คลังเก็บรายเดือน: เมษายน 2019

ไม่ถึงบ้าน! ปิกอัพกลับจากเที่ยวภูเก็ต พุ่งชนต้นไม้ ดับสลด 3 ศพ-เจ็บระนาว

กลับจากเที่ยว / เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 28 เม.ย. ตำรวจ สภ.เมืองกระบี่ พร้อมหน่วยกู้ภัยมูลนิธิกระบี่พิทักษ์ประชา และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิประชาสันติสุขกระบี่

เข้าตรวจสอบรถกระบะอีซูซุ ตอนครึ่งสีดำ ทะเบียน บธ.536 ปัตตานี ที่มีสภาพพังยับเยิน หลังประสบอุบัติเหตุเสียหลัก พุ่งข้ามเกาะกลางถนน พลิกคว่ำลงข้างทาง เหตุเกิดที่ถนนเพชรเกษม ม.11 ต.กระบี่น้อย อ.เมืองกระบี่ ก่อนถึงร้านจำหน่ายกล่องเอกสาร และกล่องกระดาษใส่เอกสารราคาถุกแห่งหนึ่ง

เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 ราย ทราบชื่อต่อมาคือ นายมูฮัมหมัดยูริบ บินฮัสมี อายุ 21 ปี สัญชาติมาเลเซีย นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 5 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อยอีก 6 ราย ทั้งหมดเป็นชาย ชาวปัตตานี อายุระหว่าง 20-26 ปี เจ้าหน้าที่นำตัวผู้บาดเจ็บทั้งหมด ส่งโรงพยาบาลกระบี่

สอบสวน นายบะรูดิน ยีเร็ง อายุ 24 ปี คนขับชาวโคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้ขับรถกระบะคันดังกล่าว พาเพื่อนๆ ทั้งหมด 12 คน ไปเที่ยวภูเก็ต ตกดึกก็ขับรถกลับปัตตานี โดยมีผู้โดยสาร นั่งในรถ 5 คน นั่งท้ายกระบะ 6 คน โดยหนึ่งในนั้นเป็นชาวมาเลเซีย

เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุมีฝนตกเล็กน้อย ได้มีรถกระบะอีกขับเบียดมาทางขวา จากนั้นรถของตนก็เกิดเสียหลัก พุ่งชนเกาะกลางถนน และฟาดต้นไม้ แล้วพลิกไปตกคูระบายน้ำถนนฝั่งตรงข้าม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้งนี้

ขณะที่ล่าสุดเมื่อเวลา 09.30 น.ที่ผ่านมา ทางรพ.กระบี่ แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ได้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย เป็นชาวไทย ซึ่งอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 3 คน และบาดเจ็บ 9 คน

หนุ่มโพสต์คลิป ชำแหละสัตว์ป่าคุ้มครอง กินเนื้อสดๆโชว์ สุดท้ายถูกรวบดำเนินคดี

หนุ่มโพสต์คลิป ชำแหละสัตว์ป่าคุ้มครอง กินเนื้อสดๆโชว์ สุดท้ายถูกรวบดำเนินคดี

วันที่ 24 เม.ย. หน่วยปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (พญาเสือ) ลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อปราบปรามการกระทำความผิด หลังได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีการชำแหละเนื้อเก้ง ซึ่งเป็นสัตว์ป่า นำมาจิ้มน้ำจิ้มและกินแบบสดๆ โดยในคลิประบุว่าเป็นการกิน “จุ๊เนื้อเก้งคาโครง” ซึ่งผู้กระทำความผิดยังบันทึกคลิปวีดีโอขณะก่อเหตุ และโพสต์ลงสื่อออนไลน์ยูทูบ พร้อมระบุหัวคลิปว่า “จุ๊เนื้อเก้งคาโครง กับทีมงาน แซ่บๆครับผม” เผยแพร่เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2562 ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบทราบว่าพิกัดที่กระทำความผิดเป็นบริเวณหลังบ้านเลขที่55 ม.3 ต.สามเรือน อ.บางประอิน จ.พระนครศรีอยุธยา จึงรายงานให้ พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ทราบ

จากนั้นชุดพญาเสือจึงได้สนธิกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการด้านสัตว์ป่าสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 สาขาสระบุรี , หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 3 สำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 1 (ภาคกลาง) , เจ้าหน้าที่สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า , เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.)

