คลังเก็บรายเดือน: มกราคม 2020

ผจก.แสบ ล้อเล่นกับความเหงา ปลอมเป็นสาวลวงขรก.หนุ่มเซ็กส์โฟน แบล็กเมล์ยับ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 ม.ค. ที่กองกำกับการสืบสวนภูธรจังหวัดอุดรธานี พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.ภ.จว.อุดรธานี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทรงพล บริบาลประสิทธิ์ และ พ.ต.อ.วิธ มุทธสินธ์ ผกก.สส.ภ.จว.อุดรธานี พร้อมกำลังชุดสืบสวน ร่วมกันแถลงผลจับกุม นายภีมวัจน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 39 ปีได้ที่บ้านพักข้างโรงงานผลิต ที่ตัดเทป,ตัวตัดเทป แห่งหนึ่ง ผู้ต้องหาหลอกปลอมแอพพลิเคชั่นไลน์และเฟซบุ๊ก โดยใช้ภาพโปรไฟล์ของหญิงสาวหน้าตาดี หลอกเหยื่อผู้ชายให้มาติดพัน แล้วใช้แชทคุยแบบเซ็กส์โฟน แสดงท่าทางสำเร็จความใคร่ผ่านทางวีดีโอคอล แล้วแอบบันทึกภาพเพื่อใช้ในการแบล็กเมล์เหยื่อที่เป็นข้าราชการหนุ่ม กว่า 50 ราย ได้เงินไปแล้วกว่า 6 ล้านบาท

เบื้องต้นแจ้งข้อหา “รีดเอาทรัพย์, กรรโชกทรัพย์” โดยสามารถตรวจยึดของกลางไว้ได้ ประกอบด้วย  1.อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการบันทึกภาพ การตัดต่อภาพ จำนวน 3 ชุด 2.โทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง 3.สมุดบัญชีธนาคาร 2 เล่ม มียอดเงินหมุนเวียน 6 ล้านบาท และ 4.คลิปวีดีโอเปลือยกายทั้งชายและหญิง แบบวีดีโอคอล ส่วนใหญ่จะเป็นคลิปการสำเร็จความใคร่ ต่อหน้าจอโทรศัพท์มือถือ 75 คลิป

พล.ต.ต.นันทชาติ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา มีข้าราชการหนุ่มในสังกัดจังหวัดอุดรธานี อายุ 30-40 ปี จำนวน 3-4 คน ได้เดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าถูกหญิงสาวหลอกแชทคุยผ่านไลน์และเฟซบุ๊กจนเกิดความสนิทสนมกัน กระทั่งมีการติดต่อแบบวีดีโอคอล และโชว์ของลับให้กันและกันดู ก่อนจถูกบันทึกภาพไว้และส่งมาเพื่อเรียกเอาเงิน โดยมีการจ่ายเงินไปครั้ง 5,000-10,000 บาท

โดยบางรายจ่ายไป 20,000-50,000 บาท แต่ก็ยังถูกเรียกเอาเงินอยู่เรื่อย ๆ จนทนไม่ไหว เพราะเข้าข่ายหลอกลวง จึงสั่งการให้ พ.ต.อ.วิธ มุทธสินธ์ ผกก.สส.ภ.จว.อุดรธานี พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งทำการสืบสวนจับกุมแก๊งรีดเอาทรัพย์ เพราะเชื่อว่าเป็นขบวนการใหญ่ เนื่องจากผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นข้าราชการหนุ่มและหญิงสาวหน้าตาดี เบื้องต้นมีผู้เสียหายเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

ด้าน พ.ต.ต.อรรคพล ยี่เกาะ สว.สส.ภ.จว.อุดรธานี กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานที่ผู้เสียหายที่เป็นข้าราชการหนุ่มคนหนึ่งได้นำเอาหลักฐานการติดต่อแชทไลน์กับบุคคลที่ใช้โปรไฟล์เป็นภาพหญิงสาวหน้าตาดี แต่ละชื่อจะใช้ภาพหญิงสาวหน้าตาดี จากนั้นจะแชทคุยจนสนิทสนมและเกิดความหลงรักกันเกิดขึ้น โดยฝ่ายหญิงสาวจะแชทแบบคนต้องการทางเพศสูง เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อ สำเร็จความใคร่โชว์หน้าจอโทรศัพท์มือถือแบบวีดีโอคอล

“เมื่อเหยื่อหลงเชื่อทำตาม ก็จะถูกผู้ต้องหาซึ่งวางแผนเอาไว้แล้วบันทึกภาพและคลิป จากนั้นจะแอบอ้างว่าคลิปนี้หลุดออกมา หากไม่ต้องการให้หลุดไปในโลกโซเชียล ก็ต้องจ่ายเงินมา โดยเรียกเอาตั้งแต่หลักพัน ไปจนถึงหลักหมื่น แต่จะเรียกเอาเรื่อย ๆ กับผู้ชาย จะใช้โปรไฟล์หญิงสาวหน้าตาดี หากบางครั้งเหยื่อเป็นหญิงสาว ก็จะใช้โปรไฟล์หนุ่มหล่อโชว์ซิกแพค เพื่อหลอกให้สำเร็จความใคร่โชว์ผ่านมือถือ ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มีความมุ่งหวังทางเพศ หรือกลุ่มหาคู่ แคมฟรอก โดยจะเรียกเอาเงินครั้งละไม่มาก แต่จะเรียกเอาเรื่อย ๆ รวมเหยื่อกว่า 50 ราย สูญเงินกว่า 6 ล้านบาท อาทิตย์ละครั้ง หลายครั้งเข้าก็หมดเงินไปตั้งแต่ 2-5 หมื่นบาทในแต่ละราย” พ.ต.อ.อรรคพล กล่าว

