลางเป็นยาบ้าบรรจุใน ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว จำนวน 600 เม็ด และยาไอซ์น้ำหนัก 21.33 กรัม โดยมีภรรยา ลูกสาว และญาติต่างอยู่ในอาการโศกเศร้าเสียใจ

พ.ต.อ.อุดร กล่าวว่า สำหรับผู้เสียชีวิตเคยมีประวัติถูกจำคุกมาก่อนในข้อหาคดียาเสพติด หลังพ้นโทษหันกลับมาเป็นผู้ค้า จนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวได้และส่งพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมา ระหว่างถูกควบคุมตัวที่ สภ.สวี ยังได้ช่วยสิบเวรซ่อมท่อน้ำภายในห้องขังเนื่องจากมีความรู้ด้านช่าง

พร้อมกับได้พูดตัดพ้อว่า รอบนี้คงจะติดคุกนาน สิบเวรจึงพูดให้กำลังใจว่าเป็นเรื่องของกฎหมายถ้าประพฤติตัวดีไม่นานก็ออกมาใช้ชีวิตกับครอบครัวได้เร็ว ต่อมาเมื่อวาน วันที่ 18 มี.ค. ช่วงเช้าภรรยาได้ขอเข้าเยี่ยมโดยผู้เสียชีวิตได้ขอผ้าขนหนูจากภรรยาบอกว่าอากาศร้อนจะเอาไว้เช็ดหน้า

พ.ต.อ.อุดร กล่าวต่อว่า เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. วันที่ 19 มี.ค. ของคืนที่ผ่านมา มีผู้ต้องหาคดียาเสพติดถูกควบคุมตัวทั้งหมดเป็นชาย 3 ราย มีผู้เสียชีวิตรวมอยู่ด้วย สิบเวรได้เข้าตรวจสอบห้องควบคุมผู้ต้องหา พบว่านอนหลับเรียงรายกันแต่ผู้เสียชีวิตนอนติดกับลูกกรงประตูทางเข้าก็ยังปกติดี ต่อมาประมาณเวลา 03.00 น. สิบเวรได้เดินไปดูห้องควบคุมอีกพบว่านายบำรุง ได้ใช้ผ้าขนหนูผูกคอเสียชีวิต ติดอยู่กับกรงเหล็กห้องควบคุมบริเวณด้านหน้าติดกับประตู

จากนั้นได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับ ก่อนประสานเจ้าหน้าที่ร่วมกันเข้าตรวจสอบ เบื้องต้นไม่พบร่องรอยถูกทำร้าย ส่วนในกระเป๋ากางเกงยีนส์ที่ผู้เสียชีวิตใส่นั้นมีจดหมายลาตาย 1 ฉบับ เขียนตัดพ้อชีวิตเดินทางผิดขอโทษครอบครัว

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ให้ญาติตรวจสอบจดหมายว่าเป็นลายมือของผู้เสียชีวิตหรือไม่ หลังตรวจสอบพบว่าเป็นลายมือผู้เสียชีวิตจริง ญาติจึงไม่ติดใจการเสียชีวิต ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไว้เป็นหลักฐาน พร้อมส่งศพไปโรงพยาบาลสวีให้แพทย์ชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง




ป้าวัย64 ขับกระบะพุ่งชนแผงผลไม้ 5ขวบหวิดดับ เผยเหยียบเบรกผิดเป็นคันเร่ง

ขับกระบะพุ่งชนแผงผลไม้ / เมื่อวันที่ 13 มี.ค. ร.ต.อ อุดม พลทำ รองสารวัตร(สอบสวน)สภ.สตึก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ รับแจ้งมีรถกระบะพุ่งชนร้านขายผลไม้และร้านทอง บริเวณหน้าร้านจำหน่าย โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย ภายในตลาด บ.ข.ส.สตึก ถนนสนามม้า ต.นิคม อ.สตึก มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงประสานหน่วยกู้ภัยวังกรูด เข้าร่วมตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบแผงผลไม้ข้างทางได้รับความเสียหายทั้งแผง หน้าแผงพบรถกระบะ 4 ประตู ยี่ห้อโตโยต้า สีบอรนซ์ทอง ทะเบียน กค 3332 บุรีรัมย์ ปีนขึ้นบนฟุตปาธ หน้ารถชนประตูเหล็กร้านทองเยาวราช เลขที่ 344/22 หมู่ที่ 1 ต.นิคม และแผงผลไม้ได้รับความเสียหาย

