คลังเก็บรายเดือน: กรกฎาคม 2020

“พระอาจารย์แดง” เกจิดังอยุธยาทำพิธีเปิดตลาด เซียนหวยแห่จ้องเลขปลายประทัด

เจ้าของตลาดรวยให้เพลิน เพลิน นิมนต์ “พระอาจารย์แดง” เกจิดังเมืองอยุธยาทำพิธีเปิดตลาด คอหวยไม่พลาดจับตาเลขปลายประทัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (24 ก.ค.) ที่บริเวณตลาดรวยให้เพลิน เพลิน ริมถนนโรจนะขาเข้าอยุธยา ต.คานหาม อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา พระครูเกษมจันทวิมล หรือ พระอาจารย์แดง  เจ้าอาวาสวัดป้อมรามัญ เจ้าของฉายานิ้วมหามงคล ประพรหมน้ำพุทธมนต์ร้านค้า เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเปิดตลาดนัดรวยให้เพลิน เพลิน

โดย มีการนำพ่อปู่ชูชก ขนาดใหญ่ มาตั้งเอาไว้บริเวณทางเข้าตลาด เพื่อให้ร้านค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายสินค้าได้บูชา เพื่อเป็นการทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรื่อง โดยมีศิลปินดารานักร้อง สุรชัย สมบัติเจริญ, ตู้ ดิเรก อมาตยกุล และ เขาทราย แกแล็คซี่ อดีตนักมวยแชมป์โลกตลอดกาล ลูกศิษย์พระอาจารย์แดงมาร่วมในพิธีพร้อมกับร้องเพลงโชว์

ภายในตลาดยังมีการบวงสรวง พ่อปู่ชูชก เจ้าที่เจ้าทาง พร้อมกับการจุดประทัด 1,000 นัด หน้ารูปปั้นพ่อปู่ชูชก และที่จดจ้องของบรรดาพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนที่มาร่วมงาน คือตัวเลขที่ปลายประทัด ทันที่สิ้นเสียงประทัดต่างพากันกรูเข้าไปแย่งดูเลขปลายประทัด พบว่าเป็นตัวเลข 66 และเลข 518 จากนั้นพากันไปดูที่แผงสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ตั้งขายอยู่ภายในตลาด

นอกจากนี้ ภายในตลาดยังมีจอมปลวกขนาดใหญ่ ซึ่งมีรูปทรงและรูปหน้าคล้ายกับหญิงสาว มีแม่ค้ารายหนึ่งเข้าไปดู แล้วเห็นเลข 82

สำหรับตลาดรวยให้เพลินเพลินของนายสุชาติ มานิตย์ นักธุรกิจ เจ้าของโรงงาน ตัวตัดเทป และ ที่ตัดเทป ได้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่อยู่ใกล้กับโรงงานอุตสาหกรรม จึงได้ปรับพื้นที่เปิดเป็นตลาดนัดเพื่อให้ประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าสร้างอาชีพมาขายสินค้า

ถือเป็นการตลาดแห่งใหม่ย่านสวนอุตสาหกรรมโรจนะ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยใช้ชื่อที่พระอาจารย์แดงตั้งให้ นำมาจากส่วนหนึ่งคาถาของพระอาจารย์แดง รวยให้เพลินเพลิน มาเป็นชื่อของตลาด

สลด “ต่าย นมัสนันท์” อดีตดาราสาว เสียชีวิตแล้ว ในบ้านที่ไปขออาศัย

ต่าย มนัสนันท์ ปานดี อดีตดาราตัวประกอบสาวชื่อดัง ที่เคยตกเป็นข่าวมาหลายครั้ง เสียชีวิตปริศนาในบ้านพักที่ไปขออาศัยอยู่ ใกล้ร้านจำหน่าย ถุงแก้วฝากาว และ ถุงแก้วแถบกาว ใหลังจากเจ้าของบ้านตื่นมาหาข้าวหาน้ำให้กิน ก็พบว่าเสียชีวิตตัวแข็งแล้ว เบื้องต้นคาดว่าอาจเกิดจากโรคประจำตัวโดยไม่มีญาติมาแสดงตัว

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 ก.ค.63   ศูนย์วิทยุแจ้งเหตุ 191 สถานีตำรวจภูธรศรีราชา  ได้รับแจ้งเหตุมีผู้เสียชีวิตที่บ้าน ในตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จึงประสาน พ.ต.ท.สุกิจ เหมรา  สารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรศรีราชา เจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมโรคโรงพยาบาลแหลมฉบัง และ เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างประทีปธรรมสถานศรีราชา เข้าร่วมตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้น มีนายจรรย์ อายุ 81 ปี เจ้าของบ้าน ยืนรอพาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปชี้จุดเกิดเหตุ โดยพบร่างผู้เสียชีวิตเป็นผู้หญิง ทราบชื่อในภายหลังคือ คือ นางสาวมนัสนันท์ หรือต่าย ปานดี อายุ 36 ปี อดีตนักแสดง ที่เคยเล่นเป็นตัวประกอบในเรื่อง แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า และเคยตกเป็นข่าวหลายต่อหลายครั้ง นอนหงายเสียชีวิตอยู่หน้าห้องนอนของนายจรรย์ ในสภาพใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงวอร์มสีดำยาว ตัวแข็ง มือกำเกร็ง ขาเกร็ง เบื้องต้นไม่พบบาดแผลการถูกทำร้ายตามร่างกาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าบันทึกภาพและสอบสวนพยานในที่เกิดเหตุ