พ.ต.ต.อรรคพล กล่าวต่อว่า หลังจากสืบค้นข้อมูลจนทราบว่า ผู้ต้องหารายนี้คือ นายภีมวัจน์ จึงขออนุมัติศาลจังหวัดราชบุรี เข้าตรวจค้นจับกุมตัว โดยพบผู้ต้องหาใช้ห้องนอนของตัวเองเป็นที่ทำงาน ในการตัดต่อภาพลามก และใช้เป็นห้องแชทคุยหลอกเหยื่อด้วยโทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 3 ชุด มีคลิปที่พร้อมทำการส่งไปแบล็กเมล์เหยื่อ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง รวม 75 คลิป โดยจะเลือกเหยื่อเป็นข้าราชการ และคนมีฐานะการเงินค่อนข้างดี

จากการสอบสวน นายภีมพล ให้การรับสารภาพว่า เป็นอดีตผู้จัดการร้านโทรศัพท์มือถือ มีความชำนาญในการใช้โทรศัพท์ในระบบต่าง ๆ เป็นอย่างดี ระยะหลังติดการพนันและยาเสพติด จึงคิดหาวิธีบันทึกภาพจากมือถือระหว่างการสนทนา เมื่อเหยื่อหลงเชื่อสำเร็จความโคร่โชว์ให้เห็นแบบจะจะ ก็จะบันทึกแล้วแอบส่งไปเรียกเอาเงินจากเหยื่อที่เป็นข้าราชการ ที่กลัวว่าจะอับอาย หากเรื่องถูกเผยแพร่ออกไปและกระทบต่อหน้าที่การงานจึงยอมเสียเงิน

สลด! แท็กซี่พลเมืองดีจอดช่วยเก๋งยางแตก ถูกรถพุ่ง ชนดับ 2 ศพ สยองเมืองนนท์

ชนดับ 2 ศพ / เมื่อเวลา 05.30 น. วันที่ 28 ม.ค. ร.ต.ท.หญิงนภาภรณ์ ฤกษ์พิชัย รอง สว.สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งมีรถยนต์ชนกับรถที่จอดเปลี่ยนยางอยู่หน้าร้าน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์ มีผู้เสียชีวิต 2 รายเหตุเกิดบนถนนรัตนาธิเบศร์ขาเข้าก่อนข้ามแยกบางพลู หมู่ 1 ต.บางรักใหญ่ อ.บางบัวทอง จึงประสานแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบร่างของผู้เสียชีวิต 2 ราย คือนายชนะ ชมแขไข อายุ 73 ปี และนายนพพร วสุธารนันท์ อายุ 50 ปี เป็นคนขับรถแท็กซี่ นอนเสียชีวิตอยู่หน้ารถยนต์ ยี่ห้อเปอร์โยต์ สีบรอนซ์-เงิน ทะเบียน 7ธ 4823 กรุงเทพมหานคร ที่ท้ายรถมีร่องรอยถูกชนพังเสียหายและใกล้กันมีล้อรถวางอยู่ 2 ล้อ บริเวณด้านหน้ารถยนต์ เปอร์โยต์ พบรถแท็กซี่ยี่ห้อโตโยต้า สีชมพู ทะเบียน หห3387 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่

ส่วนรถคันที่ก่อเหตุเป็นรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น วีออส สีน้ำเงิน ทะเบียน 8กง 8959 กรุงเทพมหานคร สภาพด้านหน้ามุมซ้ายมีร่องรอยพังเสียหายจอดอยู่ในที่เกิดเหตุ โดยมีนายคณากร ธนภัคกิ่งคณา อายุ 39 ปี คนขับยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่

นายคณากร กล่าวว่า ขณะที่ตนกำลังขับรถไปทำงานโดยใช้ถนนรัตนาธิเบศร์ ขาเข้ามุ่งหน้าแยกแคราย เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุมีแสงสว่างน้อยมา ตนมีความรู้สึกว่ารถชนอะไรบางอย่าง คาดว่าน่าจะเป็นอย่างอะไหล่ที่วางไว้ จากนั้นรถเกิดเสียหลักพุ่งไปชนคนทั้ง 2 ที่อยู่ท้ายรถเปอร์โยต์ ก่อนที่รถตนจะเสียหลักหมุนไปอยู่ด้านหน้า หลังจากนั้นลงมาดูถึงพบชาย 2 คน หมดสติ จึงรีบโทรศัพท์ข้อความช่วยเหลือกับทางเจ้าหน้าที่ทันที