จากการตรวจสอบ พบมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย ทราบชื่อคือนางอภิญญา ไพรวัลย์ อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 149 หมู่ที่ 17 ต.นิคม อ.สตึก และเด็กหญิงน้ำหอม อายุ 5 ขวบ หลานสาว ถูกนำส่ง รพ.สตึก ก่อนหน้านี้

สอบถามนางรัตนาพร ชุมศรี อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 103 หมู่ที่ 11 ต.นิคม อ.สตึก คนขับรถกระบะ กล่าวว่า สามีตนไปทำงานต่างประเทศ พอได้เงินก็ส่งมาให้ซื้อรถไว้
แต่ตนยังขับรถไม่แข็ง และเพิ่งหัดขับได้ประมาณ 1 เดือน

วันนี้อยากจะขับรถไปในตัวอำเภอ ก็ขับมาอย่างช้าๆ เพราะกลัวจะเป็นอันตราย เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ เห็นรถมอเตอร์ไซค์คันหน้าชะลอความเร็ว ตนก็ชะลอความเร็วตามไปด้วย
พอเข้าใกล้รถมอเตอร์ไซค์กะจะเหยียบเบรก แต่เท้ากลับไปเหยียบคันเร่ง ทำให้รถพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยสัญชาตญาณ เมื่อเห็นรถจะชนรถคันหน้า จึงหักหลบก่อนรถจะพุ่งเข้าไปชนแผงผลไม้อย่างจัง

ด้านนางอภิญญา ไพรวัลย์ อายุ 51 ปี เจ้าของแผงผลไม้ที่ถูกชน กล่าวว่าช่วงเกิดเหตุตนก็ขายผลไม้ตามปกติ โดยวันนี้ได้เอาหลานมาเลี้ยงด้วย ขณะนั้นหลานนั่งเล่นใต้รถเข็น
ทันใดนั้นได้มีรถกระบะพุ่งมาด้วยความเร็ว ตนจึงกระโดดหลบโดยไม่ทันดูหลาน จากนั้นรถได้พุ่งชนแผงผลไม้อย่างจัง

พอหันมาดูเห็นกับตาตอนรถกระบะวิ่งคล่อมหลานตัวเองไปโดยได้รับบาดเจ็บเพียงผิวหนังถลอก ถือเป็นปาฎิหาริย์ ที่หลานรอดชีวิตมาได้

หลังสอบสวนตำรวจจะเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดมาเป็นหลักฐาน เพื่อหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


ใครจะกล้าใช้น้ำ! สยอง ฆ่ายัดถัง ทิ้งหนองน้ำ ถูกอัดใส่ถังสภาพสุดเวทนา

ฆ่ายัดถัง วันที่ 8 มี.ค. ร.ต.อ.กันตพัฒน์ ยาท้วม รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ได้รับแจ้งพบศพอยู่ในถังน้ำมันลอยอยู่ในหนองน้ำหน้าโรงงาน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์ หมู่บ้านเทอดไทย หมู่ 1 ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกคลอง อ.แม่ฟ้าหลวง ทหารกองกำลังผาเมือง และเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน

ที่เกิดเหตุพบถังน้ำมัน 200 ลิตรลอยอยู่ในน้ำ จึงได้นำขึ้นมาตรวจสอบสอบภายใน พบผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 อาทิตย์ สภาพศพเน่าจนไม่เหลือเค้าเดิม สวมเสื้อยืดแขนยาวสีดำ มีผ้าคลุมไหล่สีเขียว กางเกงสีดำขายาวและรองเท้าผ้าใบแบบใช้เดินป่าสีขาวอมน้ำตาล ทั้งร่างถูกยัดลงในกระสอบฟางอีกชั้นหนึ่งและยัดลงไปในถังน้ำมันทำให้มีสภาพเข่างอเพื่อคุดคู้อยู่ภายในถัง

จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้ประสานแพทย์โรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวงเพื่อตรวจสอบเบื้องต้น และนำร่างส่ง ร.พ.เชียงรายประชานุเคราะห์ เพื่อชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียด เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าผู้เสียชีวิตเป็นใครและมาจากท้องที่ใด

จากการสอบถามชาวบ้านเบื้องต้นทราบว่า ปกติชาวบ้านจะนำน้ำในหนองน้ำแห่งนี้ ไปใช้อุปโภค กระทั่งช่วงสายที่ผ่านมา ก็มีคนมาพบถังน้ำมันลอยอยู่และมีกลิ่นเหม็นโชยไปทั่ว ซึ่งคิดว่าเป็นถังขยะตกลงไป จึงไปลากขึ้นมาถึงกับตกใจเมื่อพบว่าเป็นศพคนอยู่ในถัง

คาดว่าถูกนำมาทิ้งนานแล้ว แต่ช่วงนี้อากาศเริ่มร้อนศพจึงเน่าอืดและลอยขึ้นมาส่งกลิ่นเหม็นไปไกล จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ เบื้องต้นได้แจ้งไปยังกำนัน ผู้ใหญ่บ้านใกล้เคียง ให้สำรวจลูกบ้านมีใครหายไปบ้าง หรือคาดจะเป็นคนจากที่อื่นมาถูกฆ่าอำพรางศพ โดยเจ้าหน้าที่จะสืบหาสาเหตุต่อไป

จีพีเอสสุุดสยอง! พาไปเจอศพเละติดขา ตายเป็นเดือน ช็อกโฮเพื่อนสาวมาตายด้วย

เจอศพตายเป็นเดือน อีกศพต้องมาตายด้วย สยองเชื่อเป็นตัวตายตัวแทนกัน จีพีเอสพาสยอง – หลังสาวสองกับเพื่อนสาวใช้นำทางไปดูหมอลำ ดันพาหลงทางจนจยย.แหกโค้ง สาวสองแทบช็อก ดันไปเจอศพที่เหลือแต่กระดูกพร้อมจยย.อยู่ในจุดเดียวกันบริเวณหลังโรงงาน ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว ส่วนโครงกระดูกทราบชื่อแล้วหลังญาติแจ้งหาย

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 3 มี.ค. พ.ต.ต.จันทร์ติ วรรณูปภัมป์ สว.เวร สภ.ปลวกแดง จ.ระยอง ได้รับแจ้งว่า รถจยย.เกิดอุบัติเหตุจนมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย แล้ว ยังพบศพที่เหลือแต่โครงกระดูกและ รถจยย.อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย บริเวณ ถ.รอบอ่างดอกกรายฝั่งผัง1 (โค้งบ้านฝรั่ง) ม.7 ต.แม่น้ำคู้ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง จึงประสานแพทย์เวร รพ.ปลวกแดง และ หน่วยกู้ภัยอำเภอปลวกแดง เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นถนนเปลี่ยว ที่ไม่ค่อยมีรถราวิ่งกันในช่วงกลางคืน พบกับ นายณปภา บุญอาษา อายุ 20 ปี ซึ่งเป็นสาวประเภท2 ที่กำลังยืนรอด้วยอาการตื่นตระหนก พอเห็นเจ้าหน้าที่รีบโผเข้าหา พร้อมพูดจาเสียงสั่นเครือ หลังตั้งสติได้ รีบให้เจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือ น.ส.ปิยะนุช เขียวสระคู อายุ 22 ปี ที่ได้รับบาดเจ็บหมดสติอยู่ข้างจยย.ยี่ห้อยามาฮ่า ฟีโน่ สีขาว ทะเบียน 1กฆ-5748 ระยอง จึงรีบนำตัวส่งรพ.ระยอง แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ทางหน่วยกู้ภัยยังพบศพผู้ชายที่เหลือเพียงโครงกระดูก ใส่เสื้อแจ๊กเก็ตสีดำลายแดง และ กางเกงขายาวสีน้ำเงิน สภาพนอนหงายเสียชีวิตข้างรถจยย.ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีขาวดำ ทะเบียน 1กร-5876 ชลบุรี เจ้าหน้าที่จึงเก็บหลักฐานทั้งหมดในจุดเกิดเหตุ พร้อมทั้งนำศพส่งรพ.ปลวกแดง พิสูจน์สาเหตุการเสียชีวิตต่อไป