ด้านนายจรรย์ ผู้ให้นางสาวมนัสนันท์พักอาศัย เปิดเผยว่า ได้พบนางสาวมนัสนันท์เมื่อหลายวันที่ผ่านมา นางสาวมนัสนันท์ได้กลับมาอาศัยอยู่ในพื้นที่ หลังจากหายไปนานหลายเดือน แต่เมื่อกลับมาก็พบว่า แม่ของนางสาวมนัสนันท์ ถูกจับติดคุกไปก่อนหน้านี้ จึงไม่มีที่อยู่อาศัย แล้วได้มาขอตนเองอาศัยด้วย

ตนจึงให้มาอยู่ที่บ้านโดยให้นอนอยู่หน้าห้อง มีมุ้งครอบขนาดใหญ่ให้ป้องกันยุง โดยตนเองจะต้องซื้อข้าวซื้อน้ำมาให้กินได้ 3 วัน ซึ่งก่อนหน้านี้พบว่านางสาวมนัสนันท์มีอาการเดินตัวแข็ง น้ำลายยืด คุยไม่รู้เรื่อง ซึ่งในวันนี้ตนเองตื่นมาก็ปลุกนางสาวมนัสนันท์ ตั้งแต่เวลาประมาณ 06.00 น. แต่นางสาวมนัสนันท์ไม่ตื่น จึงคิดว่านอนหลับอยู่ จึงไม่ได้ปลุกต่อ แต่หลังจากนั้นเวลาประมาณ 10.00 น.ก็ไปปลุกมาให้กินข้าวอีกครั้ง ก็ไม่ตื่นอีก จึงเข้าไปเขย่าตัวพบว่านอนตัวแข็ง ร่างเกร็ง ไม่มีลมหายใจ เสียชีวิตไปแล้ว จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบดังกล่าว

ด้านนางสาวพาขวัญ อายุ 50 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าว เปิดเผยว่า ต่ายและแม่อาศัยอยู่ที่นี่นานแล้ว โดยแม่ต่ายได้สามีเป็นคนเก็บขยะ ก่อนหน้านี้แม่ของต่ายได้พาต่ายไปบำบัดแล้วแต่ยังไม่หายดี  ส่วนแม่ก็ถูกจับติดคุกไปอีก ส่วนต่ายก็เพิ่งออกมาได้ไม่ถึง 10 วัน มาอยู่มาอยู่ที่ไหนก็ไม่ได้ เพราะเห็นชาวบ้านแถวนี้เค้าบอกต่ายเดินตัวแข็ง น้ำลายยืด คุยไม่รู้เรื่อง จนนายจรรย์เห็นเข้าก็สงสาร เนื่องจากเห็นครอบครัวต่ายมานาน เลยให้มานอนที่บ้าน หาข้าวหาน้ำให้กิน ซึ่งต่ายก็มักจะเดินขอเงินชาวบ้านไปทั่ว 10-20 บาท ชาวบ้านก็ให้ จนมาทราบข่าวว่าเสียชีวิตไปแล้ว

หลังจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างผู้เสียชีวิตส่งไปชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดอีกครั้ง ก่อนติดตามญาติให้มารับร่างไปบำเพ็ญกุศลต่อไป

ลูกสาวกรีดร้องลั่น พ่อถูก ด.ต.ยิงเลือดอาบ ฉุนลูกชายเพื่อนบ้านเปิดเพลงเสียงดัง

ดาบตำรวจ ฉุนลูกชายเพื่อนบ้านเปิดเพลงเสียงดังชักปืนประจำกายยิงขู่ 1 นัด พ่อเข้าห้ามถูกยิงใส่ 2 นัด ก่อนตามไปชกต่อยซ้ำกอดรัดกันชุลมุน ลูกสาวได้ยินเสียงวิ่งออกมาดูเห็นพ่อถูกทำร้ายเลือดอาบกรีดร้องด้วยความตกใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (13 ก.ค.) เมื่อเวลา 11.50 น. พ.ต.อ.วิษณุ อาภรณ์พงษ์ ผกก.สภ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันที่บ้านสำโรง ติดกับร้านจำหน่าย ตัวตัดเทป และ ที่ตัดเทป มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1  ราย  พร้อมทั้งได้ประสานหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน ร่วมให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บด้วย

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านหลังหนึ่ง หมู่ 5 ต.บ้านปรือ อ.กระสัง พบ นายรมย์ อายุ 51 ปี เจ้าของบ้าน ถูกยิงบริเวณขาหนีบด้านซ้ายและชายโครงซ้ายรวม 2 นัด หน่วยแพทย์ฉุกเฉินจึงได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนจะรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลบุรีรัมย์อย่างเร่งด่วน