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้บันทึกภาพที่เกิดเหตุ โดยสันนิษฐานว่า นายนพพรที่เป็นคนขับรถแท็กซี่ ลงมาช่วยเหลือรถของนายชนะที่ขับรถยนต์เปอร์โยต์มาจอดยางแตกอยู่ริมทาง กระทั่งนายคณากรขับรถยนต์มาด้วยความเร็วและมองไม่เห็น จึงขับรถพุ่งชนจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัวนายคณากร ไปสอบปากคำที่โรงพักอีกครั้ง

รวมทั้งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดใกล้จุดเกิดเหตุ ว่าสามารถจับภาพขณะเกิดเหตุไว้ได้หรือไม่ ส่วนผู้เสียชีวิตมอบให้ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติรังสิต เพื่อชันสูตรต่อไป



สุดอั้น!สาวทนไม่ไหว ไปไม่ถึงรพ. คลอดก่อนกำหนดคาเก๋ง แห่ส่องทะเบียนลุ้นหวย

ไปไม่ถึงรพ. / เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 26 ม.ค. ที่ผ่านมา อาสาสมัครกู้ภัยร่วมกตัญญู จุดพระพุทธฉาย รับแจ้งมีเหตุหญิงเจ็บท้องใกล้คลอด ทนไม่ไหวคลอดบนรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า วีออสสีขาว หมายเลขทะเบียน ขพ9931 ชลบุรี ที่บริเวณหน้าร้านจำหน่าย กระดาษลูกฟูก,กระดาษลูกฟูกม้วน (พหลโยธิน-พระพุทธฉาย) เลยตลาดนัดบ้านหนองปลาไหลไปเล็กน้อย หมู่ 3 ต.หนองปลาไหล อ.เมือง จ.สระบุรี จึงเดินทางไปตรวจสอบ

โดยมีแพทย์เวร/พยาบาล โรงพยาบาลสระบุรี ร่วมให้การช่วยเหลือตัดสายสะดือ นำเด็กทารกเพศชายที่เพิ่งคลอดจากท้องแม่ เพื่อนำขึ้นรถกู้ชีพ 1669 ของโรงพยาบาล ไปยังโรงพยาบาลสระบุรี โดยมีประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของที่ตลาดนัดมามุงดูเป็นจำนวนมาก บางคนส่องดูทะเบียนรถเพื่อนำไปเสี่ยงโชค

สอบถาม นายนิรันทร์ดร เต็มใจ อายุ 33 ปี ชาวหมู่ 3 ต.หนองปลาไหล อ.เมือง จ.สระบุรี พนักงาน บริษัทผลิตยางรถยนต์ แห่งหนึ่งในอ.หนองแค ทราบว่า หญิงที่คลอดลูกคนดังกล่าวเป็นภรรยาของตน ชื่อ นางมิน ปันยาลาด อายุ 31 ปี เป็นคนสปป.ลาว แต่งงานอยู่กินกับตนมานานหลายปีแล้ว มีลูกด้วยกัน 1 คนเป็นชายอายุ 4 ขวบ ตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง (แท้ง) และครรภ์ที่สามที่เพิ่งคลอด มีอายุครรภ์เพียง 5 เดือนเศษเท่านั้น ก่อนเจ็บท้องกะทันหันในค่ำวันนี้

โดยช่วงสายวันที่ 26 ม.ค. ภรรยาตนมีอาการครรภ์ผิดปกติ เหมือนเด็กในครรภ์จะดิ้นมาอยู่ทางด้านซ้ายของท้อง จึงเดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลสระบุรี แพทย์ตรวจแล้วแจ้งว่า ไม่มีอะไรผิดปกติ พร้อมให้กลับบ้าน พอตกเย็น ภรรยาเกิดมีอาการเจ็บครรภ์ ตนจึงขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน ขับรถนำภรรยาเพื่อไปส่งโรงพยาบาลสระบุรี

แต่ครั้นมาถึงบริเวณดังกล่าว ภรรยาเจ็บท้องอย่างรุนแรง และคลอดลูกออกมาขณะนั่งอยู่บนรถทันที เพื่อนบ้านจึงจอดรถ และร้องขอความช่วยเหลือจากอาสาสมัครมูลนิธิฯ และให้ช่วยประสานงานแจ้งให้แพทย์ พยาบาลนำรถกู้ชีพ มาให้การช่วยเหลือ ภรรยา และลูกชายแรกคลอดของตนส่ง โรงพยาบาลสระบุรี เพื่อดูแลอาการต่อไป เบื้องต้นทารกดังกล่าว ซึ่งคลอดก่อนกำหนด แพทย์จำเป็นต้องนำเข้าตู้อบทันที ส่วนแม่เด็กปลอดภัยดี



รุมข่มขืนสาว เสร็จกิจฆ่าทิ้งสวนกล้วยนครปฐม ตร.ตามรวบหนุ่มพม่าสอบปากคำ

รุมข่มขืนสาว – เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 23 ม.ค. ร.ต.อ.ธนกร แก้วสุวรรณ รองสารวัตรสอบสวน สภ.โพธิ์แก้ว จ.นครปฐม ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบศพหญิงเปลือย เสียชีวิตภายในร่องสวนกล้วยหลังโรงงานผลิต ที่ตัดเทป,ตัวตัดเทป ซอยไร่ขิง 26 หมู่ 9 ต.ไร่ขิง อ.สามพราน หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน แพทย์เวรโรงพยาบาลสามพราน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง

ที่เกิดเหตุพบศพหญิง นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่ภายในร่องสวน เจ้าหน้าที่หน่วยประดาน้ำจึงได้ช่วยกันนำร่างขึ้นไว้บนฝั่ง จากการตรวจสอบร่างกาย ลำคอเขียวช้ำคล้ายถูกรัด เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 24 ชั่วโมง อายุราว 25-30 ปี ผิวคล้ำ ตรวจสอบบริเวณโดยรอบไม่พบเสื้อผ้า และเอกสารยืนยันตัวตนว่าเป็นใครมาจากไหน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลจาก นายโจ หลวงอิน อายุ 51 ปี เล่าว่า เมื่อวานเวลาประมาณ 11.30 น. ได้เดินมาที่สวนหลังบ้าน เนื่องจากทำงานแถวนี้ ได้เจอกับชายชาวเมียนมา ยืนอยู่โดยที่สวมกางเกงในตัวเดียวเท่านั้น มีลักษณะตื่นตกใจ ร่างกายเปียกไปทั้งตัว ตอนแรกตนเอะใจคิดว่าหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองมา แต่เมื่อลองถามกลายเป็นว่าไม่สามารถสื่อสารกันได้ เนื่องจากใช้ภาษาเมียนมา จึงได้ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมารับตัว จนกระทั่งมาพบเจอหญิงสาวนอนเป็นศพเปลือยไม่สวมใส่เสื้อผ้าวันนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวชายเมียนมาคนดังกล่าวมาสอบปากคำ โดยมีล่ามแปลภาษาให้ ทราบชื่อคือ นายอองซู อายุ 20 ปี เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีเพื่อนชาวเมียนมาอีก 2 คน นำผู้หญิงคนดังกล่าวมา แต่ไม่บอกว่าเป็นใครมาจากไหน ก่อนร่วมกันรุมข่มขืนผู้หญิง โดยให้ตนดูต้นทาง เมื่อเสร็จกิจทั้ง 2 คน ได้เอาเสื้อผ้า โทรศัพท์ของผู้หญิงไปด้วย แล้วแยกย้ายกันหลบหนี

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ โดยจะนำศพส่งชันสูตรต่อที่สถาบันนิติเวช เพื่อผ่าพิสูจน์หาสาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริง พร้อมเก็บดีเอ็นเอหาร่องรอยของการข่มขืน เบื้องต้น นายอองซู ถูกควบคุมตัวไว้ พร้อมถูกตั้งข้อหาหลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนจะคุมตัวไปสอบสวนเพิ่มเติมต่อไป




สำนึกผิด! ผัวปืนโหด ยิงเมียดับวันครบรอบแต่งงาน รับขาดสติขอชดใช้กรรมที่ก่อ

ผัวปืนโหด / กรณี นายชูเกียรติ อายุ 52 ปี สามี ใช้ปืนยิงนางนฤมล อายุ 51 ปี เจ้าของร้านพลุ ในจ.ชัยภูมิ เสียชีวิต น้องสาว ได้รับบาดเจ็บ เพราะพยายามเข้าไปห้ามนายชูเกียรติ จนถูกลูกหลง เหตุเกิดภายในบ้านหลังหนึ่งใกล้กับโรงงานผลิต กระดาษลูกฟูก,กระดาษลูกฟูกม้วน ในอ.เมือง จ.ชัยภูมิ หลังเกิดเหตุนายชูเกียรตินอนกอดศพอยู่ในสภาพมึนเมาสุราไม่ได้สติ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปสอบสวนที่สภ.เมืองชัยภูมิ โดยสารภาพถึงสาเหตุที่ก่อเหตุยิงภรรยาตัวเอง เพราะมีปัญหาเรื่องส่วนตัวในครอบครัวมานานนับปี ภรรยาขอให้แยกกันอยู่ หลังทะเลาะกันรุนแรงมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ภรรยาไม่ยอมกลับมาง้อที่บ้าน จนเกิดเหตุ ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 21 ม.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชัยภูมิ จ.ชัยภูมิ สอบปากคำนายชูเกียรติ ระบุว่า เมื่อวันที่ 20 ม.ค.63 ตรงกับวันที่ครบรอบวันแต่งงานกันในรอบ 30 ปี ของนายชูเกียรติและนางนฤมลจึงตัดสินใจไปหาสุรามาดื่มย้อมใจ ก่อนที่จะตามไปของ้อขอคืนดีกับภรรยาที่ไม่ยอมกลับบ้าน

โดยหนีมาอยู่ที่ร้านจำหน่ายพลุดังกล่าว ซึ่งด้วยความเมาขาดสติ หลังพยายามมาบอกง้อ ทั้งกราบทั้งไหว้ ขอคืนดีกับภรรยาก็ไม่ยอมพูดด้วยอีก จึงใช้ปืนที่พกติดตัวมาด้วย เพราะเป็นคนชอบปืน และจะนำปืนไปซ้อมยิงปืนที่สนามยิงปืนของจังหวัดบ่อยครั้ง จึงชักปืนออกมากราดยิงใส่ภรรยาไม่ยั้ง ก่อนที่น้องสาวตัวเองจะพยายามเข้ามาห้าม จึงทุบตีได้รับบาดเจ็บในที่เกิดเหตุอีกคน