จากการสอบสวนนายณปภา บุญอาษา ผู้ได้รับบาดเจ็บ ได้ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนเองพร้อมกับ น.ส.ปิยะนุช เขียวสระคู ผู้เสียชีวิต กำลังเดินทางไปดูหมอลำที่ตลาดนัดซอย3 แม่น้ำคู้ จึงได้ตั้ง GPS จากโทรศัพท์มือถือนำทางไป โดยออกเดินทางจาก ตลาดนิคมพัฒนา อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง ขี่จยย.ไปตามจีพีเอส แต่ปรากฏว่า จีพีเอสได้นำทางเข้าไปบริเวณเส้นทางขอบอ่างเก็บน้ำดอกกราย ที่มืดมาก จนกระทั่งขี่มาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้งแต่ด้วยความไม่ชำนาญทางรถจยย.จึงเสียหลักแหกโค้งลงไปจนล้มกลิ้งหลายตลบ

พอตั้งสติได้ลุกขึ้นมา พบว่าได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนเพื่อนที่มาด้วยกันนอนแน่นิ่งจมกองเลือด จึงพยายามเดินออกไป เพื่อหาคนมาช่วยเหลือ เพียงก้าวแรกก็ต้องสะดุ้งเมื่อไปเหยียบเข้ากับอะไรนิ่มเละติดขา และมีกลิ่นเหม็นเน่า จึงรีบเปิดไฟฉายมือถือมองส่องลงไป ก็แทบช็อก เพราะภาพที่เห็นเป็นภาพศพที่เหลือเพียงหนังและเศษกระดูกอยู่ข้างรถจยย.จึงรีบวิ่งออกมาบนถนน พร้อมโทรแจ้งให้คนมาช่วยทันที เสียใจมากที่เพื่อนเสียชีวิต และแปลกใจว่าทำไมจีพีเอสจึงนำทางมาเส้นทางดังกล่าว ทั้งๆที่เป็นคนละทางกัน

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบกรณีที่มีผู้แจ้งความคนหายไปเมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา โดยผู้ที่หายไปคือนายน้อย ขันแข็ง อายุ 33 ปี ที่หายตัวไปพร้อมรถจยย.เมื่อตรวจสอบทะเบียนรถปรากฏว่าเป็นคันเดียวกัน จึงประสานญาติผู้ที่เข้าแจ้งความคนหายเข้ามาตรวจสอบศพ ซึ่งก็ยืนยีนว่าเป็นเป็นคนเดียวกัน

ตร.สันนิษฐานเบื้องต้นคาดคงจะเกิดอุบัติเหตุรถแหกโค้งแล้วตกลงไปในป่าหญ้าที่ขึ้นสูง จนไม่มีใครเห็น ประกอบกับเส้นทางดังกล่าวมีรถวิ่งน้อยมาก อย่างไรก็ตามต้องรอผลพิสูจน์จากแพทย์อีกครั้งจึงจะสรุปสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป และแจ้งญาติผู้เสียชีวิตล่าสุดให้ญาติทราบต่อไป

ด้านชาวบ้านต่างวิพากษ์วิจารณ์ ว่าเป็นตัวตายตัวแทน ที่นำทางทั้งสองคนไปตรงจุดดังกล่าว จนมีผู้เสียชีวิตหนึ่งราย ทั้งที่เป็นคนละทางกับตลาดนัดซอย3 ที่มีการแสดงหมอลำ เชื่อวิญญาณนำทางให้มาพบกับโครงกระดูกที่เสียชีวิตมาเป็นเดือนแล้ว เพื่อเป็นตัวตายตัวแทนกัน

