คลังเก็บป้ายกำกับ: ถุงแก้วฝากาว

เดินทางผิด! ผู้ต้องหาเครียด ผูกคอดับคาห้องขังโรงพัก เขียน จม.ลาขอโทษครอบครัว

วันที่ 19 มี.ค. พ.ต.อ.อุดร แก้วสุขศรี ผู้กำกับฯ สภ.สวี อ.สวี จ.ชุมพร พร้อมด้วย กองพิสูจน์หลักฐาน จ.ชุมพร อัยการศาลจังหวัดหลังสวน ปลัดอาวุโสอำเภอสวี แพทย์โรงพยาบาลสวี และหน่วยอาสากู้ภัยมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ ร่วมกันชันสูตรพลิกศพ นายบำรุง (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 59 ปี ภายในห้องควบคุมชั้น 1 ผู้ต้องหาคดียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ของกลางเป็นยาบ้าบรรจุใน ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว จำนวน 600 เม็ด และยาไอซ์น้ำหนัก 21.33 กรัม โดยมีภรรยา ลูกสาว และญาติต่างอยู่ในอาการโศกเศร้าเสียใจ

พ.ต.อ.อุดร กล่าวว่า สำหรับผู้เสียชีวิตเคยมีประวัติถูกจำคุกมาก่อนในข้อหาคดียาเสพติด หลังพ้นโทษหันกลับมาเป็นผู้ค้า จนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวได้และส่งพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมา ระหว่างถูกควบคุมตัวที่ สภ.สวี ยังได้ช่วยสิบเวรซ่อมท่อน้ำภายในห้องขังเนื่องจากมีความรู้ด้านช่าง

พร้อมกับได้พูดตัดพ้อว่า รอบนี้คงจะติดคุกนาน สิบเวรจึงพูดให้กำลังใจว่าเป็นเรื่องของกฎหมายถ้าประพฤติตัวดีไม่นานก็ออกมาใช้ชีวิตกับครอบครัวได้เร็ว ต่อมาเมื่อวาน วันที่ 18 มี.ค. ช่วงเช้าภรรยาได้ขอเข้าเยี่ยมโดยผู้เสียชีวิตได้ขอผ้าขนหนูจากภรรยาบอกว่าอากาศร้อนจะเอาไว้เช็ดหน้า

พ.ต.อ.อุดร กล่าวต่อว่า เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. วันที่ 19 มี.ค. ของคืนที่ผ่านมา มีผู้ต้องหาคดียาเสพติดถูกควบคุมตัวทั้งหมดเป็นชาย 3 ราย มีผู้เสียชีวิตรวมอยู่ด้วย สิบเวรได้เข้าตรวจสอบห้องควบคุมผู้ต้องหา พบว่านอนหลับเรียงรายกันแต่ผู้เสียชีวิตนอนติดกับลูกกรงประตูทางเข้าก็ยังปกติดี ต่อมาประมาณเวลา 03.00 น. สิบเวรได้เดินไปดูห้องควบคุมอีกพบว่านายบำรุง ได้ใช้ผ้าขนหนูผูกคอเสียชีวิต ติดอยู่กับกรงเหล็กห้องควบคุมบริเวณด้านหน้าติดกับประตู

จากนั้นได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับ ก่อนประสานเจ้าหน้าที่ร่วมกันเข้าตรวจสอบ เบื้องต้นไม่พบร่องรอยถูกทำร้าย ส่วนในกระเป๋ากางเกงยีนส์ที่ผู้เสียชีวิตใส่นั้นมีจดหมายลาตาย 1 ฉบับ เขียนตัดพ้อชีวิตเดินทางผิดขอโทษครอบครัว

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ให้ญาติตรวจสอบจดหมายว่าเป็นลายมือของผู้เสียชีวิตหรือไม่ หลังตรวจสอบพบว่าเป็นลายมือผู้เสียชีวิตจริง ญาติจึงไม่ติดใจการเสียชีวิต ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไว้เป็นหลักฐาน พร้อมส่งศพไปโรงพยาบาลสวีให้แพทย์ชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง




จีพีเอสสุุดสยอง! พาไปเจอศพเละติดขา ตายเป็นเดือน ช็อกโฮเพื่อนสาวมาตายด้วย

เจอศพตายเป็นเดือน อีกศพต้องมาตายด้วย สยองเชื่อเป็นตัวตายตัวแทนกัน จีพีเอสพาสยอง – หลังสาวสองกับเพื่อนสาวใช้นำทางไปดูหมอลำ ดันพาหลงทางจนจยย.แหกโค้ง สาวสองแทบช็อก ดันไปเจอศพที่เหลือแต่กระดูกพร้อมจยย.อยู่ในจุดเดียวกันบริเวณหลังโรงงาน ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว ส่วนโครงกระดูกทราบชื่อแล้วหลังญาติแจ้งหาย

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 3 มี.ค. พ.ต.ต.จันทร์ติ วรรณูปภัมป์ สว.เวร สภ.ปลวกแดง จ.ระยอง ได้รับแจ้งว่า รถจยย.เกิดอุบัติเหตุจนมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย แล้ว ยังพบศพที่เหลือแต่โครงกระดูกและ รถจยย.อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย บริเวณ ถ.รอบอ่างดอกกรายฝั่งผัง1 (โค้งบ้านฝรั่ง) ม.7 ต.แม่น้ำคู้ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง จึงประสานแพทย์เวร รพ.ปลวกแดง และ หน่วยกู้ภัยอำเภอปลวกแดง เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นถนนเปลี่ยว ที่ไม่ค่อยมีรถราวิ่งกันในช่วงกลางคืน พบกับ นายณปภา บุญอาษา อายุ 20 ปี ซึ่งเป็นสาวประเภท2 ที่กำลังยืนรอด้วยอาการตื่นตระหนก พอเห็นเจ้าหน้าที่รีบโผเข้าหา พร้อมพูดจาเสียงสั่นเครือ หลังตั้งสติได้ รีบให้เจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือ น.ส.ปิยะนุช เขียวสระคู อายุ 22 ปี ที่ได้รับบาดเจ็บหมดสติอยู่ข้างจยย.ยี่ห้อยามาฮ่า ฟีโน่ สีขาว ทะเบียน 1กฆ-5748 ระยอง จึงรีบนำตัวส่งรพ.ระยอง แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ทางหน่วยกู้ภัยยังพบศพผู้ชายที่เหลือเพียงโครงกระดูก ใส่เสื้อแจ๊กเก็ตสีดำลายแดง และ กางเกงขายาวสีน้ำเงิน สภาพนอนหงายเสียชีวิตข้างรถจยย.ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีขาวดำ ทะเบียน 1กร-5876 ชลบุรี เจ้าหน้าที่จึงเก็บหลักฐานทั้งหมดในจุดเกิดเหตุ พร้อมทั้งนำศพส่งรพ.ปลวกแดง พิสูจน์สาเหตุการเสียชีวิตต่อไป

จากการสอบสวนนายณปภา บุญอาษา ผู้ได้รับบาดเจ็บ ได้ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนเองพร้อมกับ น.ส.ปิยะนุช เขียวสระคู ผู้เสียชีวิต กำลังเดินทางไปดูหมอลำที่ตลาดนัดซอย3 แม่น้ำคู้ จึงได้ตั้ง GPS จากโทรศัพท์มือถือนำทางไป โดยออกเดินทางจาก ตลาดนิคมพัฒนา อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง ขี่จยย.ไปตามจีพีเอส แต่ปรากฏว่า จีพีเอสได้นำทางเข้าไปบริเวณเส้นทางขอบอ่างเก็บน้ำดอกกราย ที่มืดมาก จนกระทั่งขี่มาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้งแต่ด้วยความไม่ชำนาญทางรถจยย.จึงเสียหลักแหกโค้งลงไปจนล้มกลิ้งหลายตลบ