นายพนัชกร โพธิบัณฑิต เจ้าหน้าที่ประจำชุดพญาเสือ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบพื้นที่โดยละเอียด บริเวณหลังบ้านที่ทำการชำแหละ พบซากสัตว์ป่าคุ้มครอง เป็นขนเก้ง รวมทั้งอุปกรณ์ในการกระทำความผิดที่เห็นในคลิปวิดีโอ ประกอบด้วยมีดและถุงพลาสติก

โดยนายปัญญา (ขอสงวนนามสกุล) อดีตช่างประจำโรงงานเทปใสและสก๊อตเทปรายใหญ่ บุคคลที่ปรากฏในคลิป ให้การยอมรับว่า ได้ซื้อเก้งมาจากสระบุรีในราคา 8,400 บาท เพื่อชำแหละเลี้ยงคนงานของตนจริง โดยไม่ทราบว่าเป็นความผิด ซึ่ง เก้ง หรือฟาน เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง จำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ลำดับที่ 198 ตามกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ. 2546 ออกตามความในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535

เมื่อรวบรวมหลักฐานได้แล้ว เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันจับกุม นายปัญญา (ขอสงวนนามสกุล) ในฐานความผิดมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยมิรับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 19 และมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535

พร้อมกับดำเนินการตรวจยึดซากสัตว์ป่าคุ้มครอง และอุปกรณ์การกระทำความผิด นำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางปะอิน สาขาสินทิวาธานี สำหรับซากสัตว์ป่าคุ้มครองจะส่งตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ที่ศูนย์ปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ต่อไป

ระทึกกลางดึก! ไฟไหม้บ้านไม้สักหลังใหญ่ ลามไหม้คอกสัตว์ ระดมรถดับเพลิงกว่า10คัน

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 23 เม.ย. ร.ต.อ.ประเสริฐ ถาวร ร้อยเวรสอบสวน สภ.แม่สอด จ.ตาก รับแจ้งว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านไม้สักเก่าแก่และกำลังลุกลามไปไหม้พื้นที่ข้างเคียง เหตุเกิดภายในบ้านพักหลังใหญ่365 หมู่ที่ 6 บ้านแม่ตาวริมเมย เขตอำเภอแม่สอด หลังรับแจ้งเหตุหน่วยดับเพลิงจากหลายท้องที่ต้องระดมรถดับเพลิงจำนวน 10 คัน รีบเดินทางไปดับเพลิงอย่างเร่งด่วน

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ตากอากาศชั้นเดียวหลังใหญ่และสร้างใกล้กับป้อมยามตำรวจ สภ.แม่สอด ใกล้แนวชายแดนไทย-เมียนมา โดยที่กลางตัวบ้านที่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลังและสร้างแบ่งเป็นห้องเก็บของพบเพลิงกำลังโหมไหม้บ้านทั้งหลังอย่างรวดเร็ว หน่วยดับเพลิงหลายสิบนายต้องระดมฉีดน้ำไปทุกทิศทาง เนื่องจากจุดเกิดเหตุเป็นที่โล่งแจ้งมีลมพัดรุนแรงจนทำให้มีสะเก็ดไฟลอยไปตกใส่กองใบไม้หญ้าแห้งจนทำให้เพลิงลามไหม้ป่ารอบตัวบ้านและลามไปไหม้คอกเลี้ยงสัตว์หลังใหญ่ซึ่งสร้างด้วยไม้ติดกับบ้านต้นเพลิงอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 14 พร้อมสมาชิกกองร้อย อส.อำเภอแม่สอด ต้องแบ่งกำลังออกไปทำแนวกันไฟป้องกันไม่ให้เพลิงลามไปมากกว่านี้ จนเวลาผ่านไปนานกว่า 1 ชั่วโมงจึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ในวงจำกัด แต่ก็ยังต้องฉีดน้ำดับถ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมงเพื่อป้องกันเพลิงประทุขึ้นมาอีก ซึ่งหลังเพลิงสงบลงพบบ้านต้นเพลิงเสียหายไปทั้งหลังและคอกเลี้ยงสัตว์อีกสองหลัง ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายได้