จากการสอบถามทราบว่าผู้ก่อเหตุ คือ ด.ต.ไชยงค์ อายุ 53 ปี ปัจจุบันเป็นตำรวจสังกัด สภ.กระสัง ปฏิบัติหน้าที่สายตรวจตำบลบ้านปรือ จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าชนวนเหตุเกิดจากที่ ด.ต.ไชยงค์ ไม่พอใจที่ลูกชายเจ้าของบ้านที่ถูกยิงบาดเจ็บ เปิดเพลงเสียงดัง จึงเกิดการทะเลาะกันและ ด.ต.ไชยงค์ ได้ใช้อาวุธปืนประจำกายยิงใส่นายรมย์ ได้รับบาดเจ็บ   

หลังก่อเหตุ ด.ต.ไชยงค์ ก็ได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนพร้อมอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ โดยเบื้องต้นถูกแจ้งข้อหาพยายามฆ่าขณะนี้อยู่ระหว่างการควบคุมตัวที่ สภ.กระสัง

จากการสอบถาม นางช้อย อายุ 63 ปี แม่ยายผู้บาดเจ็บ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุนายอิทธิพล หลานชาย ซึ่งเป็นลูกของผู้บาดเจ็บ ได้เปิดเพลงฟังอยู่หน้าบ้าน จู่ๆ ด.ต.ไชยงค์ ซึ่งอยู่บ้านตรงข้ามกันก็เดินมาใช้ปืนใส่หลาน แต่ไม่รู้ว่ายิงขู่หรือเจาะจงยิงใส่ตัวหลาน แต่กระสุนไปโดนที่ประตูบ้าน ด้วยความตกใจหลานจึงวิ่งหนี

จากนั้นนายรมย์ ลูกเขยซึ่งเพิ่งเลิกงานมาก็เดินไปข้างโอ่งน้ำใกล้รั้วบ้านแล้วบอก ด.ต.ไชยงค์ ซึ่งถือปืนอยู่ในมือว่า “ให้พูดกันดีๆ ได้มั้ยไม่ต้องใช้ปืน” พอพูดจบ ด.ต.ไชยงค์ กลับชักปืนยิงใส่ 2 นัดเข้าที่ขาหนีบและชายโครงซ้ายได้รับบาดเจ็บ จากนั้นลูกเขยก็วิ่งหนีมาตนเองซึ่งนั่งอยู่ใต้ถุนบ้านในสภาพเลือดอาบ แล้ว ด.ต.ไชยงค์ ก็เดินตามมาชกต่อยซ้ำอีกทั้งที่ลูกเขยถูกยิงเลือดอาบเต็มตัวแล้ว

ตนก็พยายามเข้าไปช่วยลูกเขยแต่ด้วยที่อายุมากแล้ว ก็ไม่สามารถสู้แรง ด.ต.ไชยงค์ ได้ จึงตะโกนให้เพื่อนบ้านมาช่วย ตอนแรกก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเพราะกลัวจะถูกลูกหลงเพราะ ด.ต.ไชยงค์ ยังมีปืนอยู่ในตัว ทั้งสองกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่เกือบ 10 นาทีจึงมีชาวบ้านเข้าไปช่วยแยกออกจากกัน จากนั้นตนจึงโทรศัพท์แจ้ง 191         

นางช้อย ยังบอกอีกว่า หลานชายชอบเปิดเพลงฟังจริงก็เปิดตามประสาวัยรุ่น ไม่ได้เสียงดังรบกวนมาก เพราะบ้านตนเองก็อยู่ติดกับบ้านหลานก็ยังไม่เห็นได้ยินเสียงดัง และยืนยันว่าลูกเขยไม่ได้พูดจาท้าทายตำรวจ แค่ไปบอกว่าให้พูดกันดีๆ ไม่ต้องใช้ปืนแค่นั้น ไม่คิดว่าจะโดนยิงแบบนี้       

ขณะเกิดเหตุ น.ส.สุพรรษา อายุ 17 ปี ลูกสาวผู้บาดเจ็บ ได้ยินเสียงปืนก็วิ่งออกมาจากบ้าน เห็นพ่อในสภาพถูกยิงบาดเจ็บกำลังกอดรัดอยู่กับ ด.ต.ไชยงค์ ก็กรีดร้องด้วยความตกใจ พร้อมทั้งได้ใช้มือถือบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน โดยในคลิปจะเห็นว่าลูกสาวผู้บาดเจ็บกรีดร้องตลอดเวลา และพยายามร้องให้คนช่วย   

ด้าน นายชัยยา อายุ 60 ปี พี่ชาย ด.ต.ไชยยงค์ ที่เข้าไปห้าม เล่าว่า บ้านน้องชายและบ้านคนถูกยิงอยู่ตรงข้ามกัน ที่ผ่านมามักจะมีเรื่องทะเลาะกันเป็นประจำ เนื่องจากลูกชายผู้บาดเจ็บ ชอบเพลงเสียงดัง น้องชายซึ่งมีหน้าที่เป็นตำรวจตำบลจึงเข้าไปห้ามให้ลดเสียงเป็นประจำ แต่อีกฝั่งไม่ยอมลดเสียงเพลงลง แถมยั่วยุด้วยการเปิดเสียงเพลงดังขึ้นเรื่อยๆ และยังพูดจาท้าทาย

จนวันนี้ก่อนเกิดเหตุก็ยังเปิดเพลงเสียงดังอีก จึงทำให้น้องชายเกิดความโมโห จนก่อเหตุดังกล่าวขึ้น ในฐานะที่ตนเองเป็นพี่ชายก็เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่คิดว่าน้องคงทำไปเพราะความอัดอั้นมานาน