เบื่อชีวิต! ผัวเศร้าเมียผูกคอดับ ซดยาฆ่าตัวไม่ตาย จุดไฟเผาร่าง ย่างสดทั้งเป็น

ย่างสดทั้งเป็น / เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 ก.พ. ร.ต.อ.วีระพงศ์ จำปาแดง ร้อยเวร สภ.สำนักทอง ระยอง ได้รับแจ้งเกิดเหตุรถยนต์ถูกไฟเผาไหม้ทั้งคัน มีคนถูกเผาเสียชีวิตอยู่ในกระบะด้านหลัง ซึ่งไฟกำลังลุกโชนอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ในต.กระเฉด อ.เมือง จ.ระยอง จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมประสานหน่วยดับเพลิง อบต.สำนักทอง แพทย์เวร รพ.ระยอง และหน่วยกู้ภัยสว่างพรจุดสำนักทอง เดินทางไปตรวจสอบ

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ภายในสวนยางพารา พบรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุแค็ป สีขาว ไฟกำลังลุกไหม้ท่วมรถ หน่วยดับเพลิงจึงรีบใช้น้ำฉีดสกัดเพลิงจนสามารถดับไฟได้ทั้งหมด ตรวจสอบภายในรถถึงกับผงะ เมื่อพบร่างคนดำเป็นตอตะโก ไส้ทะลักออกมา เป็นที่อนาถใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก ตรงหน้ารถพบขวดสุราที่คาดว่าผู้เสียชีวิตดื่มย้อมใจ ก่อนตัดสินใจเผาตัวเอง ตรวจสอบเบื้องต้นพบเป็นศพผู้ชาย ถูกไฟไหม้ทั้งคนทั้งรถวอดทั้งหมด จึงเก็บหลักฐานเตรียมนำตัวส่ง รพ.ระยอง เพื่อชันสูตรต่อไป

จากการสอบสวน ทราบว่าผู้เสียชีวิตคือ นายธานี สีดี อายุ 47 ปีอาชีพพนักงานร้านจำหน่าย โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย ชาว ต.กระเฉด อ.เมือง จ.ระยอง ซึ่งต่อมาญาติเดินทางมาตรวจสอบ ระบุว่าเป็นคนเดียวกัน

ด้านนายซิ่น กาหยี หัวหน้าหน่วยกู้ภัยสว่างพรกุศลจุดสำนักทอง เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตเพิ่งกินยาฆ่าตัวตาย เมื่อเย็นวันที่ 26 ก.พ. ที่ผ่านมา แต่ช่วยนำตัวส่งรพ.ระยอง ล้างท้องไว้ได้ทันจึงรอดตาย และบอกถึงสาเหตุการฆ่าตัวตายว่า เบื่อชีวิต เศร้ามากกับเหตุการณ์ภรรยาที่ผูกคอตายไปเมื่อไม่นาน จึงรู้สึกผิดและอยากตาย จึงกินยาฆ่าตัวตาย ก่อนที่จะนำกลับมาส่งที่บ้านญาติ จนกระทั่งมาพบว่า เผาตัวเองเสียชีวิตดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ คาดว่าเป็นการฆ่าตัวตายเอง สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่เพิ่งกินยาตาย ซึ่งญาติก็ไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต เตรียมนำศพบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป



จับสาว ตุ๋นขายหวยถูก โอน 20 ล้านหายจ้อย บุกบ้านทวงบอกเงินหมด ยอมติดคุก!

ตุ๋นขายหวยถูก / เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้าน น.ส.ศิรินทิพย์ เฮ้าคุณ ที่ต.บ้านเพิ่ม อ.ผาขาว จ.เลย มีแม่ค้าขายลอตเตอรี่ อ.หนองหิน อ.ผาขาว จ.เลย กว่า 30 คน มาท้วงหนี้ค่าลอตเตอรี่ หลังจากที่ น.ส.ศิรินทิพย์ เฮ้าคุณ หรือนก อ้างว่ามีโควต้าลอตเตอรี่ ขายในราคาถูกในราคาต้นทุนใบละ 72-77 บาท หลังจากที่แม่ค้าโอนเงินซื้อลอตเตอรี่ให้ ก็หนีหายหน้าไป สูญเงินรวมๆกว่า 20 ล้าน ก่อนจะแอบกลับมาบ้านที่อยู่ข้างโรงงาน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์ กลุ่มแม่ค้าลอตเตอรี่รู้ข่าว จึงบุกบ้านเพื่อมาทวงเงิน แต่เมื่อมาเจอหน้ากลับบอกคำเดียวว่า “ไม่มี ไม่จ่าย ไม่หนี ยอมติดคุก”

น.ส.จารุณี เดชหลังศรี ต.ปวนพุ อ.หนองหิน จ.เลย แม่ค้าลอตเตอรี่ กล่าวว่า เริ่มแรกเราก็มาซื้อลอตเตอรี่กับพี่เขา ซื้อมาเกือบปีแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร โอนเงินไปก็ได้ลอตเตอรี่มาขาย พอมางวดที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา เราก็โอนให้เขา ปกติจะได้รับลอตเตอรี่วันที่ 6 ของทุกเดือน เขาก็บอกว่าเลขตกหล่นติดเครื่องบินไปอุดรธานี ต้องไปเอาหวยที่อุดรธานี เราก็รอถึงวันที่ 7 ม.ค. ก็หายไปเลย ติดต่อทางไลน์ ทางโทรศัพท์ก็ปิดหมด

น.ส.จารุณีกล่าวอีกว่า ต่อมา พ.ต.ท.ทองสา ก้องชาติ สว. (สอบสวน) สภ.หนองหิน จ.เลย แจ้งว่า นส.ศิรินทิพย์ เฮ้าคุณ หรือนก ผู้ต้องหา เข้ามามอบตัวแล้ว พวกตนจึงไปสถานีตำรวจแต่ไม่พบ ไหนรวมตัวกันแล้วจึงชวนกันมาบ้านผู้ต้องหา กลับเจออยู่บ้านพอดี พอเจอหน้ากันกลับบอกว่า “เงินหมดแล้ว ยอมติดคุก” พวกตนทั้งปลอบทั้งขู่ ไม่รู้จะทำยังไงต่อไป คงสูญเงินไปแน่ๆ ทรัพย์สินก็คงไม่มีเหลือ มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว ที่คิดจะโกงพวกตน และยังบอกว่าทำคนเดียว ไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง

ด้านน.ส.ศิรินทิพย์ เฮ้าคุณ หรือนก ผู้ต้องหา กล่าวว่า หมดเนื้อหมดตัว จริงๆมีลูกค้าอยู่อ.ผาขาวและหนองหิน ทั้งหมดที่แจ้งความไว้ 31 คน และอ.วังสะพุง 2 คน รวมหนี้ประมาณ 14 ล้าน 5 แสนบาท เท่านั้นเอง ตนก็เอาเงินที่เขาโอนซื้อลอตเตอรี่ ไปหมุนซื้อลอตเตอรี่ซื้อแพงมาขายถูกยอมขาดทุนใบละ 1-2 บาทต่องวด กะว่าจะมีลูกค้าเยอะๆ แล้วคิดจะหยุด แต่ลูกค้ามีจำนวนน้อยจึงไม่พอหมุน จนขาดทุนมาเป็นปี ไปไม่ไหวจึงยอมหยุด

หลังแจ้งความตนรู้ ก็เข้าไปมอบตัวกับตำรวจในวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา และอยู่บ้านตลอด รอให้ตำรวจเรียกไปดำเนินคดี ตอนนี้เงินที่อยู่กับตนหมดแล้ว บ้าน รถ ติดไฟแนนซ์หมด ไม่มีอะไรเหลือให้ยึด วันนี้ยอมทุกอย่าง ไม่มี ไม่จ่าย ไม่หนี ยอมชดใช้กรรมในคุก หมดทุกอย่างในชีวิตแล้ว


สลด! สาวขี่จยย. ชนเสาไฟฟ้าดับ สุดเศร้าพบโน้ตบนกล่องขนม ถึงแฟนเก่าวันวาเลนไทน์

เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 15 ก.พ. ร.ต.อ.แซด สมพวง รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.สามโคก จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์เสียหลักชนเสาไฟฟ้า มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บนถนนเลียบคลองเปรมประชากร(มุ่งหน้าบางปะอิน)หลักกิโลเมตรที่ 7 หน้าร้านจำหน่าย ที่ตัดเทป,ตัวตัดเทป เลขที่ 26 หมู่ 4 ต.เชียงรากน้อย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี จึงรุดตรวจสอบร่วมกับแพทย์เวรจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ในที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า เอ็ม สแลซ สีเหลือง-ดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ชนเสาไฟฟ้า บริเวณประตูรั้วหน้าบ้านดังกล่าว ใกล้กันพบหมวกกันน็อก และรองเท้า ตกอยู่ ผู้เสียชีวิตเป็นหญิงผมสั้น อายุประมาณ 22-25 ปี สวมกางเกงยีนส์ขายาว เสื้อยืดสีน้ำเงิน และสวมเสื้อคลุมสีกรมท่าทับ

ตรวจสอบในตัวพบบัตรพนักงานฝ่ายผลิตของบริษัทโซนี่ ในนิคมอุตสาหกรรมบางกะดี อ.เมือง จ.ปทุมธานี ระบุชื่อคือ น.ส.ชฎารัตน์ วงษ์หาจักร นอกจากนี้ยังพบกระดาษแปะอยู่บนกล่องขนมสีแดง โดยมีข้อความเขียนถึงแฟนเก่าในวันวาเลนไทน์ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้บันทึกภาพเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถามนายมงคล แสงรัตน์ อายุ 45 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุให้การว่า ตนกำลังจะออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อและกำลังเปิดประตูรั้วบ้าน จากนั้นได้ยินเสียงรถไถลมาที่หน้าประตูบ้าน ด้วยความตกใจและเห็นคนนอนแน่นิ่งอยู่บริเวณเสาไฟฟ้า จึงโทรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยทราบ

ด้าน ร.ต.อ.แซด สมพวง รองสารวัตรสอบสวนฯ ได้ทำการตรวจสอบและร่วมชันสูตรพลิกศพพร้อมกับแพทย์เวรจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และบันทึกภาพในที่เกิดเหตุเก็บไว้เป็นหลักฐาน พบว่าเสาไฟฟ้ามีรอยรถเฉี่ยวชน เบื้องต้นไม่พบคู่กรณี

เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าผู้เสียชีวิตมาจากที่ใดและสืบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิต ก่อนมอบศพให้เจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำส่งชันสูตรยังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอีกครั้งและจะประสานญาติมารับศพไปบำเพ็ญกุศลต่อไป

นักโทษหนีออกเรือนจำ รับคิดถึงบ้าน อธิบดีกรมคุกโว หนี 9 ราย ไม่มีใครเคยรอด

นักโทษหนีออกเรือนจำ – เมื่อวันที่ 12 ก.พ. พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงความคืบหน้า การติดตามจับกุมผู้ต้องขังหลบหนี ขณะออกฝึกวิชาชีพภายนอกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา

พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมตัว น.ช.กฤษดา ม่วงแพร ผู้ต้องขังคดีลักทรัพย์ ได้ที่หน้าร้าน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์ โดยชุดติดตามของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ประชาชื่น ออกหาข่าวจากบุคคลใกล้ชิดผู้ต้องขังตลอดทั้งวัน และเฝ้าติดตามพื้นที่น่าสงสัย

จนเมื่อเวลา 17.00 น. เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุม น.ช.กฤษดา ได้บริเวณริมถนนปากซอยพหลโยธิน 66 ย่านสายไหม โดยผู้ต้องขังมีการเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย ไม่ใช้ชุดตอนหลบหนี