ก่อนที่นายชูเกียรติจะนอนกอดศพภรรยาที่เสียชีวิต และจะใช้ปืนยิงตัวตายตาม แต่กระสุนปืนหมดแม็กไม่ลูกเหลือแล้ว ทางญาติหลายคนก็เข้ามาห้ามดึงปืนออกจากมือไป ก่อนที่ทางเจ้าหน้าที่จะมาถึงและควบคุมตัวไปสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

นายชูเกียรติ กล่าวเปิดใจว่า หลังก่อเหตุแล้วก็รู้สึกเสียใจต่อการกระทำที่ทำลงไปในครั้งนี้ และอยากขอโทษทางญาติๆ ทางภรรยาทุกคนด้วย ครั้งนี้อยากให้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้กับคนที่ใช้ชีวิตในครอบครัวรายอื่นๆ การขาดสติหรือใช้สุราของมึนเมามาช่วยตัดสินใจ จนทำให้ตัวเองขาดสติแล้ว มาพูดคุยกันปัญหาในครอบครัวกันนั้นไม่ควรทำ ถ้าไม่เมามาพูดคุยกันดีๆ ก็คงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น จากนี้ไปก็จะก้มหน้ารับใช้กรรมที่ตนเองก่อไว้



ผงะ! ศพชายนิรนาม ตกตึก6ชั้นดับคาที่ เผยเสียงปริศนาก่อนพบ ไม่ฟันธงฆ่าตัวตาย

วันที่ 18 ม.ค. ร.ต.ท.ขัตติยะ สามทอง รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.สะเดา เปิดเผยว่าเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งเหตุมีคนพลัดตกจากที่อาคาร 6 ชั้นที่กำลังก่อสร้างภายในซอยเอ็ม 3 บ้านด่านนอก เขตเทศบาลตำบลสำนักขาม ชายแดนไทยมาเลเซีย อ.สะเดา จ.สงขลา หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ที่เกิดเหตุใกล้กับโรงงานผลิต กระดาษลูกฟูก,กระดาษลูกฟูกม้วน บริเวณบันไดพบศพชายไม่ทราบชื่อ อายุ 25-35 ปี สภาพนอนคว่ำหน้าเสียชีวิตร่างกระแทกพื้นอย่างรุนแรง เลือดไหลออกทางปากและจมูก สวมเสื้อยืดสีเทา กางเกงขาสั้นลายดอกไม้สีดำเหลือง ในตัวไม่มีเอกสารหรือหลักฐานว่าเป็นใคร และไม่พบทรัพย์สินติดตัวมีเพียงบุหรี่เท่านั้น

ทั้งนี้ ขณะเกิดเหตุก็ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ว่าชายคนนี้พลัดตกหรือกระโดดลงมาจากชั้นใด เพราะจุดเกิดเหตุมืดมากไม่มีไฟส่องสว่าง เจ้าหน้าที่จึงยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นการกระโดดตึกฆ่าตัวตาย หรือเป็นอุบัติเหตุหรือมีเงื่อนงำอำพรางหรือไม่

จากการสอบถามเจ้าของร้านนวดแผนโบราณที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง กล่าวว่า ช่วงเกิดเหตุได้ยินเสียงคนร้องโอดโอยมาจากหน้าตึกและเงียบหายไป กระทั่งมีคนขับรถผ่านมาพบว่ามีชายนอนเสียชีวิตอยู่ตรงบันไดตึก ผู้คนจึงพากันมาดูและแจ้งให้ตำรวจมาตรวจสอบ แต่ไม่มีใครรู้จักว่าผู้ตายเป็นใคร

ตำรวจจึงได้ส่งศพไปตรวจพิสูจน์ที่โรงพยาบาลอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตและหาเบาะแสว่าผู้ตายเป็นใครและสอบสวนพยานแวดล้อมในช่วงเกิดเหตุว่าผู้ตายมากับใครอีกหรือไม่


ตร.ไหวพริบดี รวบ 2 หนุ่มขนยาบ้า ตกใจเห็นตำรวจจอดรถข้างๆ ออกอาการพิรุธ!

เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 13 ม.ค. ขณะที่ ตำรวจชุดสายตรวจ 191 ฝ่ายป้องกันปราบปรามสภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ขี่รถจักรยานยนต์สายตรวจออกตระเวนดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ตัวเมืองหาดใหญ่

พบรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีขาว ทะเบียน คพฉ 674 สงขลา มีชาย 2 คนขี่มาบนถนนนิพัทธ์สงเคราะห์ ออกอาการตกใจมีพิรุธไม่กล้ามองตำรวจ ตรงตักคนนั่งซ้อนท้ายมีถุงพลาสติกถืออยู่ ตำรวจจึงเรียกให้หยุดและขอตรวจค้นทราบชื่อ นายอนุสรณ์ วิจิตรอายุ 24 ปี คนขับ และนายภานุ รอดมิ้น อายุ 27 ปี คนซ้อนท้าย

ทั้งสองคนรับสารภาพว่ารับจ้างขนยาบ้า หรือในวงการค้ายาเรียกว่านักบิน โดยเพิ่งไปรับยาบ้า 20,000 เม็ด มาจากข้างโรงงานผลิต กระดาษลูกฟูก,กระดาษลูกฟูกม้วน ย่านถนนราษฎร์อุทิศ ซึ่งมีคนนำมาวางไว้ เพื่อไปส่งให้ลูกค้าตามใบสั่งที่ อ.ระโนด จ.สงขลา โดยได้รับค่าจ้างก้อนละ5,000 บาท แต่พลาดมาพบกับตำรวจสายตรวจพอดีจึงถูกจับกุม

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้งสองราย เมื่อเห็นตำรวจแล้วรู้สึกตกใจ เพราะกลัวเครื่องแบบตำรวจ จึงออกอาการมีพิรุธไม่กล้าสบตาตำรวจ ยอมให้จับกุมแต่โดยดี ขณะตำรวจเรียกตรวจไม่กล้าหลบหนี และยังบอกว่ารับจ้างขนยาบ้ามาเป็นครั้งที่3 ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่และจ.ตรัง แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นเอเยนต์ เพราะติดต่องานผ่านทางไลน์

ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด สภ.หาดใหญ่ ได้ควบคุมตัวไปสอบสวนขยายผลเพื่อสาวถึงตัวเอเยนต์และเครือข่ายค้ายาบ้ากลุ่มนี้ต่อไป





ลุงขับรถไถส่งเมียรักษามะเร็ง เล่าซื่อๆ หลังโดนแฉเอาเงินบริจาค ซื้อเหล้า-หิ้วสาวเข้าโรงแรม

ลุงขับรถไถส่งเมียรักษามะเร็ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีผู้นำเรื่องราวมาโพสต์ในโลกโซเชียล ถึงชีวิตของลุงคนหนึ่งที่ขับรถไถนาพ่วงมาจาก อ.แก้งสนามนาง จ.นครราชสีมา เพื่อนำภรรยามารักษาอาการป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และได้มากางเต็นท์นอนอยู่ข้างรถไถ บริเวณลานจอดรถโรงงานผลิตเทปใส,เทปกาว ติดกับโรงพยาบาล เพื่อเฝ้าภรรยาตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.62 จนมีผู้ใจบุญโอนเงินไปช่วยเหลือจำนวนมาก ต่อมาได้มีคนเห็นลุงคนดังกล่าว นำเงินที่ได้ไปดื่มสุรา และซื้อบริการเปิดห้องนอนในโรงเรียนแห่งหนึ่ง กลางเมืองโคราช โดยมีผู้ถ่ายคลิปวิดีโอไว้และนำมาแชร์ต่อในโลกโซเชี่ยล กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารเป็นอย่างมาก

ล่าสุดวันที่ 9 ม.ค. ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปพบกับลุงคนดังกล่าว ที่บริเวณลานจอดรถของ ร.พ.มหาราชนครราชสีมา ซึ่งพบว่ามีผู้ใจบุญนำสิ่งของและเงินมาบริจาคมาให้อย่างต่อเนื่อง ทราบชื่อคือ นายสมพงษ์ หวัดวาปี อายุ 44 ปี ชาว ต.บึงพะไล อ.แก้งสนามนาง จ.นครราชสีมา ซึ่งยังอยู่ในอาการมึนเมา นอนอยู่บนเสื่อข้างรถไถ

จากการสอบถาม นายสมพงษ์ เปิดเผยว่า ตนได้ขับรถไถพาภรรยาที่ป่วยมะเร็ง มารักษาที่ ร.พ.มหาราชนครราชสีมา ตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค. เนื่องจากตนเป็นคนยากจน ไม่มีเงินเหมารถมา หลังจากนั้นก็ได้ใช้สิทธิ์บัตรทองเข้ารับการรักษา ซึ่งขณะนี้ต้องใช้การฉายรังสีให้ครบตามที่แพทย์กำหนดไว้ จึงยังไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ ดังนั้นตนจึงต้องกางเต็นท์นอนเฝ้าภรรยาอยู่ที่บริเวณนี้

ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ม.ค. ก็ได้มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยคนหนึ่งมาพบเข้า จึงได้ถ่ายรูปตนและขอเลขบัญชีธนาคารไป แล้วนำไปโพสต์ลงในโลกโซเชียล ทำให้มีผู้ใจบุญแห่นำของกินของใช้มาบริจาคมากมาย รวมทั้งยังมีคนโอนเงินเข้ามาในบัญชีธนาคาร ซึ่งเป็นชื่อภรรยาตนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีเงินเข้ากว่า 90,000 บาท ส่วนที่มีคลิปหลุดออกไปในโลกโซเชียลว่าตนเองพาหญิงขายบริการไปเปิดโรงแรมนอนนั้น ตนยอมรับว่า เมื่อคืนก่อนตนได้ไปเปิดโรงแรมบริเวณใกล้กับลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เพื่อนอนพักจริง ในราคาคืนละ 300 บาท