รำแก้บน “เจ้าแม่สุพรรณหงส์” ให้โชครับทรัพย์กันหลายล้าน แถมได้เลขเด็ดชุดใหม่

ชาวบ้านแห่ร่วมแก้บนเจ้าแม่สุพรรณหงส์ ต้นตะเคียนอายุนับพันปี หลังให้โชครับทรัพย์กันจำนวนมาก ตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (14 ก.ค.) ได้รับแจ้งว่าที่สวนผสมริมบึงบ้านโพธิ์ตะวันตก หมู่ 3 ต.บ้านโพธิ์ อ.เมืองสุพรรณบุรี มีพิธีแก้บนเจ้าแม่สุพรรณหงส์ ต้นตะเคียนอายุนับพันปี ที่เจ้าของปรับพื้นที่และทำพิธีอัญเชิญขึ้นมาไว้ด้านบน เพื่อให้ชาวบ้านนักเสี่ยงโชคได้มาขอโชคขอลาภ และได้เลขเด็ดนำไปเสี่ยงโชครับทรัพย์กันจำนวนมาก ตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักล้านบาท

เมื่อเดินทางไปตรวจสอบพบว่าบริเวณดังกล่าวเจ้าของได้ขุดเป็นคันล้อมรอบบ่อน้ำเจ้าของที่ได้ทำพิธีแก้บนโดยนำผลไม้ 7 อย่างพร้อมชุดไทย 5 ชุด และนางรำมารำถวาย โดยมีชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างพากันมาร่วมพิธีจำนวนมาก

จากการสอบถาม คุณยายสำอางค์ พงษ์สุวรรณ อายุ 81 ปี อยู่หลังโรงงานซองไปรษณีย์พาสเทล  ซองไปรษณีย์สีพาสเทลบ้านเลขที่ 225 หมู่ 2 ต.บ้านโพธิ์ เจ้าของที่แปลงดังกล่าว เล่าว่า ที่แปลงนี้มีจำนวน 8 ไร่ ได้แบ่งให้ลูกๆ หลานไว้ทำมาหากิน และได้ว่าจ้างรถแบ็คโฮ มาขุดตักทำคันล้อมเตรียมทำเป็นสวนผสมปลูกพืชผัก ไม้ผลไม้ยืนต้น

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่รถแบ็คโฮกำลังขุดบ่อซึ่งลึกประมาณ 10 เมตร ก็พบต้นไม้ขนาดใหญ่มีความยาววัดได้ 10 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เมตร สภาพสมบูรณ์ไม่ผุ เชื่อมีอายุเกือบ 1,000 ปี จึงนำขึ้นมาไว้ด้านบน พบว่าเป็นต้นตะเคียนขนาดใหญ่อายุนับพันปีจึงทำพิธีบวงสรวง เนื่องจากเชื่อว่าต้นตะเคียนต้นนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิงสถิตย์อยู่ และจะมาให้โชคให้ลาภกับเจ้าของญาติมิตร และชาวบ้านที่มาขอพรขอโชคขอลาภให้อยู่เย็นเป็นสุข

หลังจากทำพิธีบวงสรวงเสร็จชาวบ้านที่มาร่วมพิธีต่างพากันส่องหาเลขเด็ด ด้วยวิธีใช้โทรศัพท์มือถือทั้งถ่ายภาพทั้งส่องหาบางคนมุดลงไปแหงนคอส่องดูเลขเด็ดกันอย่างคึกคักและได้เลขเด็ด 285 ไปเสี่ยงโชคทำให้โชคดีรับทรัพย์กันไป

และวันนี้จึงคนที่มาขอเลขเด็ดและโชคดีรับทรัพย์จำนวนมาก ได้นำผลไม้ 7 อย่าง รวมทั้งชุดไทย 5 ชุด พร้อมกับนางรำมารำถวายเป็นการแก้บนเจ้าแม่สุพรรณหงส์

หลังเสร็จพิธีแก้บนชาวบ้านและบรรดาคอหวยไม่รอช้าต่างพากันส่องหาเลขเด็ด โดยวิธีใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพและเพ่งมอง ซึ่งบรรดาคอหวยนั้นมีทั้งชายหญิงวัยรุ่นถึงคนชรา สุดท้ายได้เลขเด็ดคือเลข 327- 730 – 195- 19 และ 98

รวบนักธุรกิจ “โอ 9 นาฬิกา” ฉ้อโกงนาฬิกาหรู 1.5 ล้าน ของนางเอกดัง เอาเงินไปหมุน

รวบนักธุรกิจเจ้าของร้านนาฬิกาชื่อดัง ฉ้อโกงนาฬิกาหรูของลูกค้า เอาเงินไปหมุน ดาราดัง-ไฮโซ ตกเป็นเหยื่อเพียบ

(12 ก.ค. 63) พ.ต.อ.เผด็จ งามละม่อม ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.อรรชวศิษฎ์ ศรีบุญยมานนท์ รอง ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.สุวรรณ บุญแสง สว.กก.สส.1 บก.สส.บช.น. พร้อมกำลังร่วมกันจับกุม นายอนุรักษ์ หรือ โอ อายุ 37 ปี พนักงานโรงงานถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลแขวงพิษณุโลก ที่ จ.83/2563 ลงวันที่ 15 พ.ค. 63 ข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ โดยจับกุมตัวได้ที่ร้าน 9 NALIGA ย่านพระราม 9 กทม.