พอตั้งสติได้ลุกขึ้นมา พบว่าได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนเพื่อนที่มาด้วยกันนอนแน่นิ่งจมกองเลือด จึงพยายามเดินออกไป เพื่อหาคนมาช่วยเหลือ เพียงก้าวแรกก็ต้องสะดุ้งเมื่อไปเหยียบเข้ากับอะไรนิ่มเละติดขา และมีกลิ่นเหม็นเน่า จึงรีบเปิดไฟฉายมือถือมองส่องลงไป ก็แทบช็อก เพราะภาพที่เห็นเป็นภาพศพที่เหลือเพียงหนังและเศษกระดูกอยู่ข้างรถจยย.จึงรีบวิ่งออกมาบนถนน พร้อมโทรแจ้งให้คนมาช่วยทันที เสียใจมากที่เพื่อนเสียชีวิต และแปลกใจว่าทำไมจีพีเอสจึงนำทางมาเส้นทางดังกล่าว ทั้งๆที่เป็นคนละทางกัน

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบกรณีที่มีผู้แจ้งความคนหายไปเมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา โดยผู้ที่หายไปคือนายน้อย ขันแข็ง อายุ 33 ปี ที่หายตัวไปพร้อมรถจยย.เมื่อตรวจสอบทะเบียนรถปรากฏว่าเป็นคันเดียวกัน จึงประสานญาติผู้ที่เข้าแจ้งความคนหายเข้ามาตรวจสอบศพ ซึ่งก็ยืนยีนว่าเป็นเป็นคนเดียวกัน

ตร.สันนิษฐานเบื้องต้นคาดคงจะเกิดอุบัติเหตุรถแหกโค้งแล้วตกลงไปในป่าหญ้าที่ขึ้นสูง จนไม่มีใครเห็น ประกอบกับเส้นทางดังกล่าวมีรถวิ่งน้อยมาก อย่างไรก็ตามต้องรอผลพิสูจน์จากแพทย์อีกครั้งจึงจะสรุปสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป และแจ้งญาติผู้เสียชีวิตล่าสุดให้ญาติทราบต่อไป

ด้านชาวบ้านต่างวิพากษ์วิจารณ์ ว่าเป็นตัวตายตัวแทน ที่นำทางทั้งสองคนไปตรงจุดดังกล่าว จนมีผู้เสียชีวิตหนึ่งราย ทั้งที่เป็นคนละทางกับตลาดนัดซอย3 ที่มีการแสดงหมอลำ เชื่อวิญญาณนำทางให้มาพบกับโครงกระดูกที่เสียชีวิตมาเป็นเดือนแล้ว เพื่อเป็นตัวตายตัวแทนกัน

กลับมาเจอแต่ไฟ ไหม้บ้านวอด 2 หลัง แม่ครัวนั่งร้องไห้ เอาอะไรออกมาไม่ได้ซักอย่าง

ไหม้บ้านวอด วันที่ 5 ม.ค. พ.ต.ท.ทวี ไชยสีดา สารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งเกิดเหตุไฟไหม้บ้านเลขที่ 35 ในซอยพิบูลย์ 4 หมู่ 7 ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี ใกล้กับโรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว จึงประสานไปยังหน่วยบรรเทาสาธารณะภัยเทศบาลนครอุดรธานี นำรถดับเพลิง 5 คันไปให้ความช่วยเหลือ ก่อนรุดไปตรวจสอบพร้อม ร.ต.อ.ณัฐวุฒิ ศิริเวช รอง สว.จร. และเจ้าหน้าที่มูลนิธิอุดรสว่างเมธาธรรม

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง พบกลุ่มควันและแสงเพลิงพวยพุ่งออกมาอย่างรุนแรง ก่อนลุกลามไปยังบ้านเลขที่ 35/2 ซึ่งเป็นบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนสูง 2 ชั้นที่อยู่ติดกัน เจ้าหน้าที่จึงได้ระดมฉีดน้ำสกัดเพลิงไม่ให้ลุกลามไปยังบ้านหลังอื่นอีก โดยใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ถึงสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ พบว่าบ้านทั้ง 2 หลังถูกไฟไหม้วอด โดยมี น.ส.หรรษา คุ้มคง อายุ 36 ปี นั่งร้องไห้ ด้วยความเสียใจ เห็นไฟไหม้บ้านของตน ไม่สามารถนำทรัพย์สินที่มีค่าอะไรสักอย่างออกมาได้เลย

