คลังเก็บผู้เขียน: scpaperpacknews

ดราม่าหมึกทอดกระเทียมภูเก็ต จานละ 2,500 ชาวเน็ตแบ่งสองฝั่ง ถกความคุ้มราคา

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากแสดงความเห็นเกี่ยวกับหมึกทอดกระเทียมของร้านอาหารแห่งหนึ่งข้างโรงงานซองไปรษณีย์พาสเทล  ซองไปรษณีย์สีพาสเทลใน จ.ภูเก็ต ที่มีราคาจานละ 2,500 บาท ว่าคุ้มค่าสมราคาหรือไม่ ซึ่งมีทั้งผู้ที่มองว่าราคานี้สูงเกินไปและผู้ที่มองว่าเหมาะสมแล้ว

การถกเถียงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์เมื่อวานนี้ (7 ก.ค.) ว่าตนและครอบครัว รวมทั้งหมดประมาณ 10 คน ไปเที่ยวที่ จ.ภูเก็ต และสั่งอาหารจากร้านอาหารแห่งหนึ่ง ตามคำแนะนำของโรงแรมที่เข้าพัก ซึ่งมาทราบภายหลังว่าโรงแรมแนะนำให้มัคคุเทศน์ (ไกด์) คนหนึ่งไปซื้อวัตถุดิบและจัดการให้

เมื่อใบเสร็จค่าอาหารมาถึงก็ถึงกับตกใจ เพราะพบว่าราคาสูงกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะหมึกทอดกระเทียม ที่ราคาจานละ 2,500 บาท และคั่วกลิ้งหมู จานละ 850 บาท เมื่อคิดรวมกับค่าอาหารจานอื่นและค่าบริการทำอาหาร ราคารวมอยู่ที่ 6,750 บาท

ผู้โพสต์ระบุอีกว่า หลังจากนั้นตนเจรจากับร้าน ร้านจึงลดราคาหมึกทอดกระเทียม มาอยู่ที่จานละ 1,500 บาท ทำให้ราคาลดลงมาอยู่ที่ 5,750 บาท

อย่างไรก็ตาม ราคาดังกล่าว ก็ยังไม่เป็นที่พอใจ จึงเจรจากับร้านอาหารนั้นให้ลดราคาอีกครั้ง ซึ่งพบว่าราคาหมึกทอดกระเทียมลดลงมาอยู่ที่จานละ 1,000 บาท และคั่วกลิ้งหมู ลดลงมาอยู่ที่ 500 บาท ราคารวมจึงลดลงมาอยู่ที่ 4,900 บาท

หลังจากโพสต์ไปแล้ว ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากรู้สึกตกใจต่อราคาอาหารดังกล่าว บางคนมองว่า ราคาดังกล่าวน่าจะรวมค่าส่วนแบ่งของไกด์แล้วหรือไม่ ราคาจึงออกมาเป็นอย่างนั้น ขณะเดียวกันบางคนมองว่า หมึกทอดกระเทียมจานขนาดที่เห็นในโพสต์ของผู้โพสต์ ไม่น่าจะสูงถึงจานละ 2,500 บาทได้ และอย่าลืมว่าราคานี้ยังไม่รวมกับค่าทำอาหารที่แยกต่างหาก

ขณะเดียวกัน ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอีกกลุ่มหนึ่ง กลับมองว่า ราคาดังกล่าวสมเหตุสมผล เพราะผู้โพสต์ระบุว่าสั่งมาทานกับครอบครัว รวมทั้งหมด 10 คน จึงไม่ใช่ราคาที่สูงเกินไป

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่สนับสนุนผู้โพสต์ ก็แย้งว่า หมึกทอดกระเทียมจานดังกล่าวไม่ใช่สำหรับทาน 10 คน และเมื่อมองจากวัตถุดิบและปริมาณที่ได้แล้ว ราคาต้องต่ำกว่า 2,500 บาทแน่ๆ ต่อให้มากันน้อยกว่านี้ แต่ได้ปริมาณดังกล่าวก็ไม่คุ้มค่าอยู่ดี และเมื่อพิจารณาจากอาหารเมนูอื่นๆ ราคาก็ไม่ได้สูงจนน่าตกใจเหมือนกับเมนูดังกล่าว

เวลาต่อมา ผู้โพสต์ระบุว่า ตนและครอบครัวปรึกษากันแล้วว่า จะไม่แจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดีกับร้านอาหารดังกล่าว เพราะเป็นกระบวนการที่เสียเวลา และในเมื่อตนและครอบครัวจ่ายเงินไปแล้ว ก็อยากให้จบเรื่องเท่านี้

ส่วนวันนี้ (8 ก.ค.) มีการรายงานว่า เจ้าของร้านอาหารดังกล่าวชี้แจงว่า ราคาดังกล่าวเป็นราคาที่เหมาะสมสำหรับการทาน 10 คน และร้านของตนไม่ได้คิดราคาเกินจริงแต่อย่างใด และยังบอกอีกว่า จะไม่ดำเนินคดีกับผู้โพสต์เช่นกัน เพราะไม่อยากเสียเวลาทำมาหากิน