พ.ต.อ.เผด็จ เปิดเผยว่า จากการสอบสวน นายอนุรักษ์ ให้การว่า เปิดร้านขายนาฬิกาหรูมากว่า 10 ปี ช่วงแรกร้านตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้าบนถนนศรีนครินทร์ เขตประเวศ กทม. และเพิ่งย้ายมาที่ศูนย์การค้าย่านถนนพระราม 9 ได้ไม่นาน ช่วงแรกยอดขายมีกำไร นำเงินที่ได้ไปซื้อบ้านและรถหรูเก็บไว้หลายคัน กระทั่งต่อมานำเงินไปลงทุนทำร้านอาหาร แต่ก็มาเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ มีคนเอานาฬิกาหรูมาขายให้ ซึ่งก็ซื้อเก็บไว้แต่เมื่อนำออกขายกลับขายไม่ออก ไม่มีลูกค้ามาซื้อ อีกทั้งร้านอาหารที่เปิดไว้ 3 แห่ง ต้องปิดตัวลง ทำให้ต้องขายบ้านและขายรถหรูที่มีทั้งหมดเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้

ส่วนนาฬิกาหรูที่มีลูกค้าเอามาส่งซ่อม ได้นำไปขายเพื่อเอาเงินมาหมุนใช้หนี้ก่อน โดยพยายามติดต่อกับเจ้าของนาฬิกาเพื่อจะขอผ่อนจ่าย บางรายยอม บางรายไม่ยอมก็ได้เข้าแจ้งความ ซึ่งก็บอกลูกค้าแล้วว่าจะพยายามหาเงินมาใช้หนี้ให้

สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดที่ จ.พิษณุโลก จนนำมาสู่การออกหมายจับ คือ นาฬิกายี่ห้อปาเต๊ะ ฟิลลิป มูลค่า 1.5 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีเหล่าดาราดังหลายคนที่ถูก นายอนุรักษ์ ฉ้อโกงนาฬิกาไป อาทิ เชียร์-ฑิฆัมพร ฤทธิธาอภินันท์ นางเอกชื่อดัง ที่นำนาฬิกายี่ห้อปาเต๊ะ ฟิลลิป มูลค่า 1.5 ล้าน ไปซ่อมแล้วถูกเอาไปขายต่อด้วยเช่นกัน ซึ่งดาราสาวได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สน.สายไหม

นอกจากนี้ยังมี นายณัชชา จันทพันธ์ หรือ เม้าส์ บีโอวาย ที่เอานาฬิกายี่ห้อปาเต๊ะ ฟิลลิป รุ่น 5167A ราคา 6.7 แสนบาท ไปซ่อมแล้วก็ถูกเอาไปขายต่อเช่นกัน แจ้งความไว้ที่ สน.ประเวศ ทางด้าน เคลลี่ ธนพัฒน์ นักแสดงชื่อดัง ก็ถูกเอานาฬิกาหรูมูลค่า 3.6 แสนบาทไปขายด้วย ซึ่งมีนักแสดง-ไฮโซ ตกเป็นเหยื่ออีกหลายราย

พ.ต.อ.เผด็จ ยังกล่าวอีกว่า หลังสอบปากคำผู้ต้องหาเบื้องต้นก็จะคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก ดำเนินคดี อีกทั้งยังฝากถึงผู้เสียหายที่เคยถูกผู้ต้องหายักยอกนาฬิกาไป สามารถดูตัวและแจ้งข้อหาเพิ่มเติมได้ที่ สภ.เมืองพิษณุโลก

“ไนท์บาร์ซ่า” สุดร้าง! ร้านค้าทยอยปิดตัว เพราะไร้นักท่องเที่ยว หลังเจอพิษโควิด-19

ชาวโซเชียลแชร์ภาพย่านการค้าดังไนท์บาร์ซ่า แลนด์มาร์กสำคัญของเชียงใหม่ ที่มีร้านค้ามากมายทยอยปิดตัว ผลจากโควิด-19 วอนภาครัฐช่วยกระตุ้นผ่าน “เราเที่ยวด้วยกัน” ชี้ ให้คนไทยช่วยกันเพื่อให้ประเทศไทยพ้นวิกฤต

เพจ “Chiangmai LeadeR News” ได้โพสต์ภาพย่านการค้าดังไนท์บาร์ซ่า ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยระบุรายละเอียดว่า

“ไม่เหลือสภาพของย่านการค้าดังไนท์บาร์ซ่า ร้านค้าร้านอาหารร้านบริการต่างๆ ต้องปิดตัวปิดกิจการ หลังไร้นักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทย ขณะที่ร้านนวดไทยยังไม่ฟื้น ไร้ผู้ใช้บริการ เจ้าของต้องทยอยปิดสาขาลงจากหมอนวด 100 ชีวิต เหลือไม่ถึง 10 คน หวังให้รัฐช่วยกระตุ้นผ่าน “เราเที่ยวด้วยกัน”