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า บ้านต้นเพลิงเป็นของนาย ทองสุข คำภีระ อายุ 64 ปี บิดาของเจ้าของโรงงานจำหน่ายกันกระแทก และบับเบิ้ลราคาถูก ซึ่งได้เสียชีวิตไปนานแล้ว ปัจจุบันมีเพียงญาติมาดูแลบ้านพักหลังนี้อยู่เป็นประจำ ซึ่งขณะเกิดเหตุไม่มีผู้ใดพักอาศัยอยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าวจึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่ตั้งไว้สองประเด็นคือ อาจจะเกิดจากไฟป่าลามไหม้เข้ามาในเขตบ้านพัก หรือไม่ก็อาจจะเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ขณะนี้ต้องรอตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานจังหวัดตากเข้ามาตรวจจุดเกิดเหตุเพื่อหาสาเหตุของเพลิงไหม้อย่างแท้จริงต่อไป

หนุ่มทะเลาะแฟน! ไลน์ง้อ สาวใจอ่อน-แต่อยากลองใจ แฟนรอไม่ไหวผูกคอตาย

ไลน์ง้อ – เมื่อเวลา 18.30 น. ร.ต.อ.ภานุภัสต์ พุ่มขุน รองสว.สอบสวน สภ.กระทุ่มแบน พร้อม พญ.ภัทรียา จึงสมเจตไพศาล แพทย์โรงพยาบาลกระทุ่มแบน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร เข้าตรวจสอบเหตุคนผูกคอเสียชีวิตบ้านเลขที่ 142/10 ซอยร่วมใจ 1 หมู่ 4 ต.ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร

ที่เกิดเหตุพบศพ นายวรัตถ์ มาภู่ อายุ 26 ปี นอนราบกับพื้น บนขื่อพบเชือกไนล่อนที่ถูกตัดขาดยังห้อยอยู่ เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง

ทั้งนี้ขณะกำลังตรวจสอบที่เกิดเหตุ น.ส.สุรีฉาย รสชุ่ม อายุ 23 ปี ทำงานที่ร้านจำหน่ายฟิล์มยืด และฟิล์มพันพาเลทราคาถูก ภรรยาผู้ตายได้เดินทางมาถึงบ้าน เมื่อเห็นสภาพร่างไร้วิญญาณสามี ได้ร้องไห้โฮออกมา พร้อมเล่าทั้งน้ำตาว่า ตนกับสามีอยู่กินมีลูกกัน 1 คน โดยตนเป็นผู้ออกไปทำมาหากิน ส่วนสามีประสบอุบัติเหตุขาหักเดินไม่ได้มาปีกว่าแล้ว ที่ผ่านมาทะเลาะกันบ่อยครั้ง เนื่องจากสามีระแวงว่าตนจะไปมีแฟนใหม่ ทั้งๆที่ไม่มีใคร

หลังทะเลาะและถูกสามีใช้ความรุนแรง ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนทนไม่ไหวจึงหนีไปอยู่กับพ่อ ซึ่งสามีพยายามส่งไลน์-โทรมาง้อตลอด และสัญญาว่าจะปรับปรุงตัวใหม่ ตนเองเริ่มใจอ่อน แต่ยังอยากพิสูจน์ใจสามีว่า ยังรักตนอยู่หรือไม่จึงยังไม่กลับมาอยู่ด้วย