เพราะตรงนี้นอนไม่ค่อยหลับ แต่ยืนยันว่าไปเปิดห้องนอนคนเดียว ไม่ได้พาหญิงขายบริการไปนอนด้วย ส่วนภาพที่เห็นหญิงคนหนึ่งอ้างว่าไปนอนกับตนมานั้น ความจริงคือเขาพยายามชวนตนไปนอนด้วย แต่ตนไม่เอา เพราะสงสารภรรยาที่ป่วยอยู่ ซึ่งตอนนี้บัญชีธนาคาร และบัตรเอทีเอ็มก็อยู่กับภรรยา โดยตนจะขอเงินมาไว้กับตัวเพียงเล็กน้อย และยอมรับว่ามีการดื่มสุราบ้าง แต่เป็นการซื้อมาดื่มทีละกั๊กสองกั๊กเท่านั้น ไม่ได้ซื้อมาดื่มเป็นขวดๆ ส่วนเงินทั้งหมดก็จะใช้เพื่อรักษาภรรยาของตนเท่านั้น

ด้านนายพนม เหือนขุนทน อายุ 33 ปี ผู้ใจบุญที่นำเงินมาบริจาค กล่าวว่า ตนเห็นเรื่องราวที่ถูกแชร์ลงในโลกโซเชียล ก็รู้สึกสงสารลุงมาก จึงได้นำเงินส่วนตัวใส่ซองมาบริจาคให้ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้ ส่วนเรื่องเกี่ยวกับการพาหญิงขายบริการไปเปิดโรงแรมนั้น ตนไม่เคยรู้ แต่ถ้าเป็นจริงก็รู้สึกเสียใจ เพราะเงินที่บริจาคไปนั้นก็ต้องการให้นำไปช่วยเป็นค่ารักษาพยาบาลให้กับภรรยาของลุง ไม่อยากให้นำไปใช้อย่างอื่น

ขณะที่ นายพรศักดิ์ ทศพูไชย อายุ 55 ปี ญาติของ นายสมพงษ์ กล่าวว่า ปกติแล้ว นายสมพงษ์ จะไม่ใช่คนที่เหลวไหล หรือชอบเที่ยวอะไร แต่เรื่องดื่มสุรานั้นก็ยอมรับว่ามีบ้าง ซึ่งตนก็พยายามเตือนๆ ไว้เป็นประจำ เพราะ นายสมพงษ์ มีโรคประจำตัว คือวัณโรคปอด หากดื่มสุราเข้าไปมากๆ ก็จะเป็นอันตรายกับสุขภาพได้ ส่วนเงินที่บริจาคนั้น ขณะนี้ทราบว่ามีเกือบ 1 แสนบาท โดยได้นำบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็มไปเก็บไว้กับภรรยาของ นายสมพงษ์ แล้ว

หลังจากนี้ก็จะหารือกันว่า จะบริหารจัดการเงินส่วนนี้อย่างไรบ้าง อาจจะนำเงินไปทำหลังคารถไถให้ และนำไปสร้างบ้านให้ เพราะทุกวันนี้ ครอบครัวนี้ไม่มีบ้านอยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง เพียงแต่ทำเป็นเพิงพักอาศัยเท่านั้น ส่วนจะปิดบัญชีรับบริจาคหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะต้องหารือกับครอบครัว นายสมพงษ์ และแพทย์ของโรงพยาบาลมหาราชก่อน



กลับมาเจอแต่ไฟ ไหม้บ้านวอด 2 หลัง แม่ครัวนั่งร้องไห้ เอาอะไรออกมาไม่ได้ซักอย่าง

ไหม้บ้านวอด วันที่ 5 ม.ค. พ.ต.ท.ทวี ไชยสีดา สารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งเกิดเหตุไฟไหม้บ้านเลขที่ 35 ในซอยพิบูลย์ 4 หมู่ 7 ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี ใกล้กับโรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว จึงประสานไปยังหน่วยบรรเทาสาธารณะภัยเทศบาลนครอุดรธานี นำรถดับเพลิง 5 คันไปให้ความช่วยเหลือ ก่อนรุดไปตรวจสอบพร้อม ร.ต.อ.ณัฐวุฒิ ศิริเวช รอง สว.จร. และเจ้าหน้าที่มูลนิธิอุดรสว่างเมธาธรรม

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง พบกลุ่มควันและแสงเพลิงพวยพุ่งออกมาอย่างรุนแรง ก่อนลุกลามไปยังบ้านเลขที่ 35/2 ซึ่งเป็นบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนสูง 2 ชั้นที่อยู่ติดกัน เจ้าหน้าที่จึงได้ระดมฉีดน้ำสกัดเพลิงไม่ให้ลุกลามไปยังบ้านหลังอื่นอีก โดยใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ถึงสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ พบว่าบ้านทั้ง 2 หลังถูกไฟไหม้วอด โดยมี น.ส.หรรษา คุ้มคง อายุ 36 ปี นั่งร้องไห้ ด้วยความเสียใจ เห็นไฟไหม้บ้านของตน ไม่สามารถนำทรัพย์สินที่มีค่าอะไรสักอย่างออกมาได้เลย