เจ้าของร้าน-ลูกจ้างช่วยกันซ่อมแอร์ สุดท้ายคอมเพรสเซอร์ระเบิด เคราะห์ดีไม่ถึงฆาต

ผู้สื่อข่าวรายงานอุบัติเหตุไม่คาดคิด ที่ร้านแห่งหนึ่งตั้งอยู่ริมถนนพลพิชัยตรงข้ามโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ โฟมห่อกุหลาบ เขตเทศบาลเมืองคอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา คอมเพรสเซอร์แอร์บ้านที่กำลังซ่อมอยู่ในร้าน เกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่น ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน คือ นายพิชัย อายุ 44 ปี เจ้าของร้าน ซึ่งบาดเจ็บมีบาดแผลที่แขน หูอื้อ และมึนศีรษะและตาแดงก่ำ ส่วนอีก 1 คน เป็นลูกจ้างทราบเพียงชื่อเล่นว่า “แว่น” นอนอยู่หน้าร้าน แม้ว่าจะได้สติ แต่อาการน่าเป็นห่วง ลุกไม่ไหว เนื่องจากร่างกายถูกแรงอัดจากคอมเพรสเซอร์ระเบิดจนแน่นหน้าอก หายใจติดขัด หูอื้อ หน่วยกู้ภัยมูลนิธิมิตรภาพสามัคคีหาดใหญ่ รีบนำตัวทั้งสองคนส่งโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เพื่อให้แพทย์ตรวจอย่างละเอียด

นอกจากนี้ภายในร้านพบเศษคอมเพรสเซอร์แอร์บ้านที่ระเบิด กระจายเป็นชิ้นส่วนทั้งที่อยู่ในร้านและที่กระเด็นออกมาอยู่ริมถนนหน้าร้าน จากการสอบสวนทราบว่าขณะเกิดเหตุทั้งสองคนกำลังนั่งซ่อมคอมเพรสเซอร์แอร์บ้าน โดยใช้วิธีอัดลมเข้าไปภายในเพื่อหารอยรั่ว แต่หารอยรั่วไปเจอ และอัดลมเข้าไปนาน และมากเกินไป จึงทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์เกิดระเบิดขึ้นทันที

ทั้งนี้หลังเกิดเหตุทาง ร.ต.อ.เดชาวัต มากคำ รองสารวัตรสอบสวน สภ.หาดใหญ่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุและสอบสวนผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เช่น นางจารุณี อายุ 45 ปี ภรรยาเจ้าของร้านบอกว่าตอนเกิดเหตุอยู่บนชั้นสองของร้านและได้ยินเสียงระเบิดขึ้นเมื่อลงมาดูก็พบว่าทั้งสามีและลูกน้องนอนได้รับบาดเจ็บอยู่ในร้าน และทราบว่าคอมเพรสเซอร์แอระเบิด จึงรีบแจ้งตำรวจและกู้ภัยมาช่วยเหลือ ส่วนอีกคนซึ่งเป็นเพื่อนของลูกจ้างที่เดินทางมาที่ร้านพอดี บอกว่าตอนนั้นทั้งสองคนกำลังนั่งซ่อมคอมเพรสเซอร์แอร์อยู่แต่น่าจะหารูรั่วไม่เจอจึงทำให้ลมที่อัดเข้าไป เพื่อหารูรั่วและอัดเจ้าไปนานและเกินขนาดทำให้เกิดระเบิดขึ้น

มอบตัวแล้ว! สาวขับเก๋งชนพระบิณฑบาตมรณภาพ หลังชาวเน็ตแห่แชร์วงจรปิด

เก๋งพุ่งชนพระสงฆ์ออกบิณฑบาต ร่างตกคูน้ำมรณภาพ ล่าสุดโชเฟอร์สาวเข้าพบ พนง.สอบสวนสภ.ฉลองแล้ว สารภาพขับชนจริง

จากกรณีเมื่อเวลาประมาณ 05.30 น. วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 ร.ต.ท.จารุวิทย์ ขุนเจริญ รอง สว.(สอบสวน) สภ.ฉลอง ได้รับแจ้งเหตุเหตุรถชนคนเดินเท้าเสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณถนนเจ้าฟ้าตะวันออกฝั่งมุ่งหน้าเข้าเมือง ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต จึงประสานหน่วยกู้ชีพในพื้นที่ก่อนเดินทางไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบร่าง พระภิกษุ 1 รูป นอนคว่ำหน้าอยู่ในคูน้ำข้างทาง และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทราบชื่อภายหลังคือ พระรุ่งโรจน์ พัดง่วน อายุ 47 ปี เป็นพระอยู่ที่วัดลัฎฐิวนาราม หรือ วัดใต้ ซึ่งอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ จึงบันทึกภาพหลักฐานก่อนให้เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพฯนำร่างส่งชันสูตรยังโรงพยาบาลฯ

จากการสอบสวนพยานผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งให้การว่า ก่อนเกิดเหตุพระรุ่งโรจน์ ได้เดินเท้าออกจากวัดลัฎฐิวนาราม หรือ วัดใต้ เพื่อไปบิณฑบาตตามปกติ ขณะที่เดินไปถึงหน้าหน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ห่างจากวัดไปเพียง 100 เมตร ได้มีรถยนต์เก๋ง คันสีขาวไม่ทราบยี่ห้อรถ และทะเบียน ขับขี่มาทางด้านหลัง มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองภูเก็ต ก่อนเฉี่ยวชนกับพระรุ่งโรจน์อย่างจัง จนร่างกระเด็นตกลงไปในคูน้ำก่อนที่รถคันดังกล่าวจะขับหลบหนีไป

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าเมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. ที่ผ่านมา คนขับรถเก๋งคันดังกล่าว ซึ่งเป็นหญิงสาว ทราบชื่อภายหลังคือ น.ส.ญาณ์นภัส อายุ 35 ปี พนักงานโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ได้เข้าพบ พ.ต.อ.สราวุธ ชูประสิทธิ์ ผกก.สภ.ฉลองและเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนสภ.ฉลอง โดยได้นำรถคันที่เกิดเหตุซึ่งเป็นรถเก๋งฮอนด้าโมบิลิโอ สีขาว ทะเบียน กว 12 ภูเก็ต ที่มีสภาพกระจกด้านหน้าและไฟหน้า แตกมาที่ด้านหน้าสภ.ฉลองเพื่อให้เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐาน

อย่างไรก็ตามหลังสอบปากคำแล้วเสร็จ พ.ต.อ.สราวุธ ชูประสิทธิ์ ผกก.สภ.ฉลอง ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนนำตัว น.ส.ญาณ์นภัส ไปโรงพยาบาลเพื่อเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเพิ่มเติม ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อวสานทวิตเตอร์สาวไซด์ไลน์ชัยภูมิ ตำรวจทักแชทล่อซื้อบุกจับคารีสอร์ต

ตำรวจสืบสวนภูธรจังหวัดชัยภูมิ ล่อซื้อทวิดเตอร์สาวไซด์ไลน์เมืองชัยภูมิ รวบตัวได้หญิงสาว 4 คน ขณะนั่งรอเหยื่อในรีสอร์ต สารภาพตะเวนหาคู่นอนทั่วภาคอีสาน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (3 ก.ค.) เมื่อเวลา 16.30 น. ที่กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ พ.ต.อ.สรวิศ มาอินทร์ ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ พร้อมตำรวจชุดสืบ กก.สส.ภ.จว.ชัยภูมิ ได้นำหญิงสาวที่เจ้าหน้าที่สืบสวน กก.สืบสวน ภ.จว.ชัยภูมิ ได้จับกุมตัวขบวนการค้าประเวณีทางทวิตเตอร์ รวม 4 คน มาสอบสวนเพิ่มเติม

หลังจากที่ได้สืบสวนจากสื่อโซเซียลมีเดีย พบการประชาสัมพันธ์ ติดต่อ ชักชวน ผ่านทางทวิตเตอร์แอคเคาท์หนึ่งซึ่งมีการประกาศให้ผู้ที่สนใจต้องการหญิงสาวไปหลับนอนด้วย ในราคาชั่วคราว 40 นาที 1,000 บาท 1 ชั่วโมง 30 นาที ราคา 1,500 บาท

ตำรวจสืบสวนกองบังคับการตำรวจภูธร จ.ชัยภูมิ ได้วางแผนล่อซื้อจนทวิตเตอร์แอคได้ตกลงนำหญิงมาขายบริการให้ที่รีสอร์ต ริมถนนชัยภูมิข้างโรงงานตัวตัดเทป ที่ตัดเทป สีคิ้ว ต.ในเมือง อ.เมืองชัยภูมิ จ.ชัยภูมิ จนถึงเวลา 16.00 น. กลุ่มหญิงสาวค้าบริการทางเพศมาส่งให้ที่ห้องพักในรีสอร์ต ตำรวจชุดสืบสวนกองบังคับการตำรวจภูธร จ.ชัยภูมิ ได้แสดงตนจับกุม และนำตัวหญิงสาวที่มาเสนอขายบริการทางเพศ 4 คน มาสอบสวนเพิ่มเติมที่กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธร จ.ชัยภูมิ ประกอบด้วย

  • น.ส.ขิง นามสมมุติ อายุ 36 ปี ทำหน้าที่เปิดบัญชีทวิตเตอร์ และจัดหาลูกค้ามา ใช้บริการ
  • น.ส.เมย์ นามสมมุติ อายุ 23 ปี ทำหน้าเปิดบัญชี รับโอนเงินค่าใช้บริการ
  • น.ส.อลิส นามสมมุติ อายุ 27 ปี ทำหน้าที่ขายบริการ
  • น.ส.น้ำตาล นามสมมุติ อายุ 25 ปี ทำหน้าที่ขายบริการ

ซึ่งหญิงสาวทั้ง 4 คน ให้การยอมรับสารภาพว่าได้ร่วมกันเปิดบัญชีทวิตเตอร์ดังกล่าว และจัดหาลูกค้ามาเพื่อการค้าประเวณีจริง ซึ่งพวกตนที่จริงไม่ใช่คนชัยภูมิ แต่เป็นคนภาคอีสานในหลายจังหวัด เมื่อก่อนมีอาชีพเป็นหมอนวดในกรุงเทพฯ

แต่หลังจากโควิด-19 ระบาดตกงานไม่มีงานทำ ได้กลับบ้านและตระเวนขายบริการทางเพศไปตามจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสาน และเปิดบัญชีทวิตเตอร์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามจังหวัดที่กลุ่มพวกตนเดินทางไป

ตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ ได้ตั้งข้อกล่าวหาว่า ผู้ใดเข้าติดต่อ ชักชวน แนะนำตัว ติดตาม หรือรบเร้าบุคคลตามถนนหรือสาธารณสถาน หรือ กระทำการดังกล่าวในที่อื่น เพื่อการค้าประเวณีอันเป็นการเปิดเผยและน่าอับอายหรือเป็นที่เดือนร้อนรำคาญแก่ สาธารณชน ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท และ ผู้ใดโฆษณาหรือรับโฆษณา ชักชวน หรือแนะนำด้วยเอกสาร สิ่งพิมพ์ หรือกระทำให้แพร่หลายด้วยวิธีใดไปยังสาธารณะในลักษณะที่เห็นได้ว่าเป็นการเรียกร้องหรือการติดต่อเพื่อการค้า ประเวณีของตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสองปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือทั้ง จำทั้งปรับ ก่อนนำตัว 4 สาว ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชัยภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ลุงเก็บของเก่าฝันให้โชครางวัลที่ 1 งวดที่แล้วเฉียดนิดเดียว งวดนี้ถูกเต็มๆ 12 ล้าน

คนเก็บของเก่าดวงเฮงถูกรางวัลที่ 1 รับเงิน 12 ล้าน โร่แจ้งความก่อนกลับบ้านเกิดทันที

นายประหยัด ร่มสันเทียะ อายุ 55 ปี ชาว ต.วังโพรง อ.มะปราง จ.พิษณุโลก หลังจากที่รู้ว่าตัวเองถูกรางวัลที่ 1 ก็ได้เดินทางมาที่ สภ.คลองห้า เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

ร.ต.อ.ธีรพัทธ ป้องเรือ รองสารวัตรเวรสอบสวน เผยว่า นายประหยัด อายุ 55 ปี บ้านเดิมอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก และมาเช่าห้องพักอยู่ย่านคลองห้าหลังโรงงานซองไปรษณีย์พาสเทล ซองไปรษณีย์สีพาสเทล และยึดอาชีพเก็บของเก่าขาย ถูกหวยรางวัลที่ 1 เพราะฝันว่ามีคนมาบอก ให้ซื้อหวยเลขนี้

และเมื่องวดที่แล้ว ก็เกือบถูกรางวัลที่ 1 มาครั้งหนึ่งแล้วเพียงแต่เลขท้ายสองตัวสลับกัน และมางวดนี้จึงหาซื้อเลขนี้สองใบ จึงถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 2 ใบ เป็นเงินรางวัล จำนวน 12 ล้านบาท กลายเป็นเศรษฐีใหม่ทันที พร้อมทั้งได้แสดงความดีกับนายประหยัดหนุ่มใหญ่ดวงเฮงโชคดีรายนี้ด้วย

คนเลี้ยงม้า เครียด-ไม่อยากเป็นภาระลูก ปลิดชีพสลด เผยเคยบ่นอยากบวช

เพื่อนร่วมงานช็อก คนเลี้ยงม้า เครียดปัญหาสุขภาพ ผูกคอเสียชีวิตคาบ้านพักในพื้นที่จ.นครปฐม เผยเคยบ่นอยากเลิกอาชีพนี้แล้วไปบวชเป็นพระ

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 1 ก.ค. พ.ต.ท.ภานุวัฒน์ รัตนพันธ์ รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.สามควายเผือก รับแจ้งเหตุมีคนผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพักคนเลี้ยงม้าหลังโรงงานถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ ต.สามควายเผือก อ.เมือง จ.นครปฐม หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมชุดสืบสวน สภ.สามควายเผือก แพทย์เวรโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม และเจ้าหน้าที่มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านพักคนเลี้ยงม้าปลูกติดกัน 5 ห้อง ภายในห้องที่ 3 ที่บริเวณหน้าห้องน้ำในห้องพักพบศพ นายประไทย (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 61 ปี สภาพผูกคอกับขอบประตูห้องน้ำ สวมเสื้อกล้ามสีขาว สวมกางเกงขาสั้น ตามร่างกายไม่พบบาดแผลและร่องรอยจากการถูกทำร้าย แพทย์ลงความเห็นเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเหตุ คนเลี้ยงม้า ผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพักคนงาน

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเหตุ คนเลี้ยงม้า ผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพักคนงาน

จากการสอบถาม ร.ต.พิชัย อยู่จงดี อายุ 63 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนเลี้ยงม้าด้วยกัน กล่าวว่า นายประไทยอาศัยอยู่ตามลำพังในบ้านพักคนเลี้ยงม้า เนื่องจากเลิกรากับภรรยา แต่จะมีลูก ๆ มาเที่ยวหาเป็นประจำ ก่อนหน้านี้นายประไทยเคยบ่นให้ฟังว่า สุขภาพร่างกายไม่ค่อยดี ตาเป็นต้อ อยากเลิกเลี้ยงม้าแล้วไปบวชเป็นพระ เพราะเหนื่อยกับปัญหาส่วนตัว

“กระทั่งช่วงเช้าที่ผ่านมา ปกติแล้วเมื่อถึงเวลา 04.00 น. นายประไทยจะลุกขึ้นมานั่งอยู่ที่ประตูห้องเพื่อเตรียมตัวทำงาน เลี้ยงม้า ทำความสะอาดคอกและเก็บฟาง แต่วันนี้ไม่ยอมออกมาจากห้อง เวลา 05.30 น. ผมได้มาเรียกแต่ไม่มีเสียงตอบรับ จึงคิดว่าไม่สบายนอนหลับ จากนั้นเวลา 06.00 น. ผมมาอีกครั้ง เมื่อผลักประตูก็ไม่ได้ล็อก จึงเดินเข้าไปในห้องและพบว่าผูกคอตายแล้ว จึงตกใจวิ่งออกจากห้องเพื่อไปบอกเพื่อน ๆ ให้มาช่วยกันดูและเรียกตำรวจ” ร.ต.พิชัย กล่าว

บริเวณบ้านพักคนเลี้ยงม้า

บริเวณบ้านพักคนเลี้ยงม้า

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเบื้องต้นสันนิษฐานว่า อาจจะประสบภาวะเครียดกับปัญหาสุขภาพ จึงไม่อยากเป็นภาระของลูกหลาน ก่อนตัดสินใจผูกคอเสียชีวิตดังกล่าว

สำหรับเพื่อนของผู้ตายต่างพูดกันว่า เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ภรรยาน้อยของนายประไทยก็เสียชีวิตที่คอกม้าแห่งหนึ่งใน อ.ดอนตูม จ.นครปฐม โดยลักษณะการตายก็เป็นการผูกคอตายเหมือนกันกับนายประไทยเช่นกัน

3 หนุ่มแก๊งยาขัดผลประโยชน์ ดักยิงตาย 1 ศพ ตามไปยิงถึงบ้านเจ็บสาหัส มือยิงถูกรวบ

เมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. ของวันที่ 28 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คง จังหวัดนครราชสีมา ได้รับแจ้งเหตุบุคคลถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ที่บ้านหนองม่วง ตำบลวังมะนาว จึงได้ประสาน รื่นจิตอาสากู้ชีพกู้ภัยลูกข่ายโรงพยาบาลคง ออกตรวจสอบที่เกิดเหตุ แต่ในขณะเจ้าหน้าที่กู้ภัย กำลังออกตรวจสอบพบรถกระบะ ตกข้างทาง จึงได้ทำการตรวจสอบ พบคนขับนอนแน่นิ่งในรถ มีบาดแผลบริเวณแผ่นหลัง คล้ายถูกยิง ไม่หายใจไม่มีชีพจร จึงได้ทำการกั้นเขตรอเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่รื่นจิตอาสากู้ชีพกู้ภัยจึงได้ไปช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ จากการตรวจสอบเบื้องต้นผู้ได้รับบาดเจ็บชื่อ นายยิ่งยศ มีบาดแผลถูกยิง บริเวณเหนือหัวเข่าและใบหน้าในลักษณะยิงกรอกปาก นอนหายใจรวยรินจมกองเลือดอยู่ เจ้าหน้าที่หน่วยกู้กู้ภัยจึงได้นำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลคง หลังจากนั้นจึงได้ย้อนมาตรวจสอบผู้เสียชีวิตในรถกระบะ ทราบชื่อต่อมา คือนายจาตุรงค์ อายุ 25 ปี พนักงานโรงงานถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบมีบาดแผลถูกยิงที่แผ่นหลังทะลุหน้าท้อง นอนเสียชีวิตอยู่ที่เบาะนั่งคนขับ

จากแนวทางการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบว่า ผู้ก่อเหตุครั้งนี้ชื่อว่านายธวัชชัย หรือชื่อเล่นนายสาม อายุ 37 ปี เนื่องจากทางผู้ก่อเหตุผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต มีรายชื่อเกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติด เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้กระจายกำลังค้นที่บ้านของนายสาม ก่อนให้ญาติพี่น้องช่วยกล่อมนายสามให้มอบตัวแต่โดยดี แต่เบื้องต้นจากการสอบถามผู้ก่อเหตุยังให้การวกวน และจากการตรวจค้นบ้านพบว่า มีอุปกรณ์เสพยาเสพติดและชิ้นส่วนของปืนปากกาตกอยู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจะสืบสวนหาสาเหตุของการเกิดเหตุในครั้งนี้ต่อไป

นักมวยดังถูกยิงดับปริศนา หลานชายเมียวัย 14 สารภาพเป็นคนลั่นไก แต่ครอบครัวไม่เชื่อ

ครอบครัวแฉพิรุธ-เงื่อนงำ นักมวยดังถูกยิงดับปริศนา เด็กชายวัย 14 หลานชายของภรรยา สารภาพเป็นคนลั่นไก  

(25 มิ.ย.63)  เมื่อเวลา 16.00 น. ที่สำนักงานทนายคู่ใจ ถ.แจ้งวัฒนะ ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายนัทธี อายุ 78 ปี  นางกิมห้อง อายุ 73 ปี และนางสาวชวพร อายุ 44 ปี พนักงานโรงงานซองพลาสติกกันกระแทก ซองกันกระแทกพลาสติก พ่อ แม่ น้องสาว รวมทั้งญาติพี่น้อง  เดินทางมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี  เข้าร้องเรียนกับนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์  ประธานเครือข่ายทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เพื่อความช่วยเหลือและคืนความเป็นธรรมให้กับ นายโอภาส อายุ 46 ปี หรือชื่อในการชกมวยคือ รุ่งศักดิ์เล็ก ศิษย์ครูศักดิ์ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตเมื่อคืนวันที่ 29 พ.ค.63 ขณะภรรยาโทรให้มาหา 

หลังเกิดเหตุ เด็กชายเอก (นามสมมติ) อายุ 14 ปี หลานภรรยาผู้ตาย เดินทางเข้ามอบตัวกับตำรวจ สภ.ไชยา รับสารภาพว่าเป็นมือปืนก่อเหตุยิงอดีตนักมวยเสียชีวิต พ่อแม่และน้องสาวผู้ตายเชื่อเด็กเป็นแพะถูกให้มารับอ้างเป็นมือยิงเพราะกฎหมายไม่สามารถมาเอาผิดดำเนินคดีเด็กได้ 

น.ส.ชวพร  น้องสาวผู้เสียชีวิต กล่าวทั้งน้ำตาว่าพี่ชายอยู่กินกับภรรยาคือ น.ส.สุดารัตน์ อายุ 40 ปี มานานกว่า 20 ปี  จนมีลูกสาวด้วยกัน 2 คน หลังเลิกชกมวยก็ออกมาทำงานและเป็นหัวหน้าครอบครัวเลี้ยงดูภรรยากับลูก มาระยะหลังทั้งคู่มักมีปากเสียงทะเลาะกันเพราะพี่ชายเคยปรับทุกข์กับพี่สาวอีกคน ว่าภรรยาแอบมีกิิ๊กกับชายอื่น แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรเพราะพี่ชายภรรยาเป็นพวกมีอิทธิพลพัวพันยาเสพติด เกรงจะไม่ปลอดภัย อีกทั้งยังพูดว่าทำประกันไว้หากตายไปคนรับผลประโยชน์คือภรรยา   

คืนเกิดเหตุขณะนั่งคุยกันอยู่ในบ้านพร้อมหน้าพร้อมตา พี่ชายก็ขอตัวพร้อมขับรถออกไปหาภรรยาเพราะภรรยาโทรตาม มาทราบอีกที่ว่าถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตที่บริเวณแก้มขวาทะลุท้ายทอย เหตุเกิดสองทุ่มคืนวันที่ 29 พ.ค.63  แต่ภรรยาโทรแจ้งตำรวจเกือบสามทุ่ม เมื่อพวกตนไปบ้านที่เกิดเหตุพบไฟดับหมด หลักฐานต่างๆ ก็ไม่เหลือร่องรอยอะไรเลย โทรศัพท์มือถือพี่ชายก็ถูกลบข้อมูลหมดทุกอย่าง 

ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกพวกตนไปพบพร้อมแจ้งว่าคนร้ายคือเด็กชายเอกมามอบตัวแล้วและรับว่าเป็นคนยิงพี่ชาย สาเหตุมาจากถูกด่าว่ารังแกทำร้ายมาตลอดทั้งๆที่เด็กชายเอกซึ่งมีลักษณะเรียบร้อยแทบจะเป็นผู้หญิงและพึ่งจะมาอยู่เพียงไม่กี่เดือนจะมีปืนเอาปืนมาจากไหนมายิงพี่ชายซึ่งยืนยันได้เลยว่าไม่เคยทะเลาะหรือทำร้ายเด็กชายเอกเลยที่ผ่านมา    

เรื่องที่เกิดขึ้นพ่อกับแม่ ตนเองและญาติๆทุกคนไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเด็กชายเอกจะเป็นคนก่อเหตุ  อาวุธปืนตำรวจบอกเป็นขนาด .38 แต่กระสุนที่พบเป็น 9 มม. พวกตนไม่เคยเห็นปืนเลยตั้งแต่เกิดเรื่อง ตำรวจเองก็ไม่เคยให้ความกระจ่างในคดี เลยตัดสินใจกันทั้งครอบครัวว่าจะไม่เผาศพพี่ชายจนกว่าจะจับคนร้ายตัวจริงได้ ตอนนี้ภรรยาพี่ชายก็อยู่กินกับผู้ชายคนใหม่แล้ว คืนเกิดเหตุมีพยานเห็นชาย 3 คน อยู่ที่บ้าน น.ส.สุดารัตน์ หลังเกิดเรื่องก็หลบหนีไป พวกตนเชื่อว่าเด็กชายเอกคงถูกขอร้องให้เป็นแพะรับว่ายิงพี่ชายเพราะทางกฎหมายดำเนินคดีอะไรไม่ได้อยู่แล้วกับเด็ก จึงต้องเดินทางมาร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับทนายรณณรงค์”