สำหรับ ไนท์บาร์ซ่า ถือเป็นย่านการค้าดังเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวไปทั่วโลก และชาวไทยเป็นอย่างดีถ้ามาจังหวัดเชียงใหม่ ต้องไม่พลาดการมาเดินช้อปไนท์บาร์ซ่าเชียงใหม่ ถนนช้างคลาน ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ย่านที่คึกคัก มีร้านค้าร้านอาหาร ร้านบริการ โรงแรม โดยเฉพาะซุ้มรถเข็นที่ต่างจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกซองพลาสติกกันกระแทก  ซองกันกระแทกพลาสติกตั้งแต่หัวถนนไปจนถึงปลายถนน แต่มาในสภาพปัจจุบันไม่หลงเหลือให้เห็นปิดร้านปิดกิจการไป เพราะไร้นักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทย

เปิดโพสต์สุดท้ายเสี่ยเจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์ ก่อนยิงตัวตายพร้อมเมีย

เปิดไทม์ไลน์เสี่ยร้านเฟอร์นิเจอร์ ยิงต้วตายพร้อมเมีย โพสต์ครั้งแรกและเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต

ความคืบหน้าเหตุเศร้าสลด จากพิษเศรษฐกิจ เมื่อ นายสมศักดิ์ อายุ 55 ปี ใช้อาวุธปืนยิง นางณัฐริกา อายุ 60 ปี และยิงตัวเองตายตาม ที่ห้องนอนภายในร้านเฟอร์นิเจอร์ของตนเอง ริมถนนเพชรเกษม ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยข้างโรงงานถุงฟอยด์  ถุงเมทัลไลท์ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา และญาติไปพบศพเมื่อช่วงเช้าของวันนี้โดยคาดว่ามีสาเหตุมาจากความเครียดเรื่องธุรกิจที่ประสบปัญหาจากเศรษฐกิจและกลายเป็นหนี้

ล่าสุด จากการตรวจสอบไทมไลน์ ของแอปพลิเคชั่นไลน์ ของนายสมศักดิ์ ซึ่งได้โพสต์ไว้เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยมีข้อความว่า “เงินน่ะ ทุกคนก็หามาด้วยความลำบากทั้งนั้น ถ้าเขาเมตตาเมื่อยามเราเดือดร้อน จงอย่าเนรคุณเขา มีมากหรือน้อยก็แบ่งคืนให้เขาเถอะ เพราะเรานั้นรู้อยู่แก่ใจดีที่สุดว่า เรามีกินหรือไม่มีกิน อดจริงหรือเหนียวหนี้”

ซึ่ง พนักงานที่ร้าน บอกว่า ปกติ นายสมศักดิ์ ไม่เคยโพสต์อะไรเลย และเป็นการโพสต์ไทม์ไลน์ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย โดยหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ข้อความที่นำมาโพสต์เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดอาการน้อยใจ หรือท้อแท้ที่เคยช่วยคนอื่นยืมเงินแต่เมื่อตัวเองมีปัญหากลับไม่มีใครช่วยเหลือหรือจริงใจ

พนักงานชายคนหนึ่ง บอกว่า เจ๊ณัฐ เป็นคนดี รักลูกน้องมีอะไรก็แบ่งปัน ส่วนเฮียศักดิ์ เป็นคนอารมณ์ร้อนแต่ขึ้นเร็วแป๊ปเดียวก็หาย โดยก่อนหน้านี้ 1 อาทิตย์ ทั้งคู่เครียดมาก จนเจ๊ณัฐซูบผอมอย่างเห็นได้ชัดและถึงขั้นล้มป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล

และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเฮียศักดิ์เพิ่งเรียกประชุมลูกน้องบอกว่าจะปิดสาขาถนนสามสิบเมตร ให้เหลือเพียงสาขาหน้า ญ.ว.สาขาเดียว โดยบอกว่าธุรกิจไปไม่ไหวและเป็นหนี้มาก หากใครหางานอื่นได้ก็ให้ไปหางานอื่นทำ กระทั่งมาเกิดเหตุร้ายขึ้น

ดราม่าหมึกทอดกระเทียมภูเก็ต จานละ 2,500 ชาวเน็ตแบ่งสองฝั่ง ถกความคุ้มราคา

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากแสดงความเห็นเกี่ยวกับหมึกทอดกระเทียมของร้านอาหารแห่งหนึ่งข้างโรงงานซองไปรษณีย์พาสเทล  ซองไปรษณีย์สีพาสเทลใน จ.ภูเก็ต ที่มีราคาจานละ 2,500 บาท ว่าคุ้มค่าสมราคาหรือไม่ ซึ่งมีทั้งผู้ที่มองว่าราคานี้สูงเกินไปและผู้ที่มองว่าเหมาะสมแล้ว

การถกเถียงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์เมื่อวานนี้ (7 ก.ค.) ว่าตนและครอบครัว รวมทั้งหมดประมาณ 10 คน ไปเที่ยวที่ จ.ภูเก็ต และสั่งอาหารจากร้านอาหารแห่งหนึ่ง ตามคำแนะนำของโรงแรมที่เข้าพัก ซึ่งมาทราบภายหลังว่าโรงแรมแนะนำให้มัคคุเทศน์ (ไกด์) คนหนึ่งไปซื้อวัตถุดิบและจัดการให้