กระทั่งล่าสุด สามีส่งไลน์มาง้อ และส่งข้อความเชิงประชดว่า ถ้าไม่กลับมาจะฆ่าตัวตาย ตนก็ไม่คิดว่าสามีจะทำจริงๆ

ช็อก! 3 หนูน้อยเล่นน้ำ รอพ่อแม่พากลับบ้าน หาดเจ้าสำราญคลั่ง คลื่นซัดสูญหาย 1 คน

วันที่ 17เม.ย. 62 ร.ต.ท.สมศักดิ์ เขียดทอง ร้อยเวร สภ.หาดเจ้า อ.เมือง จ.เพชรบุรี รับแจ้งมีเด็กจมน้ำหลายรายที่บริเวณชายหาดหน้าบ้านพักรับรอง 17 ศูนย์ฝึกปฏิบัติการข่าวศูนย์รักษาความปลอดภัย กองทัพไทย หมู่ 2 หาดเจ้าสำราญ ต.หาดเจ้าสำราญ อ.เมืองจ.เพชรบุรี จึงประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างสรรเพชญ ร่วมค้นหา

ที่เกิดเหตุพบว่าผู้ที่ถูกคลื่นซัดหายไปในทะเลเป็นเด็กจำนวน 3 คน เป็นเด็กชาย 1 รายอายุ 13 ปี และเด็กหญิง 2 รายอายุ 12 ปี โดยมีพลเมืองดีลงไปช่วยเด็กหญิงทั้ง 2 รายไว้ได้และนำส่งรักษาพยาบาล ส่วนเด็กชายอายุ 13 ปียังไม่พบตัว

ตำรวจ สภ.หาดเจ้าสำราญ พร้อมหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างสรรเพชญธรรมสถาน จึงได้ประสานนักประดาน้ำจากชุดกู้ภัยใต้น้ำ ตชด. ค่ายนเรศวร ร่วมระดมกำลังค้นหาอย่างต่อเนื่อง

จากการสอบถามเบื้องต้นทราบว่า ครอบครัวผู้ประสบเหตุ รวมจำนวน 6 คนเดินทางมาจาก จ.กาญจนบุรี เพื่อมาพักผ่อนที่ ต.หาดเจ้าสำราญ ก่อนเกิดเหตุระหว่างที่พ่อแม่ของเด็กซึ่งเป็นพนักงานโรงงานผลิตกล่องระดาษ และกล่องลูกฟูก กำลังเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าเพื่อเตรียมเดินทางกลับ เด็กทั้ง 4 คน ได้ออกมาจากห้องพักและไปลงเล่นน้ำทะเล

โดย ด.ญ.เอ นามสมมุติ นั่งเล่นอยู่ที่ชายหาด ส่วน ด.ญ.บี ด.ญ.ซี และ ด.ช.ดี นามสมมุติ ลงไปเล่นน้ำทะเล ต่อมาเด็กทั้ง 3 คน ถูกคลื่นซัดจมน้ำ จึงร้องเรียกให้ชาวบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงช่วยเหลือ ชาวบ้านจึงรีบลงไปช่วยเหลือ 2 เด็กหญิง ขึ้นมาจากน้ำได้ ส่วน ด.ช.ดี ยังไม่พบตัว จึงประสานแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดำเนินการค้นหาต่อไป