ทั้งนี้ จากการสอบถามสาเหตุการหลบหนี ผู้ต้องขังกล่าวว่าเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ คิดถึงบ้านและครอบครัวจึงหนีออกมา โดยขณะนี้ได้นำตัวเข้าควบคุมยังเรือนจำฯ เรียบร้อยแล้ว พร้อมดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าวต่อว่า การหลบหนีจากการควบคุมของเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง จากสถิติการหลบหนีตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 62 มีผู้ต้องขังหลบหนี 9 ราย แต่ไม่มีรายใดที่หนีสำเร็จ นอกจากนี้ตนได้กำชับเจ้าหน้าที่ ให้เพิ่มความระมัดระวังในการเฝ้าผู้ต้องขังที่ออกมาฝึกวิชาชีพนอกเรือนจำ รวมถึงผู้ต้องขังที่โทษเหลือน้อย ให้เพิ่มมาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันเหตุต่อไป

ไฟส่องสว่างชำรุด กระบะขับฝ่าความมืด พุ่งชนคนข้ามถนน ร่างกระเด็นดับคาที่

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. พ.ต.ท.จรินทร์ ขาวเอี่ยม สว.(สอบสวน) สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช รับแจ้งเหตุรถยนต์กระบะชนคนเดินข้ามถนนเสียชีวิต ที่หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช หมู่ 4 ต.ท่างิ้ว อ.เมือง จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น จากนั้นจึงพร้อมด้วยแพทย์เวร รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยไต้เต๊กตึ๊งรีบรุดไปตรวจสอบ

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุเป็นถนน 4 ช่องจราจร บริเวณชุมชนหน้ามหาวิทยาลัยนครศรีธรรมราช พบผู้เสียชีวิตคือนายจรัญ อมรเวช อายุ 49 ปีพนักงานร้านจำหน่าย ถุงซิปล็อค,ซองซิปล็อค อยู่บ้านเลขที่ 17/11 หมู่ 4 ต.ท่างิ้ว อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช นอนเสียชีวิตอยู่ริมถนนในสภาพแขนขาหัก ศีรษะมีบาดแผลฉกรรจ์ ตามร่างกายมีแผลถลอก ห่างกันประมาณ 100 เมตร พบรถยนต์กระบะยี่ห้อเชฟโรเลต สีบรอนซ์ ทะเบียน ตห 4180 กทม. สภาพตอนหน้าเสียหาย

จากการสอบสวนทราบว่า รถยนต์กระบะคันดังกล่าวเป็นของบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งใน จ.กระบี่ ส่วนคนขับทราบว่ามากับครอบครัวและเดินทางเข้ามอบตัวกับตำรวจแล้ว ส่วนภรรยาและลูกอยู่ในอาการตกใจ มีญาติมารับไปจากที่เกิดเหตุ ขณะที่บริเวณที่เกิดเหตุพบมีสภาพมืด เนื่องจากไฟฟ้าส่องแสงสว่างกลางถนนชำรุด

เบื้องต้นทราบว่า นายจรัญเดินข้ามถนนไปยังร้านค้าฝั่งตรงข้าม ก่อนจะหยุดยืนที่เกาะกลางถนนท่ามกลางความมืด ซึ่งมีต้นไม้สูงและหญ้าขึ้นรกบนเกาะกลางถนน ทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน กระทั่งนายจรัญเดินลงมาจากเกาะกลางเพื่อข้ามถนนไปอีกฝั่ง ปรากฏว่ามีรถยนต์กระบะขับมาด้วยความเร็ว พุ่งชนนายจรัญอย่าแรงจนร่างลอยกระเด็นไปประมาณ 30 เมตร เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที

ขณะที่ชาวบ้านระบุว่า ไฟฟ้าส่องสว่างบนเกาะกลางถนนชำรุดมานาน และบริเวณที่เกิดเหตุอยู่กลางชุมชนขนาดใหญ่และมีหอพักนักศึกษาอยู่สองข้างทางจำนวนมาก แต่ยังไม่ได้มีการซ่อมแซมไฟฟ้าส่องสว่าง ทำให้ถนนมืด และเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บมาแล้วหลายครั้ง กระทั่งนายจรัญถูกรถชนเสียชีวิตในครั้งนี้ ภายหลังเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพเสร็จแล้วได้มอบให้ญาตินำไปจัดการตามประเพณี และจะดำเนินคดีกับคนขับรถยนต์ตามกฎหมายต่อไป