คลังเก็บรายเดือน: สิงหาคม 2020

ฮือฮา ดินยุบเกิด 3 หลุมยักษ์ เชื่อพญานาคย้ายที่หลังน้ำท่วมเลย

แห่ดูหลุมยักษ์ 3 หลุ่ม เกิดกลางสวนยางพารา ชาวบ้านเชื่อพญานาคย้ายที่ อาจจะมาให้โชคหลังน้ำท่วม จ.เลย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (8 ส.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น. ได้รับแจ้งจากนายประมวล ลาภจิต หัวหน้า ปภ.เลย ว่า ที่สวนยางพาราของนายสิงห์ เจ้าของร้านจำหน่าย ซองไปรษณีย์พาสเทล และ ซองไปรษณีย์สีพาสเทล อายุ 50 ปี ชาวบ้านหนองดอกบัว หมู่ 5  ต.น้ำสวย อ.เมืองเลย ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลท่วมหมู่บ้าน ต.น้ำสวย อ.เมืองเลย จู่ๆ พื้นดินในสวนยางพาราเกิดดินยุบ 3 หลุม

โดยหลุมแรก กว้าง 2 เมตรลึก 19 เมตร หลุมที่สอง กว้างยาว 5×6 เมตร ลึก 19 เมตร หลุมที่ 3 กว้าง 5×5 ลึก 8 เมตร กว้าง 9 เมตร ลึก 17 เมตร มีน้ำสีเขียวเต็มก้นหลุม กลัวว่าจะเกิดพังทลายจนได้รับอันตราย จึงรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาสำรวจดู

ส่วนสาเหตุคาดว่า หลังเกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน 7 หมู่บ้าน ต.น้ำสวย อ.เมืองเลย ในรอบ 80 ปี เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา อาจเป็นสาเหตุทำให้น้ำใต้ดินเปลี่ยนทางเดินจนเกิดดินอ่อนตัวยุบลงเป็นหลุมขนาดใหญ่

นายประมวล ลาภจิต หัวหน้า ปภ.เลย กล่าวว่า หลังได้รับแจ้ง ได้เดินทางมาสำรวจและประสานไปยังสำนักงานธรณีวิทยา และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ส่งเจ้าหน้าที่ออกมาตรวจสอบเป็นการด่วน และใช้เชือกกั้นบริเวณดังกล่าว ไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปเกรงว่าจะเกิดการยุบตัวของดินหรือพังทลายจนเกิดอันตราย

ขณะที่ ชาวบ้านในพื้นที่ ก็เชื่อว่าเป็นความโชคดีของหมู่บ้านที่คาดว่าจะมีสิ่งดีๆ เข้ามาสู่หมู่บ้านหลังโดนน้ำป่าเข้าพัดทำลายหมู่บ้านไป ซึ่งคาดว่าตรงหลุมนี้จะเป็นหลุมน้ำพญานาคที่ย้ายจุดจากในหมู่บ้านออกมาอยู่ในสวนยาง และเป็นหลุมใหญ่

ซึ่งก่อนนี้บ่อน้ำในหมู่บ้านไม่เคยแห้ง แต่ะจุดนั้นกลับแห้งลงและมาเกิดหลุมยักษ์ใหม่ในสวนยางพารา ก็คาดว่าเป็นรูพญานาคที่จะย้ายที่ จึงแวะกันมาดูและมาขอดูเลขเผื่อมีการให้โชคซื้อหวยดูสักใบ

สองพ่อลูกเซ็ง พายุพัดต้นไม้หักทับบ้านที่กำลังสร้าง เจ้าของต้นไม้บอกเป็นภัยธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.63 นายนุกูล เมืองคลี่ อายุ 60 พร้อมด้วยนางสาวนันทนิตย์ เมืองคลี่ อายุ 31 ปี สองพ่อลูก พนังานจำหน่าย ถุงฟอยด์ และ ถุงเมทัลไลท์ พาผู้สื่อข่าวสำรวจความเสียหายของบ้านที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง มุงหลังคาเสร็จแล้ว โดยมีก้อนอิฐกองเรียงรายไว้แต่ยังไม่ได้กั้นตัวบ้าน หลังจากที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มทับ พังเสียหายมีเศษกระเบื้องหลังคา ตกเกลื่อนกระจัดกระจาย พร้อมเรียกร้องความเป็นธรรมจากเจ้าของสวนฝั่งตรงข้าม และเป็นเจ้าของต้นไม้ วอนช่วยจ่ายค่าเสียหายแต่กลับถูกปฏิเสธอ้างว่าเป็นภัยธรรมชาติให้ไปเรียกร้องเอาผิดกับหน่วยงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อบต.เอาเอง