หนุ่มอยากขี่บิ๊กไบก์ ยืมเพื่อนมาซิ่ง เสียหลักล้ม ร่างกระเด็นชนเสาไฟฟ้าดับ

หนุ่มอยากขี่บิ๊กไบก์ ยืมเพื่อนมาซิ่ง เสียหลักล้ม ร่างกระเด็นชนเสาไฟฟ้าดับ

เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 12 เม.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เสม็ด จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุที่บริเวณบนสะพานใหม่ เลียบชายทะเล ตอน 4 จึงรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุ อยู่แถว ร้านจำหน่ายซองกันกระแทก และซองบับเบิ้ลราคาถูก มีรถจักรยานยนต์บิ๊กไบก์ ยี่ห้อ คาวาซากิ 900 สีแดง หมายเลขทะเบียน 9 กฆ 5396 กรุงเทพมหานคร ล้มอยู่บนทางเท้า และห่างออกกประมาณ 10 เมตร พบร่างผู้เสียชีวิต นอนอยู่ใกล้กับเสาไฟฟ้า ทราบชื่อคือนาย สถาพร จันทร์ประโคน อายุ 28 ปี สภาพคอหัก สมองกระจาย

จากการสอบถามนายธรรมรัตน์ ลักษณะศรีสุข อายุ 22 ปี เล่าว่า ก่อเกิดเหตุตนเองขายของอยู่ที่งานประจำปีหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี นายสถาพร ซึ่งเป็นลูกจ้าง มาขอรถจักรยานยนต์ไปขี่ซื้อของ แต่กลับหายไปนานกว่า 2 ชั่วโมง จนกระทั่งทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิ โทรศัพท์เข้ามาว่าเกิดอุบัติเหตุบนสะพานใหม่ จึงออกมาดูก็พบว่า เสียชีวิต

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจสอบในจุดเกิดเหตุ ไม่พบร่องรอยของการเฉี่ยวชนแต่อย่างใด สันนิษฐานว่า ผู้ตายขี่รถออกมาประลองความเร็ว และไม่คุ้นเคยกับรถ และเส้นทาง ทำให้ประคองรถไม่อยู่ เสียหลักล้ม ร่างกระเด็นไปชนเสาไฟฟ้าเสียชีวิตดังกล่าว


รถติด 10 กม.! รถบรรทุกเบรกแตกลงเขา กวาดรถพังยับนับ 10 คัน บางคันกลายเป็นซาก

วันที่ 9 เม.ย. ร.ต.อ.ไพฑูรย์ อี่งชื่น รอง สว.(สอบสวน) สภ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ได้รับแจ้งเกิดอบุัติเหตุ รถบรรทุกเบรกแตกลงเนินเขากลางดง พุ่งชนรถที่สัญจรอยู่บนถนนเสียหายนับ 10 คัน มีผู้บาดเจ็บติดภายในรถ เหตุเกิดบริเวณถนนมิตรภาพ (ขาเข้าสระบุรี) หลัก กม.ที่ 36 หมู่ 1 ต.มิตรภาพ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างรัตนตรัย สระบุรี

ที่เกิดเหตุพบรถบรรทุก ทะเบียน 70-1516 อุดรธานี ชนท้ายรถทัวร์ สายกรุงเทพ-ขอนแก่น ทะเบียน 15-9934 กทม. ด้านท้ายพังเล็กน้อย ส่วนข้างรถบรรทุก พบรถกระบะโดยสาร ยี่ห้อโตโยต้า สีฟ้า ทะเบียน 16-0954 กทม. ถูกอัดชนบีบกลางรถ ซึ่งมีผู้บาดเจ็บเป็นภรรยาของคนขับ ทราบชื่อคือ น.ส.นิตยา หล่อทองคำ อายุ 35 ปี ถูกอัดติดอยู่ในรถ เจ้าหน้าที่จึงใช้เครื่องตัดถ่างนำร่างออกมา โดยพบว่าได้รับบาดเจ็บฝ่ามือซ้ายฉีก จึงรีบนำตัวส่ง ร.พ.มวกเหล็ก นอกจากนี้ยังมีรถเก๋งโตโยต้าวีออส ถูกอัดก็อบปี้จนแหลก

สำหรับอุบัติเหตุครั้งมีรถที่ได้ความเสียหายทั้งหมด 10 คัน ส่งผลให้การจราจรบนถนนขาเข้าสระบุรี รถติดยาวร่วม 10 กิโลเมตร หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกู้ซากแยกย้ายเสร็จใช้เวลา 2 ชั่วโมง การจราจรจึงเข้าสู่ภาวะปกติ