จากการสอบสวน น.ส.หรรษา ให้การว่า ตนทำงานเป็นแม่ครัวที่โรงเรียนบ้านเลื่อม บ้านหลังนี้ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ น้องชายและหลาน แต่ขณะเกิดเหตุพ่อแม่กับหลานไปต่างจังหวัด ตนอยู่บ้านคนเดียว น้องชายก็ไปอยู่ร้านซ่อมรถจยย. ก่อนเกิดเหตุเย็นวันนี้ ตนได้ไปหาหมอฟันที่คลินิกแถวตลาดบ้านห้วย ก่อนออกจากบ้านก็ไม่ได้เสียบปลั๊กไฟอะไรเอาไว้เลย ใช้เวลาอยู่ที่คลินิกประมาณ 2 ชั่วโมง พอกลับมาถึงบ้านพบว่าไฟไหม้บ้านแล้ว ไม่สามารถเข้าไปในบ้านได้ ทำให้ทรัพย์สินในบ้านทั้งหมดวอดไปในกองเพลิง ตนถึงกับล้มทั้งยืน ตะโกนบอกชาวบ้านขอความช่วยเหลือ

น.ส.หรรษา ให้การต่อไปว่า ส่วนบ้านที่อยู่ติดกันเป็นบ้านของป้า ครอบครัวของเขาไปอยู่ สปป.ลาว ได้เกือบ 20 ปี ไม่ใครอยู่ และที่บ้านของป้าไฟฟ้าและน้ำประปาโดนตัดไปนานแล้ว ตอนนี้ตนทำอะไรไม่ถูก ซึ่งบ้านของตนมีรถจยย. ของลูกค้า จำนวน 3 คัน, เครื่องยนต์จยย. อีก 2 เครื่อง ที่น้องชายทำงานเปิดร้านซ่อมรถจยย. และนอกจากนี้ยังมี รถจยย.ของพ่ออีก 1 คัน ถูกไฟไหม้ไปจนหมด พร้อมกับเครื่องใช้ในชีวิตประจำ และเครื่องใช้ครัวเรือน

พ.ต.ท.ทวี เปิดเผยว่า คาดว่าอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร อีกทั้งสภาพบ้านเป็นไม้และเก่า ทำให้ลุกไหม้อย่างรวดเร็วด้วย ซึ่งจะดำเนินการสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้งกับเจ้าของบ้านต้นเพลิง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และค่าเสียหายต่อไป

แม่ร้อง “ปวีณา” ลูกชายวัย 14 ผูกคอตายปริศนาบนดอย เชื่อถูกฆาตกรรมอำพราง

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 25 ธันวาคม 2562 ที่ มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี นางไหม (นามสมมุติ) อายุ 29 ปี ชาว จ.เชียงใหม่ เดินทางเข้าร้องทุกข์ต่อ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ กรณีด.ช.โก๊ะ (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี ลูกชาย เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ โดยตนเองและญาติติดใจสงสัยสาเหตุอาจเกิดจากการถูกฆาตกรรมอำพราง ขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ให้ความเป็นธรรมช่วยติดตามคดี

นางไหม กล่าวว่า ปกติลูกชายของตนจะอาศัยอยู่กับยายซึ่งอยู่หมู่บ้านเดียวกับตน ใน ต.สบเมย อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และเมื่อช่วงเย็นวันที่ 15 ต.ค.62 ด.ช.โก๊ะได้นำไฟฉายและเบ็ดตกปลาออกจากบ้านไป โดยบอกกับยายว่าจะไปหาปลากับด้วงกว่าง หลังจากนั้นก็มีญาติๆ ของตนเห็นว่า ด.ช.โก๊ะ ไปกับนายหนึ่ง อายุ 18 ปี พนักงานโรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว และ ด.ช.สอง อายุ 14 ปี (ทั้งสองนามสมมุติ) เพื่อนในหมู่บ้านเดียวกัน โดยทั้งหมดพากันไปหาปลาและขึ้นไปนอนค้างบนดอย