ทั้งนี้สองพ่อลูก กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น.วันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้เกิดพายุซินลากู มีลมกระโชกรุนแรง ทำให้ต้นไม้สะเดาเทียมขนาดใหญ่ 3 ต้นที่อยู่คนละฝั่งถนน หักโค่นลงมาทับบ้าน 2 ต้น ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างพังเสียหายและสายไฟฟ้าขาด หลังจากนั้นได้แจ้งให้องค์การบริหารส่วนตำบลรับทราบ เพื่อยื่นเรื่องขอเงินชดเชยแต่กลับถูกปฏิเสธ เนื่องจากบ้านหลังดังกล่าวไม่อยู่ในหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการขอเงินชดเชยอุกทภัย วาตภัย เพราะยังไม่มีเลขที่บ้าน และพื้นที่ดังกล่าวไม่มีเอกสารสิทธิ์ในการถือครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ต่อมาด้าน อบต.ครน ได้แนะนำให้ไปเรียกร้องความเสียหายกับเจ้าของต้นไม้ แต่ก็ถูกปฏิเสธเหมือนกัน โดยชายเจ้าของต้นไม้สวนฝั่งตรงข้ามบอกว่าไม่จ่าย อ้างว่าเป็นภัยจากธรรมชาติให้เอาผิดกับ อบต. ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าของสวนมีการโค่นต้นยางพาราและปรับหน้าดินเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน แต่ไม่ตัดต้นไม้สะเดาเทียม 3 ต้นที่ยืนตระหง่านสูงลิบใกล้กับบ้าน ทำให้ทางครอบครัวตนได้ทักท้วงว่า ขอให้ตัดต้นไม้ใหญ่ออกได้ไหม เพราะอาจจะโค่นล้มได้ง่าย ทางเจ้าของสวนหรือเจ้าของต้นไม้ใหญ่บอกว่าไม่ตัด จะยกไว้ทำบ้าน จนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นมาจริงๆ

ตนเห็นว่าทางครอบครัวไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงได้เดินทางไปแจ้งความไว้ที่ สภ.สวี แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นคดีแพ่ง ให้ไปเรียกร้องค่าเสียหายกับเจ้าของต้นไม้หรือให้ไปฟ้องศาล

ครอบครัวผู้เสียหาย กล่าวอีกว่า กว่าจะเก็บหอบรอมริบเงินทองมาสร้างบ้านหลังนี้ได้ใช้เวลาถึง 8 ปี แต่ก็ยังไม่เสร็จ หมดเงินไปกว่า 200,000 บาท ตนยอมรับว่าไม่ได้เงินชดเชยจาก อบต.นั้น เข้าใจดีว่าพื้นที่พ่อแม่ครอบครองผืนดิน บนเนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ ไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่อยู่อาศัยในที่ดินผืนนี้มานานหลายสิบปี และไม่ติดใจ อบต.แต่อย่างใด เพียงวอนขอความเห็นใจจากเจ้าของต้นไม้ ให้ออกมารับผิดชอบ ยอมจ่ายค่าเสียหายกันบางส่วน จำนวนเงินเท่าไหร่นั้น ก็แล้วแต่จะตกลงกัน

ชาวบ้านโวย ทางหลวงซ่อมถนน ทำรถติดยาว

ชาวปทุมธานีโวย ทางหลวงเปิดผิวถนนซ่อมทำรถติดยาวหลายกิโลเมตร

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่หลังได้รับการร้องเรียน จากประชาชนว่าเกิดการจราจรติดขัดในช่วงเวลาเร่งด่วน เนื่องจากโครงการซ่อมแซมผิวถนนเส้นทางปทุมธานี-รังสิต ตรงข้ามโรงงานผลิต ถุงแก้วฝากาว และ ถุงแก้วแถบกาว ซึ่งพบว่าสภาพถนนเป็นเส้นทางหลักที่ประชาชนใช้สัญจร ซึ่งในเวลาเร่งด่วนจะมีรถใช้เส้นทางจำนวนมากทำให้รถติดเป็นระยะทางยาวหลายกิโลเมตร ตรวจสอบมีป้ายประกาศของแขวงทางหลวงปทุมธานี สำนักงานทางหลวงที่ 13 กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ระบุโครงการดังกล่าว เป็นการจ้างเหมาทำงานบูรณะทางผิวคอนกรีต ทางหลวงหมายเลข 346 ตอนสะพานคลองเปรม สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาปทุมธานี ระหว่าง กม.7+500-กม.10+200 ด้านทางขวา (เป็นช่องๆ) ปริมาณงาน 12,900 SQM. เลขที่สัญญาเลขที่ ปท.19/2563 เริ่มสัญญาวันที่ 13 พฤษภาคม 2563 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 9 กันยายน 2563 ระยะเวลา 120 วัน วงเงินค่าก่อสร้าง 18,744,000 บาท

เบื้องต้นหลังจากที่ผู้รับเหมาได้เปิดผิวถนน และได้มีเครื่องจักรลงพื้นที่เริ่มดำเนินงานต่อ มีการติดตั้งป้ายเส้นทางเบี่ยง เพื่อให้รถยนต์สามารถใช้เส้นทางวัดสำแลเป็นทางทางลัดไปยังเส้นทางปทุมธานี-รังสิต หลีกเลี่ยงรถติดในเส้นทางที่กำลังบูรณะซ่อมแซม คาดว่าจะใช้เวลาพอสมควรเนื่องจากสภาพผิวเส้นทางจราจรในช่วงนี้ชำรุดขลุกขลักเป็นเวลานานแล้ว เมื่อเปิดผิวถนนด้านขวา ทำให้รถใช้สัญจรได้เพียงช่องทางซ้าย และแซงกันบนขอบทางเลนซ้ายทำให้เส้นทางชำรุดเพิ่มขึ้นอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ นอกจากนี้เส้นทางถนนหมายเลข 347 เส้นทางสายเทคโนปทุมธานี–บางปะอิน ขาเข้าปทุมธานี จากเส้นทาง 5เลน จะไปรวมเพียง 2 เลน ทำให้ช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ต่างคนต่างกลับบ้าน ทำให้รถติดเป็นระยะเวลานาน หากเปิดช่องจราจรอีก 1 ช่องทาง เป็น 3 ช่องทาง คาดว่าจะทำให้ประชาชนใช้เส้นทางได้สะดวกยิ่งขึ้น