เมื่อใบเสร็จค่าอาหารมาถึงก็ถึงกับตกใจ เพราะพบว่าราคาสูงกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะหมึกทอดกระเทียม ที่ราคาจานละ 2,500 บาท และคั่วกลิ้งหมู จานละ 850 บาท เมื่อคิดรวมกับค่าอาหารจานอื่นและค่าบริการทำอาหาร ราคารวมอยู่ที่ 6,750 บาท

ผู้โพสต์ระบุอีกว่า หลังจากนั้นตนเจรจากับร้าน ร้านจึงลดราคาหมึกทอดกระเทียม มาอยู่ที่จานละ 1,500 บาท ทำให้ราคาลดลงมาอยู่ที่ 5,750 บาท

อย่างไรก็ตาม ราคาดังกล่าว ก็ยังไม่เป็นที่พอใจ จึงเจรจากับร้านอาหารนั้นให้ลดราคาอีกครั้ง ซึ่งพบว่าราคาหมึกทอดกระเทียมลดลงมาอยู่ที่จานละ 1,000 บาท และคั่วกลิ้งหมู ลดลงมาอยู่ที่ 500 บาท ราคารวมจึงลดลงมาอยู่ที่ 4,900 บาท

หลังจากโพสต์ไปแล้ว ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากรู้สึกตกใจต่อราคาอาหารดังกล่าว บางคนมองว่า ราคาดังกล่าวน่าจะรวมค่าส่วนแบ่งของไกด์แล้วหรือไม่ ราคาจึงออกมาเป็นอย่างนั้น ขณะเดียวกันบางคนมองว่า หมึกทอดกระเทียมจานขนาดที่เห็นในโพสต์ของผู้โพสต์ ไม่น่าจะสูงถึงจานละ 2,500 บาทได้ และอย่าลืมว่าราคานี้ยังไม่รวมกับค่าทำอาหารที่แยกต่างหาก

ขณะเดียวกัน ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอีกกลุ่มหนึ่ง กลับมองว่า ราคาดังกล่าวสมเหตุสมผล เพราะผู้โพสต์ระบุว่าสั่งมาทานกับครอบครัว รวมทั้งหมด 10 คน จึงไม่ใช่ราคาที่สูงเกินไป

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่สนับสนุนผู้โพสต์ ก็แย้งว่า หมึกทอดกระเทียมจานดังกล่าวไม่ใช่สำหรับทาน 10 คน และเมื่อมองจากวัตถุดิบและปริมาณที่ได้แล้ว ราคาต้องต่ำกว่า 2,500 บาทแน่ๆ ต่อให้มากันน้อยกว่านี้ แต่ได้ปริมาณดังกล่าวก็ไม่คุ้มค่าอยู่ดี และเมื่อพิจารณาจากอาหารเมนูอื่นๆ ราคาก็ไม่ได้สูงจนน่าตกใจเหมือนกับเมนูดังกล่าว

เวลาต่อมา ผู้โพสต์ระบุว่า ตนและครอบครัวปรึกษากันแล้วว่า จะไม่แจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดีกับร้านอาหารดังกล่าว เพราะเป็นกระบวนการที่เสียเวลา และในเมื่อตนและครอบครัวจ่ายเงินไปแล้ว ก็อยากให้จบเรื่องเท่านี้

ส่วนวันนี้ (8 ก.ค.) มีการรายงานว่า เจ้าของร้านอาหารดังกล่าวชี้แจงว่า ราคาดังกล่าวเป็นราคาที่เหมาะสมสำหรับการทาน 10 คน และร้านของตนไม่ได้คิดราคาเกินจริงแต่อย่างใด และยังบอกอีกว่า จะไม่ดำเนินคดีกับผู้โพสต์เช่นกัน เพราะไม่อยากเสียเวลาทำมาหากิน

เจ้าของร้าน-ลูกจ้างช่วยกันซ่อมแอร์ สุดท้ายคอมเพรสเซอร์ระเบิด เคราะห์ดีไม่ถึงฆาต

ผู้สื่อข่าวรายงานอุบัติเหตุไม่คาดคิด ที่ร้านแห่งหนึ่งตั้งอยู่ริมถนนพลพิชัยตรงข้ามโรงงานตาข่ายโฟมห่อดอกกุหลาบ โฟมห่อกุหลาบ เขตเทศบาลเมืองคอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา คอมเพรสเซอร์แอร์บ้านที่กำลังซ่อมอยู่ในร้าน เกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่น ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน คือ นายพิชัย อายุ 44 ปี เจ้าของร้าน ซึ่งบาดเจ็บมีบาดแผลที่แขน หูอื้อ และมึนศีรษะและตาแดงก่ำ ส่วนอีก 1 คน เป็นลูกจ้างทราบเพียงชื่อเล่นว่า “แว่น” นอนอยู่หน้าร้าน แม้ว่าจะได้สติ แต่อาการน่าเป็นห่วง ลุกไม่ไหว เนื่องจากร่างกายถูกแรงอัดจากคอมเพรสเซอร์ระเบิดจนแน่นหน้าอก หายใจติดขัด หูอื้อ หน่วยกู้ภัยมูลนิธิมิตรภาพสามัคคีหาดใหญ่ รีบนำตัวทั้งสองคนส่งโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เพื่อให้แพทย์ตรวจอย่างละเอียด