 กระทั่งบ่ายวันที่ 17 ต.ค.62 มีเจ้าของสวนที่อยู่บนดอยมาบอกว่าลูกชายตนผูกคอตาย ตนกับญาติจึงรีบพากันไปดู ซึ่งสภาพศพ ด.ช.โก๊ะ อยู่ในท่านั่งคุกเข่าก้มหน้า มีสายพ่นยาฆ่าหญ้าผูกคอกับกิ่งไม้ต้นอโวคาโด ที่ไม่สูงจากพื้นมากนัก บริเวณหน้าแข้ง 2 ข้าง มีบาดแผลถลอกเลือดออกคล้ายถูกแทงด้วยของมีคม เสียชีวิตมาแล้วหลายชั่วโมง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่แตง ก็เดินทางมาดูที่เกิดเหตุก่อนเก็บหลักฐานและส่งศพไปชันสูตร รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ จากนั้นทางญาติก็รับศพมาฝังตามพิธีตามศาสนาคริสต์ 

 นางไหม กล่าวอีกว่า หลังเกิดเหตุตนได้ไปหานายหนึ่งที่บ้าน เพื่อสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นแต่ก็ไม่พบตัว จึงได้ไปสอบถามกับด.ช.สอง เล่าว่า ตั้งแต่เย็นวันที่ 15 นายหนึ่ง ด.ช.สอง และด.ช.โก๊ะ 3 คน พากันขึ้นไปนอนบนดอยจนคืนวันที่ 16 ยังเห็นนายหนึ่งเล่นอยู่กับด.ช.โก๊ะ แต่ก็ไม่ได้สนใจเข้านอนไปก่อน พอตอนเช้าตื่นมาก็ไม่เห็นใครจึงลงจากดอยเพื่อกลับบ้าน ซึ่งก็คิดว่านายหนึ่งกับด.ช.โก๊ะคงจะกลับบ้านไปก่อนแล้ว โดยไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับการตายของด.ช.โก๊ะเลย ซึ่งตนแปลกใจมากที่ไม่มีใครรู้เรื่องทั้งที่ไปด้วยกัน โดยเฉพาะนายหนึ่งหลังเกิดเหตุก็หายตัวไปจนวันนี้ก็ไม่สามารถติดต่อได้

“ตอนฝังศพด.ช.โก๊ะ ตนก็อธิษฐานว่าถ้าลูกไม่ได้ฆ่าตัวตายเองก็ให้มาบอกว่าใครเป็นคนทำ กระทั่งเสร็จพิธีเมื่อกลับบ้านมา ตกเย็นพี่ชายของตนก็มีอาการแปลกไป นั่งตัวสั่นและบอกว่ากลัวๆ หิวข้าว หนึ่งเอาไม้ตี หนึ่งเป็นคนฆ่า ซึ่งตนกับญาติที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็เชื่อว่าเป็นวิญญาณของ ด.ช.โก๊ะ มาเข้าสิงร่าง เพื่อบอกว่าใครทำและให้แม่เรียกร้องความยุติธรรมให้ หลังจากนั้นน้องสาวตนก็ยังฝันเห็นหลานมาบอกแบบเดียวกันอีก 2 ครั้ง ตอนนี้ผ่านมา 2 เดือนกว่าแล้วเมื่อไปถามความคืบหน้าคดี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็บอกว่ายังต้องรอผลการชันสูตรศพจากทางโรงพยาบาล ตนเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงปรึกษากับญาติก่อนพากันมาร้องทุกข์ต่อมูลนิธิปวีณาฯ” นางไหม กล่าว

หลังรับเรื่อง นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ได้ประสานไปยัง พ.ต.อ.อรุณศักดิ์ บัวประเสริฐยิ่ง ผกก.สภ.แม่แตง เพื่อขอให้ความเป็นธรรมกับนางใหม่ด้วย ซึ่งพ.ต.อ.อรุณศักดิ์ ได้รับปากจะตรวจสอบเรื่องและเร่งติดตามผลชันสูตรก่อนจะเรียกผู้ทีเกี่ยวข้องมาสอบปากคำและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยนางปวีณา ยืนยันจะติดตามคดีให้ถึงที่สุด ให้แม่ของด.ช.โก๊ะได้ความกระจ่างและได้รับความเป็นธรรมต่อไป