ด้าน นายสมัย ใจเร็ว อายุ 47 ปี คนขับรถบรรทุกต้นเหตุ เผยว่า ตนขับรถบรรทุกกล่องเอกสารและกล่องกระดาษใส่เอกสารแปรรูปมาจาก จ.ขอนแก่น จะนำไปส่งที่ จ.กาญจนบุรี ในขณะที่วิ่งมาตามถนนลงเนินเขากลางดงมา ในขณะนั้นตนมองด้านหน้าพบว่ามีรถชะลอตัวอยู่ จึงเหยียบเบรกแต่ว่าเกิดมีปัญหาเบรกไม่อยู่ จึงทำให้แรงส่งรถที่มีน้ำหนักมาพุ่งลงอย่างแรงเฉี่ยวชนรถคันหน้ากระจัดกระจายจนมีคนเจ็บดังกล่าว

เพิ่งออกจากบ้านได้ 500เมตร! ปู่นักปั่น ถูกกระบะชนเต็มแรงร่างกระเด็นดับกลางถนน

สลด! ปู่นักปั่น ถูกกระบะชน ร่างกระเด็นเสียชีวิตกลางถนนระยอง เผยเพิ่งปั่นออกจากบ้านมาได้ 500 เมตร ด้าน คนขับกระบะ ระบุจักรยานปั่นขึ้นมาบนถนนทำให้หักรถหลบไม่ทัน

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 8 เม.ย. ร.ต.อ.ธวัช หน่อสิงหา ร้อยเวร สภ.เมืองระยอง รับแจ้งเหตุรถกระบะพุ่งชนคนปั่นจักรยานเสียชีวิต บริเวณหลักกม.233 ถ.สุขุมวิท ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง ห่างจากโรงงานผลิต EPEโฟม และโฟมกันรอยราคาถูก ไม่ไกล หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลระยอง และหน่วยกู้ภัยสว่างพรกุศลระยอง

ที่เกิดเหตุพบรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ สีดำ ทะเบียน บร-4997 ระยอง จอดอยู่บนถนน สภาพด้านหน้ามีร่องรอยเฉี่ยวชนจนบริเวณหน้ารถด้านซ้ายไฟหน้าแตกและมีรอยยุบเข้าไป ห่างไป 3 เมตร พบรถจักรยานสภาพพังยับเยินล้มอยู่บนถนน ใกล้กันพบศพ นายมนัส ผาสุข อายุ 71 ปี ชาวจ.จันทบุรี สภาพสวมชุดนักปั่นจักรยาน หมวกกันน็อกยังคาอยู่ที่ศีรษะ มีบาดแผลตามร่างกายหลายแห่ง โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าที่กระแทกกับพื้นถนน นอนคว่ำหน้าจมกองเลือดอยู่กลางถนน

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า นายมนัส เป็นชาวจ.จันทบุรี แต่ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านฉัน ห่างที่เกิดเหตุเพียง 500 เมตร โดยก่อนเกิดเหตุนายมนัสได้ปั่นจักรยานออกจากหมู่บ้าน ซึ่งปั่นเป็นประจำทุกวัน ส่วนคนขับรถกระบะซึ่งรออยู่ในที่เกิดเหตุด้วยอาการตกใจ หลังตั้งสติได้ก็ให้การว่า ขับรถกระบะมาตามเส้นทาง ถึงจุดเกิดเหตุได้พุ่งชนรถจักรยานที่ปั่นขึ้นมาบนถนน จนไม่สามารถหักหลบได้จึงเกิดเหตุดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวคนขับรถกระบะไปสอบสวนเพิ่มเติม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พร้อมทั้งแจ้งให้ญาติผู้เสียชีวิตทราบ เพื่อติดต่อขอรับศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

ตายไม่เว้นวัน ‘จุดดอยคา’ รถเทรลเลอร์แหกโค้ง 2 คันซ้อน ชนอัดหน้าผา ตายคาซาก 2 ศพ

ตายไม่เว้นวัน – เมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 4 เม.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่สอด จ.ตาก พร้อมฝ่ายปกครองอำเภอแม่สอด ทหาร และหน่วยกู้ชีพสยามกู้ภัยแม่สอด ร่วมกันไปตรวจสอบอุบัติเหตุบริเวณถนนสายแม่สอด-ตาก ช่วงเนินพิศวง ซึ่งเป็นเนินเขาอันตรายหลักกิโลเมตรที่ 17 เขตอำเภอแม่สอด จ.ตาก

ที่เกิดเหตุเป็นเนินเขาลาดชันพบรถเทรลเลอร์ หมายเลขทะเบียน 77-7991 กรุงเทพ ที่ด้านหลังบรรทุกถังบรรจุสินค้าของโรงงานผลิตกล่อง และผลิตกล่องกระดาษรายใหญ่แห่งหนึ่ง จอดพลิกคว่ำพุ่งชนหน้าผาหินจนรถพังเสียหายทั้งคัน ส่วนภายในรถพบตัวนายสมศักดิ์ ชมบุญ อายุ 56 ปี เป็นคนขับได้รับบาดเจ็บติดคารถ เจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันนำตัวออกจากซากรถมาปฐมพยาบาล แล้วนำตัวส่งโรงพยาบาลแม่สอด

แต่ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งวางแผนเพื่อทำการกู้ซากรถพ่วงที่พลิกคว่ำที่จุดแรกอยู่นั้น เจ้าหน้าที่ก็ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุซ้ำซ้อนขึ้นอีกหนึ่งจุด กำลังเจ้าหน้าที่ทั้งหมดต้องรีบเดินทางไปช่วยเหลือ โดยเหตุที่ 2 เกิดบนถนนสายเดียวกัน ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 52 “ดอยคา” ซึ่งเป็นดอยลาดชัน และมีหน้าผาเป็นแนวยาว มีอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยที่เกิดเหตุพบรถเทรลเลอร์ หมายเลขทะเบียน 70-8056 นนทบุรี ด้านหลังบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่มีสินค้ามาเต็มตู้ สภาพรถจอดพุ่งชนกับหน้าผาสูงชันซึ่งเป็นแนวทางโค้งอันตราย สภาพรถพังเสียหายทั้งคันเศษชิ้นส่วนเครื่องยนต์รถแตกกระจายไปทั่วบริเวณเกิดเหตุ

ส่วนภายในซากรถที่พังกลายเป็นเศษเหล็กพบศพนายพงศ์ภรณ์ เจริญสุข อายุ 45 ปี เป็นคนขับรถสภาพศพใบหน้าฉีกขาด ขาขวาขาด แขนขาหัก ข้างกันยังพบศพนายพิชากร พลศรี อายุ 28 ปี เป็นผู้ช่วยรถสภาพศพแขนขาและคอหัก โดยทั้ง 2 ศพถูกอัดติดคาซากรถเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ หน่วยกู้ชีพต้องใช้เครื่องตัดถ่างงัดซากรถออกโดยใช้เวลานานกว่า 30 นาที จึงสามารถนำศพทั้งสองออกจากรถนำส่งตรวจอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลแม่สอด

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า อุบัติเหตุทั้ง 2 จุดที่เกิดซ้ำซ้อนกันในระยะเวลาไล่เลี่ยกันนั้น เบื้องต้นมาจากคนขับรถรถบรรทุกสินค้าที่มีน้ำหนักมาก และขับรถมาเป็นระยะเวลาทางยาวไกล อาจจะทำให้คนขับรถทั้งสองคันร่างกายอ่อนเพลียจนอาจจะเกิดอาการคล้ายหลับใน ทำให้รถเสียการควบคุมช่วงทางลงเนินภูเขาลาดชัน ก่อนรถบรรทุกแหกโค้งพุ่งชนหน้าผาข้างถนนอย่างแรง ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ขณะนี้ทางราชการในพื้นที่อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการหามาตราการด่วน เพื่อป้องกันเเละลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ เนื่องจากถนนสายแม่สอด-ตาก อยู่ระหว่างการเร่งก่อสร้างขยายถนนตลอดทั้งสาย และขณะนี้ยังไม่แล้วเสร็จและเกิดอุบัติเหตุเกือบทุกวัน

จับผัวคลั่งยาบ้า ราดเบนซิน เผาบ้านตัวเอง รับเสพไป 10 เม็ด สติหลุด เมียผวา จนย้ายหนี

จับผัวคลั่งยาบ้า ราดเบนซิน เผาบ้านตัวเอง รับเสพไป 10 เม็ด สติหลุด เมียผวา จนย้ายหนี

วันที 1 เม.ย. พ.ต.ท.นพดล เปลี่ยนรูป รอง ผกก.สส.สภ.วารินชำราบ นำกำลังเข้าจับกุม นายปราโมทย์ ทิมา อายุ 32 ปี อดีตพนักงานประจำโรงงานผลิตสายรัดพลาสติก และสายรัดกล่อง อยู่บ้านเลขที่ 324 หมู่ที่ 10 ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ผู้ต้องหาตามหมายศาลจังหวัดอุบลราชธานี ที่ 60/2562 ลงวันที่ 31 มี.ค. 2562 ข้อหา วางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นและเสพยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1(ยาบ้า)

โดยการจับกุมดัวกล่าวสืบเนื่องจาก เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 29 มี.ค. ทีผ่านมา สภ.วารินชำราบ รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านของผู้ต้องหา ที่บ้านพงสว่าง หมู่ที่ 10 ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี พบทรัพย์สินถูกเพลิงไหม้ ได้รับความเสียหายกว่า 200,000 บาท ประกอบด้วยรถเก๋ง 1 คัน รถไถนาเดินตาม 1 คัน และยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือก 20 กระสอบ

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายปราโมทย์ ให้การรับสารภาพว่า ได้เสพยาบ้าไป 10 เม็ด แล้วเกิดอาการหลอน คุมสติตัวเองไม่อยู่ จึงลงมือกอเหตุ โดยดูดเอาน้ำมันเบนซินจากถังน้ำมันรถเก๋งคันที่จอดอยู่ จากนั้นได้นำไปราดที่ยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือกและจุดไฟเผา หลังกอเหตุได้หลบหนีออกไปทางหลังบ้านจนกระทั้งมาถูกตำรวจตามจับกุมตัวได้

ขณะที นางจันทรา ทิมา อายุ 30 ปี ภรรยาของนายปราโมทย์ เจ้าของบ้าน ให้การว่า บ้านหลังนี้ ปกติแล้วตนเองก็จะอยู่กับนายปราโมทย์ แต่ระยะหลัง ไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยเพราะสามีจะเสพยาบ้า แล้วเกิดทะเลาะวิวาทกับตนเองอยู่บ่อยครั้ง และตอนที่ทะเลาะกันสามีเคยพูดไว้จะเผาบ้านหลังนี้

ก่อนเกิดเหตุตนเองไม่ได้อยู่บ้าน มีเพียงสามีอยู่บ้านเพียงลำพังและมีเพื่อนบ้านโทรไปบอกว่ายุ้งฉางถูกไฟไหม้จึงรีบกลับมาดู พบทรัพย์สินถูกไหม้เสียหายหมดแล้ว ตนเชื่อว่าน่าจะเป็นฝีมือนายปราโมทย์ เนื่องจากสามีเครียดในปัญหาชีวิต ชอบกินเหล้าและเสพยาบ้าอยู่เป็นประจำ