นอกจากนี้ภายในร้านพบเศษคอมเพรสเซอร์แอร์บ้านที่ระเบิด กระจายเป็นชิ้นส่วนทั้งที่อยู่ในร้านและที่กระเด็นออกมาอยู่ริมถนนหน้าร้าน จากการสอบสวนทราบว่าขณะเกิดเหตุทั้งสองคนกำลังนั่งซ่อมคอมเพรสเซอร์แอร์บ้าน โดยใช้วิธีอัดลมเข้าไปภายในเพื่อหารอยรั่ว แต่หารอยรั่วไปเจอ และอัดลมเข้าไปนาน และมากเกินไป จึงทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์เกิดระเบิดขึ้นทันที

ทั้งนี้หลังเกิดเหตุทาง ร.ต.อ.เดชาวัต มากคำ รองสารวัตรสอบสวน สภ.หาดใหญ่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุและสอบสวนผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เช่น นางจารุณี อายุ 45 ปี ภรรยาเจ้าของร้านบอกว่าตอนเกิดเหตุอยู่บนชั้นสองของร้านและได้ยินเสียงระเบิดขึ้นเมื่อลงมาดูก็พบว่าทั้งสามีและลูกน้องนอนได้รับบาดเจ็บอยู่ในร้าน และทราบว่าคอมเพรสเซอร์แอระเบิด จึงรีบแจ้งตำรวจและกู้ภัยมาช่วยเหลือ ส่วนอีกคนซึ่งเป็นเพื่อนของลูกจ้างที่เดินทางมาที่ร้านพอดี บอกว่าตอนนั้นทั้งสองคนกำลังนั่งซ่อมคอมเพรสเซอร์แอร์อยู่แต่น่าจะหารูรั่วไม่เจอจึงทำให้ลมที่อัดเข้าไป เพื่อหารูรั่วและอัดเจ้าไปนานและเกินขนาดทำให้เกิดระเบิดขึ้น

มอบตัวแล้ว! สาวขับเก๋งชนพระบิณฑบาตมรณภาพ หลังชาวเน็ตแห่แชร์วงจรปิด

เก๋งพุ่งชนพระสงฆ์ออกบิณฑบาต ร่างตกคูน้ำมรณภาพ ล่าสุดโชเฟอร์สาวเข้าพบ พนง.สอบสวนสภ.ฉลองแล้ว สารภาพขับชนจริง

จากกรณีเมื่อเวลาประมาณ 05.30 น. วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 ร.ต.ท.จารุวิทย์ ขุนเจริญ รอง สว.(สอบสวน) สภ.ฉลอง ได้รับแจ้งเหตุเหตุรถชนคนเดินเท้าเสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณถนนเจ้าฟ้าตะวันออกฝั่งมุ่งหน้าเข้าเมือง ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต จึงประสานหน่วยกู้ชีพในพื้นที่ก่อนเดินทางไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบร่าง พระภิกษุ 1 รูป นอนคว่ำหน้าอยู่ในคูน้ำข้างทาง และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทราบชื่อภายหลังคือ พระรุ่งโรจน์ พัดง่วน อายุ 47 ปี เป็นพระอยู่ที่วัดลัฎฐิวนาราม หรือ วัดใต้ ซึ่งอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ จึงบันทึกภาพหลักฐานก่อนให้เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพฯนำร่างส่งชันสูตรยังโรงพยาบาลฯ

จากการสอบสวนพยานผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งให้การว่า ก่อนเกิดเหตุพระรุ่งโรจน์ ได้เดินเท้าออกจากวัดลัฎฐิวนาราม หรือ วัดใต้ เพื่อไปบิณฑบาตตามปกติ ขณะที่เดินไปถึงหน้าหน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ห่างจากวัดไปเพียง 100 เมตร ได้มีรถยนต์เก๋ง คันสีขาวไม่ทราบยี่ห้อรถ และทะเบียน ขับขี่มาทางด้านหลัง มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองภูเก็ต ก่อนเฉี่ยวชนกับพระรุ่งโรจน์อย่างจัง จนร่างกระเด็นตกลงไปในคูน้ำก่อนที่รถคันดังกล่าวจะขับหลบหนีไป

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าเมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. ที่ผ่านมา คนขับรถเก๋งคันดังกล่าว ซึ่งเป็นหญิงสาว ทราบชื่อภายหลังคือ น.ส.ญาณ์นภัส อายุ 35 ปี พนักงานโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ได้เข้าพบ พ.ต.อ.สราวุธ ชูประสิทธิ์ ผกก.สภ.ฉลองและเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนสภ.ฉลอง โดยได้นำรถคันที่เกิดเหตุซึ่งเป็นรถเก๋งฮอนด้าโมบิลิโอ สีขาว ทะเบียน กว 12 ภูเก็ต ที่มีสภาพกระจกด้านหน้าและไฟหน้า แตกมาที่ด้านหน้าสภ.ฉลองเพื่อให้เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐาน

อย่างไรก็ตามหลังสอบปากคำแล้วเสร็จ พ.ต.อ.สราวุธ ชูประสิทธิ์ ผกก.สภ.ฉลอง ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนนำตัว น.ส.ญาณ์นภัส ไปโรงพยาบาลเพื่อเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเพิ่มเติม ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป