คลังเก็บป้ายกำกับ: สายรัดพลาสติก

จับผัวคลั่งยาบ้า ราดเบนซิน เผาบ้านตัวเอง รับเสพไป 10 เม็ด สติหลุด เมียผวา จนย้ายหนี

จับผัวคลั่งยาบ้า ราดเบนซิน เผาบ้านตัวเอง รับเสพไป 10 เม็ด สติหลุด เมียผวา จนย้ายหนี

วันที 1 เม.ย. พ.ต.ท.นพดล เปลี่ยนรูป รอง ผกก.สส.สภ.วารินชำราบ นำกำลังเข้าจับกุม นายปราโมทย์ ทิมา อายุ 32 ปี อดีตพนักงานประจำโรงงานผลิตสายรัดพลาสติก และสายรัดกล่อง อยู่บ้านเลขที่ 324 หมู่ที่ 10 ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ผู้ต้องหาตามหมายศาลจังหวัดอุบลราชธานี ที่ 60/2562 ลงวันที่ 31 มี.ค. 2562 ข้อหา วางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นและเสพยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1(ยาบ้า)

โดยการจับกุมดัวกล่าวสืบเนื่องจาก เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 29 มี.ค. ทีผ่านมา สภ.วารินชำราบ รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านของผู้ต้องหา ที่บ้านพงสว่าง หมู่ที่ 10 ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี พบทรัพย์สินถูกเพลิงไหม้ ได้รับความเสียหายกว่า 200,000 บาท ประกอบด้วยรถเก๋ง 1 คัน รถไถนาเดินตาม 1 คัน และยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือก 20 กระสอบ

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายปราโมทย์ ให้การรับสารภาพว่า ได้เสพยาบ้าไป 10 เม็ด แล้วเกิดอาการหลอน คุมสติตัวเองไม่อยู่ จึงลงมือกอเหตุ โดยดูดเอาน้ำมันเบนซินจากถังน้ำมันรถเก๋งคันที่จอดอยู่ จากนั้นได้นำไปราดที่ยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือกและจุดไฟเผา หลังกอเหตุได้หลบหนีออกไปทางหลังบ้านจนกระทั้งมาถูกตำรวจตามจับกุมตัวได้

ขณะที นางจันทรา ทิมา อายุ 30 ปี ภรรยาของนายปราโมทย์ เจ้าของบ้าน ให้การว่า บ้านหลังนี้ ปกติแล้วตนเองก็จะอยู่กับนายปราโมทย์ แต่ระยะหลัง ไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยเพราะสามีจะเสพยาบ้า แล้วเกิดทะเลาะวิวาทกับตนเองอยู่บ่อยครั้ง และตอนที่ทะเลาะกันสามีเคยพูดไว้จะเผาบ้านหลังนี้

ก่อนเกิดเหตุตนเองไม่ได้อยู่บ้าน มีเพียงสามีอยู่บ้านเพียงลำพังและมีเพื่อนบ้านโทรไปบอกว่ายุ้งฉางถูกไฟไหม้จึงรีบกลับมาดู พบทรัพย์สินถูกไหม้เสียหายหมดแล้ว ตนเชื่อว่าน่าจะเป็นฝีมือนายปราโมทย์ เนื่องจากสามีเครียดในปัญหาชีวิต ชอบกินเหล้าและเสพยาบ้าอยู่เป็นประจำ

ครูสอนภาษาผูกคอดับ คาบ้านพัก ญาติเศร้า เผยผู้ตาย เป็นที่รักของเพื่อน-ลูกศิษย์

ครูสอนภาษาผูกคอดับ คาบ้านพัก ญาติเศร้า เผยผู้ตาย เป็นที่รักของเพื่อน-ลูกศิษย์

วันที่ 11 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.40 น. วันที่ 10 มี.ค. ร.ต.อ.ชาญฤทธิ์ สุขเจริญ รองสว.สส. สภ.เมืองจันทบุรี รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์วิทยุกู้ภัย สมาคม สว่างกตัญญูธรรมสถาน จันทบุรี ว่ามีครูสอนภาษาผูกคอฆ่าตัวตาย ภายในบ้านพัก พื้นที่ ต.หนองบัว อ.เมืองจันทบุรี จึงพร้อมแพทย์เวร รพ.พระปกเกล้าจันทบุรี และกำลังเจ้าหน้ากู้ภัยฯ ร่วมเดินทางตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ภายในห้องนอน พบศพของนายปราโมทย์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 51 ปี เจ้าของบ้าน ผูกคอดับ โดยลูกกรงเหล็กหน้าต่างยังพบเนคไทสีดำขาด ต่อมาทาง ร.ต.อ.ชาญฤทธิ์ ประสานให้เจ้าหน้าที่กู้ภัย นำร่างผู้เสียชีวิตลงมา เพื่อให้แพทย์เวร ทำการตรวจชันสูตรหาสาเหตุเบื้องต้น