จากการสอบสวน น.ส.หรรษา ให้การว่า ตนทำงานเป็นแม่ครัวที่โรงเรียนบ้านเลื่อม บ้านหลังนี้ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ น้องชายและหลาน แต่ขณะเกิดเหตุพ่อแม่กับหลานไปต่างจังหวัด ตนอยู่บ้านคนเดียว น้องชายก็ไปอยู่ร้านซ่อมรถจยย. ก่อนเกิดเหตุเย็นวันนี้ ตนได้ไปหาหมอฟันที่คลินิกแถวตลาดบ้านห้วย ก่อนออกจากบ้านก็ไม่ได้เสียบปลั๊กไฟอะไรเอาไว้เลย ใช้เวลาอยู่ที่คลินิกประมาณ 2 ชั่วโมง พอกลับมาถึงบ้านพบว่าไฟไหม้บ้านแล้ว ไม่สามารถเข้าไปในบ้านได้ ทำให้ทรัพย์สินในบ้านทั้งหมดวอดไปในกองเพลิง ตนถึงกับล้มทั้งยืน ตะโกนบอกชาวบ้านขอความช่วยเหลือ

น.ส.หรรษา ให้การต่อไปว่า ส่วนบ้านที่อยู่ติดกันเป็นบ้านของป้า ครอบครัวของเขาไปอยู่ สปป.ลาว ได้เกือบ 20 ปี ไม่ใครอยู่ และที่บ้านของป้าไฟฟ้าและน้ำประปาโดนตัดไปนานแล้ว ตอนนี้ตนทำอะไรไม่ถูก ซึ่งบ้านของตนมีรถจยย. ของลูกค้า จำนวน 3 คัน, เครื่องยนต์จยย. อีก 2 เครื่อง ที่น้องชายทำงานเปิดร้านซ่อมรถจยย. และนอกจากนี้ยังมี รถจยย.ของพ่ออีก 1 คัน ถูกไฟไหม้ไปจนหมด พร้อมกับเครื่องใช้ในชีวิตประจำ และเครื่องใช้ครัวเรือน

พ.ต.ท.ทวี เปิดเผยว่า คาดว่าอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร อีกทั้งสภาพบ้านเป็นไม้และเก่า ทำให้ลุกไหม้อย่างรวดเร็วด้วย ซึ่งจะดำเนินการสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้งกับเจ้าของบ้านต้นเพลิง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และค่าเสียหายต่อไป

ฉลองปีใหม่จนมือฉีก ประทัดยักษ์ บึ้มใส่ คืนเดียว 2 ราย หมอผ่าตัดช่วยหนุ่ม 17 จนเกือบเช้า

ฉลองปีใหม่จนมือฉีก ประทัดยักษ์ บึ้มใส่ คืนเดียว 2 ราย หมอผ่าตัดช่วยหนุ่ม 17 จนเกือบเช้า อีกคนเป็นหนุ่มใหญ่ แม้จะเคยเตือนกันแล้วถึงอันตราย แต่ก็ยังเกิดอย่างต่อเนื่อง

ประทัดยักษ์ วันที่ 1 ม.ค. นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ผอ.ร.พ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า ผลพวงจากการเฉลิมฉลองปีใหม่ เล่นระเบิดปิงปองบริเวณหน้าโรงงานผลิต ถุงซิปล็อค,ซองซิปล็อค มีผู้ป่วยชายอายุเพียง 17 ปี ทำเอาฝ่ามือขวาฉีกขาด กล้ามเนื้อ เอ็น เส้นเลือด เส้นประสาท กระดูกแตก

ทีมแพทย์ พยาบาล ต้องผ่าตัดตกแต่งบาดแผล เย็บซ่อม ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง ผ่าตัดตั้งแต่ตี 2 จนเกือบสว่างของวันใหม่ ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ดื่มกินฉลองปีใหม่อย่างมีความสุข ส่วนทีมบุคลากรทางการแพทย์ต้องรับบทหนักรับการบาดเจ็บของประชาชน ตั้งแต่ตอนกลางวันของวันส่งท้ายปีเก่าจนรุ่งสางวันใหม่ เดือนใหม่ ปีใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากที่ อ.สิชล แล้ว ยังเกิดเหตุระเบิดปิงปองระเบิดใส่มืออีก 1 ราย ในพื้นที่หมู่ 19 ต.ท่าเรือ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เป็นชาย อายุประมาณ 50 ปี ถูกระเบิดปิงปองที่จุดฉลองช่วงต้อนรับปีใหม่ ระเบิดใส่มือจนนิ้วฉีดได้รับบาดเจ็บ

ซึ่ง นายจตุพล แผ้วกระสินธ์ อบต.หมู่ 19 ต.ท่าเรือ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิใต้เต็กตึ๊ง นำตัวคนเจ็บส่งไปรักษาตัวที่ ร.พ.มหาราชนครศรีธรรมราช ในขณะที่มีการว่ากล่าวตักเตือนถึงอันตรายจากประทัดยักษ์หรือระเบิดปิงปองอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น