ด้านทนายรณรงค์ กล่าวว่าอยากให้มีการตรวจสอบคดีนี้ให้ละเอียด ทั้งจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุว่ากล้องเสียจริงหรือเปล่า รวมถึงการสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุมีการสอบสวนครบถ้วนหรือไม่ แล้วทำไมข้อมูลจากทางญาติผู้เสียชีวิตตำรวจไม่สอบสวนแล้วนำไปใช้ประกอบสำนวนคดี นอกจากนี้อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุหาเจอหรือยังเพราะใน จ.สุราษฏร์ธานี เป็นพื้นที่ของผู้มีอิทธิพล หลายๆ คดีเองยังไม่สามารถปิดคดีได้ตนไม่อยากให้คดีนี้เป็นคดีแบบนั้นที่คนตายจะหาตัวคนทำผิดไม่ได้ หรือหากว่าเด็กคนที่ก่อเหตุยืนยันว่าเป็นคนก่อเหตุจริงแล้วตำรวจเชื่อ แต่ทางญาติไม่เชื่อขึ้นมาแล้วศาลยกฟ้องใครจะเป็นคนรับผิดชอบ

มะเร็งพรากชีวิตภรรยานาน 4 ปี ยังทำใจไม่ได้ สามีผูกคอตายต่อหน้ารูปและโกศอัฐิ

ลุงชาวบุรีรัมย์ยังทำใจไม่ได้เมียป่วยมะเร็งเสียชีวิตไปเมื่อ 4 ปีก่อน ผูกคอตายกับกลอนประตูต่อหน้ารูปถ่ายและโกศบรรจุกระดูกเมีย ลูกชายเผยหลังแม่เสียพ่อบ่นคิดถึงทุกวัน     

เมื่อเวลา 21.50 (22 มิ.ย.63) ร.ต.อ.สำรวย   อบกลาง  รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.นางรอง  จ.บุรีรัมย์   ได้รับแจ้งมีเหตุคนผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านหลังหนึ่ง ในเขตเทศบาลเมืองนางรอง จึงประสานแพทย์เวรโรงพยาบาลนางรอง  และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ 

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียวตั้งอยู่ถนนประดิฐษ์ปานะ ต.นางรอง อ.นางรอง พบศพของนายแสง อายุ 57 ปี พนักงานโรงงานกล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูปผู้ที่ผูกคอตายซึ่งญาติได้ตัดเชือกรองเท้าออกแล้วนำร่างวางไว้กับพื้น   จากการตรวจสอบสภาพศพเบื้องต้นไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย  มีเพียงรอยเขียวช้ำที่บริเวณลำคอ  คาดว่าน่าจะเป็นรอยเชือกที่ใช้ผูกคอตัวเองกับกลอนประตูหน้าบ้าน    ทั้งนี้ยังพบจดหมายเขียนด้วยลายมือ 1 ฉบับ  วางไว้บริเวณหน้ารูปถ่ายและโกศบรรจุกระดูกของภรรยาผู้ตาย  โดยในจดหมาย “มีรอยใช้ปากกาขีดเป็นเส้นคล้ายกับนับอะไรบางอย่าง  และมีข้อความที่เขียนด้วยลากมือว่า “วันที่ 11  เม.ย.63  พ่อลาก่อน”  จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถามนายนัฐพงศ์ อายุ 31 ปี ลูกชายผู้ตาย เล่าว่า ช่วงค่ำวันนี้ทุกคนในบ้านรวมถึงพ่อด้วย ก็ได้พากันไปงานศพของคนในหมู่บ้าน แต่พ่อกลับมาบ้านก่อน จากนั้น น.ส.ปนัดดาหลานสาวกลับมาถึงบ้านก็แทบช็อก  เมื่อเห็นนายแสง ใช้เชือกรองเท้าสีดำผูกคอตายกับกลอนประตูหน้าบ้าน โดยลักษณะการผูกพ่อหันหน้าไปทางรูปถ่ายและโกศบรรจุกระดูกแม่  เหมือนกับจะอยากบอกให้แม่รับรู้ถึงความรู้สึกที่พ่อมีให้กับแม่ จากนั้น น.ส.ปนัดดา  ผู้เป็นหลานก็วิ่งไปบอกตนเองและญาติพี่น้องคนอื่นให้มาดู  พอมาถึงลุงก็ใช้มีดตัดเชือกออกและช่วยกันปั๊มหัวใจ แต่ก็ไม่มีสัญญาณชีพพบว่าพ่อได้เสียชีวิตไปแล้ว 

ส่วนสาเหตุที่พ่อคิดสั้นผูกคอเสียชีวิต ก็น่าจะยังทำใจไม่ได้ที่แม่เสียชีวิตไปเมื่อ 4 ปีก่อนด้วยโรคมะเร็ง  เพราะหลังจากแม่เสียชีวิตพ่อก็จะบ่นคิดถึงแม้เกือบทุกวัน  ทั้งยังบอกกับตนเองหลายครั้งว่ารักแม่มาก ประกอบกับวันนี้พ่อดื่มเหล้าด้วยจึงทำให้ตัดสินใจคิดสั้นแบบนั้น ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวก็สร้างความเสียใจให้กับคนในครอบครัวเป็นอย่างมาก

สาวเอาเก๋งไปซ่อม 2 เดือน รถหายไร้ร่องรอย สุดท้ายพบเจ้าของอู่ผูกคอตาย

สาวเจ้าของรถเข้าแจ้งความหลังนำรถเข้าซ่อมนาน 2 เดือนแต่รถกลับหายไร้ร่องรอย ติดต่อเจ้าของอู่ไม่ได้ สุดท้ายพบเจ้าของอู่เป็นศพ

(18 มิ.ย.63) เวลา 17.30 น. ร.ต.อ.กวีวุฒิ บุญเรือง รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองระยอง ได้รับแจ้งจาก นางณัฏฐิยาภรณ์ อายุ 38 ปี พนักงานโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ แจ้งว่า ได้นำรถเก๋งยี่ห้อฟอร์ดโฟกัส ทะเบียน ชง 235 ระยอง ไปซ่อมที่อู่ช่างกล้า เจ้าของอู่ชื่อ นายพันธนันท์ เมื่อปลายเดือนเมษายน 2563 จากนั้นช่างแจ้งว่าไม่สามารถที่จะซ่อมได้ จึงเข้าไปติดต่อเพื่อขอรับรถคืนแต่ปรากฏว่ารถไม่อยู่ ไม่สามารถติดต่อเจ้าของอู่ได้จึงมาลงบันทึกประจำไว้เป็นหลักฐาน

ต่อมาเมื่อเวลา 19.00 น. ร.ต.อ.กวีวุฒิ บุญเรือง รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองระยอง ได้รับแจ้งจาก นางฐัชญา ว่า พบศพ นายพันธนันท์ หรือ ช่างกล้า เจ้าของอู่ ผูกคอเสียชีวิตอยู่ในห้องพักภายในอู่ซ่อมรถ หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างพรกุศลระยอง แพทย์เวร รพ.ระยอง

ที่เกิดเหตุ บ้านเปิดเป็นอู่รับซ่อมรถยนต์ มีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่เศษ มีรถยนต์ที่มาจอดรอซ่อมนับสิบคันจอดอยู่ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ภายในบ้านปูนชั้นเดียว พบศพผู้เสียชีวิตนุ่งกางเกงขายาวเสื้อยืดลายแขนสั้น ใช้สายเซฟตี้เบลท์รัดที่คอปลายอีกด้านผูกเข้ากับเส้นลวด ร้อยเข้ากับช่องลมผนังกำแพงบ้านร่างของผู้ตายห้อยโตงเตงลิ้นจุกปาก ตรวจสอบเบื้องต้น คาดว่าตายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง ในที่เกิดเหตุไม่พบร่องรอยการต่อสู้ การรื้อค้นทรัพย์สิน ไม่พบบาดแผลและการถูกทำร้าย

จากการสอบสวน นางฐัชญา อายุ 24 ปี ภรรยาผู้ตาย ให้การว่า ผู้ตายมาเช่าพื้นที่เปิดเป็นอู่รับซ่อมรถ มีลูกค้ามากมาย แต่ว่าตนเองไม่ค่อยได้ทราบเรื่องธุรกิจของแฟน และไปๆ มาๆ เพราะทำงานฟรีแลนซ์ ช่วงเย็นวันนี้ ก็อยู่ที่บ้านและได้โทรศัพท์ มาหาช่างกล้าหลายรอบแต่ไม่ยอมรับสาย โทรตั้งแต่ 15.30 น. จนกระทั่ง 6 โมงเย็นจึงได้เดินทางมาที่อู่ เดินเข้าไปภายในห้องด้านหลังพบว่าช่างกล้าผูกคอเสียชีวิตแล้ว ตกใจอย่างมาก ทำอะไรไม่ถูก จึงให้เพื่อนบ้านโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนปมสาเหตุที่ทำให้สามีต้องคิดสั้นตัดสินใจลาโลก น่าจะมาจากปัญหาความเครียดเรื่องงาน ซึ่งตนเองก็ไม่ทราบรายละเอียด

ด้านนาย เสกสรร พี่ชายของผู้เสียชีวิต เผยว่า ตนเองทำงานอยู่ที่พัทยา ทราบข่าวก็รีบมา ยอมรับว่า ที่ผ่านมาน้องชาย ไม่เคยบอกปัญหาชีวิตให้ฟังจึงไม่ทราบถึงสาเหตุของการคิดสั้นในครั้งนี้

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ ส่งศพตรวจพิสูจน์หาสาเหตุการตายที่แน่ชัด และจะเรียกผุ้เกี่ยวข้องไปตรวจสอบรวมทั้งลูกค้าที่เป็นเจ้าของอีกหลายรายที่นำรถมาซ่อมที่อู่นี้ แล้วยังหารถของตัวเองไม่เจอไม่ทราบว่ารถไปอยู่ที่ไหน