จากการสอบสวนญาติผู้เสียชีวิต ทราบว่า นายปราโมทย์ ผู้ตาย ปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นครูสอนภาษาให้กับสถานกวดวิชา ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งใน จ.จันทบุรี และเป็นตัวแทนจำหน่ายสายรัดพลาสติก สายรัดกล่อง และเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนๆและลูกศิษย์ ก่อนเกิดเหตุช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ของวันเกิดเหตุ ญาติไม่เห็นว่า นายปราโมทย์ ออกมาจากห้องนอน

โดยญาติคิดว่าคงอาจพักผ่อนเนื่องจากเป็นวันหยุด จนกระทั่งช่วงค่ำ ก็ยังไม่เห็นจึงไปเคาะประตูตะโกนเรียก แต่ไม่มีเสียงตอบรับ เมื่อเปิดประตูเข้าไปดู พบว่า นายปราโมทย์ ผูกคอภายในห้องนอนเสียชีวิตแล้ว จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่มาให้ตรวจสอบ ส่วนสาเหตุของการตัดสินใจคิดสั้น ผูกคอฆ่าตัวในครั้งนี้ ไม่มีใครทราบ เนื่องจาก นายปราโมทย์ ไม่เคยพูดถึงปัญหาให้ใครฟัง

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการตรวจสอบข้อมูลจากมือถือของผู้ตาย พร้อมกับตรวจหาหลักฐานอื่นๆ ภายในห้องนอนบันทึกไว้เป็นหลักฐาน เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดี พร้อมกันนี้ได้ประสาน เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ นำร่างผู้เสียชีวิตนำส่ง รพ.พระปกเกล้าฯ เพื่อให้แพทย์ทำการตรวจวินิจฉัย ยืนยันหาสาเหตุการเสียชีวิตอีกครั้ง ก่อนมอบให้ญาตินำศพกลับไปทำพิธีทางศาสนาต่อไป

หยิบรองเท้าผีไปใส่ เดินลุยหากิ้งก่า วนกลับมาถึงช็อก เป็นของศพนอนตายริมทางรถไฟ

วันที่ 27 ก.พ. พ.ต.ท.นัทธกานต์ วรรณพันธ์ สารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งว่าพบศพชายนอนเสียชีวิตขึ้นอืดอยู่ข้างทางรถไฟ บริเวณท้ายซอยสามัคคี 10 เขตเทศบาลนครอุดรธานี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวร ร.พ.ศูนย์อุดรธานี และหน่วยกู้ภัยอุดรสว่างเมธาธรรม

ที่เกิดเหตุพบศพชายไม่ทราบชื่อและนามสกุล อายุประมาณ 35-40 ปี สวมเสื้อยืดสีเทา นุ่งกางเกงยีนขายาวสีดำ นอนเสียชีวิตอยู่ริมทางรถไฟ สภาพศพขาขวาหัก ห่างกันประมาณ 2 เมตร พบรองเท้าแตะของผู้ตาย ขณะเดียวชาวบ้านละแวกนั้นที่รู้ข่าวก็ได้พากันเดินดู ก็ไม่พบว่าเป็นญาติของคนในพื้นที่ คาดว่าคงมาจากที่อื่น

จากการสอบสวน นายบุญมา โพนมา อายุ 39 ปี พนักงานโรงงานสายรัดพลาสติก และสายรัดกล่อง ให้การว่า ในช่วงก่อนเที่ยงวันนี้ ขณะที่พาหลานชายไปเดินจับกิ้งก่า บริเวณแถวริมทางรางรถไฟ เพื่อนำไปทำกินมื้อเที่ยง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุก็ได้กลิ่นเหม็นรุนแรง และสังเกตเห็นรองเท้าแตะวางอยู่ริมทางรถไฟ จึงได้เอารองเท้าไปใส่เดินหากิ้งก่ากันต่อ ก่อนจะเดินกลับมาที่เดิมก็พบศพนอนอยู่ริมทางรถไฟ จึงได้แจ้งตำรวจมาตรวจสอบ

ด้าน พ.ต.ท.นัทธกานต์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบไม่พบเอกสารใดๆ ในตัวผู้ตาย สภาพศพคอหัก ขาหักทั้ง 2 ข้าง เสียชีวิตมาประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนสาเหตุการคาดว่าผู้ตาย อาจจะโดยสารมากับรถไฟขบวนใดขบวนหนึ่ง แล้วเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุเกิดพลัดตกลงมา หรือไม่อาจจะถูกรถไฟชนขณะเดินอยู่บนรางรถไฟ ซึ่งจะได้สืบสวนหาสาเหตุการตายให้แน่ชัดอีกครั้งหนึ่ง โดยให้มูลนิธิฯ นำศพไปไว้ที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรฯ เพื่ออาจจะมีญาติของผู้ตาย มาติดต่อรับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

2สาวแสบ หลอกซื้อดาวน์รถ ก่อนเชิดหนี พบเหยื่อหลงเชื่ออื้อ เสียหายกว่า 30 ล้าน

เหยื่อร้องกองปราบถูก 2 สาวแสบ หลอกซื้อดาวน์รถ กระบะก่อนเชิดหนี เผยทำทีติดต่อขอซื้อรถโชว์เงินหมุนเวียนนับล้าน ช่วงแรกก็ผ่อนชำระตามปกติ ก่อนติดค้าง สุดท้ายเชิดเงินหนี พบมีคนตกเป็นเหยื่อกว่า 20 ราย

หลอกซื้อดาวน์รถ / เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่กองปราบปราม นายวุฒิชัย คำดี อายุ 44 ปี ชาว จ.ศรีสะเกษ พร้อมกลุ่มผู้เสียหายประมาณ 20 ราย เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล รอง ผกก. (สอบสวน) กก.2 บก.ป. เพื่อดำเนินคดีกับ น.ส.พลอย และน.ส.ปุ๋ย ที่ร่วมกันหลอกซื้อดาวน์รถยนต์ ก่อนจะเชิดรถหนีหายไป ทำให้กลุ่มผู้เสียหายถูกไฟแนนซ์ติดตามทวงค่างวดผ่อนชำระที่ติดค้างไว้ ต้องกลายเป็นหนี้สินจากการติดค้างค่างวดรถที่เหลือ โดยนำเอกสารการทำสัญญาซื้อขายรถยนต์มามอบให้เป็นหลักฐาน เพื่อประกอบการพิจารณา

นายวุฒิชัย อดีตพนักงานโรงงานจำหน่ายสายรัดพลาสติก และสายรัดกล่องราคาถูก กล่าวว่า เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2561 ตนมีปัญหาทางการเงิน จนไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายผ่อนรถกระบะ ยี่ห้อฟอร์ด 4 ประตู จึงตัดสินใจขายดาวน์ผ่านเพจเฟซบุ๊กซื้อขายรถแห่งหนึ่ง ต่อมามี น.ส.พลอย และน.ส.ปุ๋ย ติดต่อเข้ามาขอซื้อรถของตน

โดยอ้างตัวเองว่าทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลสมิติเวชมีรายได้แน่นอน พร้อมกับแสดงหลักฐานเงินเดือนมีเงินหมุนเวียนนับล้านๆ บาท ตนหลงเชื่อยอมขายดาวน์รถให้ ตกลงราคาอยู่ที่ 8 หมื่นบาท

ส่วนค่างวดที่เหลือทั้งคู่จะรับผิดชอบผ่อนชำระกับบริษัทไฟแนนซ์เอง และจะทำเรื่องเปลี่ยนกรรมสิทธิ์รับผิดชอบค่างวดรถในภายหลัง ช่วงแรกคนทั้ง 2 คนก็ผ่อนชำระตามปกติ แต่มาระยะหลังก็เริ่มจ่ายเงินล่าช้า จนทำให้มีเงินติดค้างกับบริษัทอยู่หลายงวด จนทำให้ตนถูกทวงถาม เนื่องจากรถยังอยู่ในความรับผิดชอบของตน เพราะยังไม่ทำเรื่องเปลี่ยนสัญญา

เมื่อติดต่อทวงถามไปยังน.ส.พลอยก็อ้างว่าตอนนี้ติดปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ตนก็จะขอรถคืน โดยตกลงส่งมอบรถคืนกันในวันที่ 10 ม.ค. ที่ผ่านมา เมื่อถึงกำหนด ทั้งคู่กลับไม่ยอมนำรถมาคืนให้กับตามนัด และไม่สามารถติดต่อได้อีก

ก็เลยลองตรวจสอบประวัติของบุคคลทั้ง 2 จนทราบว่ายังมีผู้ตกเป็นเหยื่อถูกหลอกลักษณะเดียวกันอีกกว่า 20 คน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท จึงรวมตัวกันมายังกองปราบฯ เพื่อร้องขอความเป็นธรรม

เบื้องต้น พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้เสียหายไว้เป็นหลักฐาน ก่อนรวบรวมข้อมูลเสนอต่อผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป