คลังเก็บรายเดือน: กุมภาพันธ์ 2019

หยิบรองเท้าผีไปใส่ เดินลุยหากิ้งก่า วนกลับมาถึงช็อก เป็นของศพนอนตายริมทางรถไฟ

วันที่ 27 ก.พ. พ.ต.ท.นัทธกานต์ วรรณพันธ์ สารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งว่าพบศพชายนอนเสียชีวิตขึ้นอืดอยู่ข้างทางรถไฟ บริเวณท้ายซอยสามัคคี 10 เขตเทศบาลนครอุดรธานี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวร ร.พ.ศูนย์อุดรธานี และหน่วยกู้ภัยอุดรสว่างเมธาธรรม

ที่เกิดเหตุพบศพชายไม่ทราบชื่อและนามสกุล อายุประมาณ 35-40 ปี สวมเสื้อยืดสีเทา นุ่งกางเกงยีนขายาวสีดำ นอนเสียชีวิตอยู่ริมทางรถไฟ สภาพศพขาขวาหัก ห่างกันประมาณ 2 เมตร พบรองเท้าแตะของผู้ตาย ขณะเดียวชาวบ้านละแวกนั้นที่รู้ข่าวก็ได้พากันเดินดู ก็ไม่พบว่าเป็นญาติของคนในพื้นที่ คาดว่าคงมาจากที่อื่น

จากการสอบสวน นายบุญมา โพนมา อายุ 39 ปี พนักงานโรงงานสายรัดพลาสติก และสายรัดกล่อง ให้การว่า ในช่วงก่อนเที่ยงวันนี้ ขณะที่พาหลานชายไปเดินจับกิ้งก่า บริเวณแถวริมทางรางรถไฟ เพื่อนำไปทำกินมื้อเที่ยง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุก็ได้กลิ่นเหม็นรุนแรง และสังเกตเห็นรองเท้าแตะวางอยู่ริมทางรถไฟ จึงได้เอารองเท้าไปใส่เดินหากิ้งก่ากันต่อ ก่อนจะเดินกลับมาที่เดิมก็พบศพนอนอยู่ริมทางรถไฟ จึงได้แจ้งตำรวจมาตรวจสอบ

ด้าน พ.ต.ท.นัทธกานต์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบไม่พบเอกสารใดๆ ในตัวผู้ตาย สภาพศพคอหัก ขาหักทั้ง 2 ข้าง เสียชีวิตมาประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนสาเหตุการคาดว่าผู้ตาย อาจจะโดยสารมากับรถไฟขบวนใดขบวนหนึ่ง แล้วเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุเกิดพลัดตกลงมา หรือไม่อาจจะถูกรถไฟชนขณะเดินอยู่บนรางรถไฟ ซึ่งจะได้สืบสวนหาสาเหตุการตายให้แน่ชัดอีกครั้งหนึ่ง โดยให้มูลนิธิฯ นำศพไปไว้ที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรฯ เพื่ออาจจะมีญาติของผู้ตาย มาติดต่อรับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

จับมือปืนรัวฆ่าผู้รับเหมา! ซัดเมียจ้าง1แสนสั่งตายผัว ญาติช็อกทำเนียนเสียใจเกือบเดือน

จับมือปืนรัวฆ่าผู้รับเหมา! ซัดเมียจ้าง1แสนสั่งตายผัว ญาติช็อกทำเนียนเสียใจเกือบเดือน

จากกรณีมือปืนประกบยิง นายธวัช สุกสังขาร อายุ 63 ปี อาชีพรับเหมาต่อเติมบ้าน และจำหน่ายฟิล์มยืด และฟิล์มพันพาเลท แห่งหนึ่ง เสียชีวิตคารถกระบะ บริเวณหน้าโรงเรียนนครหลวงอุดมรัตน์ หมู่ 5 ต.นครหลวง อ.นครหลวง จ. พระนครศรีอยุธยา ขณะขับรถมาส่งนางประภัสสร โท้ประยูร อายุ 60 ปี ภรรยามาขายของในโรงเรียนช่วงเช้ามืด วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา เบื้องต้นตำรวจตั้งประเด็นความขัดแย้งกับบุคคลใกล้ชิด

ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 25 ก.พ. ตำรวจชุดสืบสวนภูธรภาค 1 พร้อมชุดสืบสวนภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และชุดสืบสวน สภ.นครหลวง บุกเข้าจับกุมตัว นายก็อต มือปืนได้แล้วภายในบ้านพัก ต.ลุมพลี อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา จากนั้นคุมตัวมาสอบสวนก่อนขยายผลตามไปจับนายบอล คนขี่รถจักรยานยนต์แต่นายบอลไหวตัวทันหลบหนีไปได้

จากการสอบสวนนายก็อต รับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือยิง นายธวัช โดยนางประภัสสร ภรรยาของนายธวัช เป็นผู้ว่าจ้างในราคา 1 แสนบาท เจ้าหน้าที่จึงตามไปจับกุมนางประภัสสร ได้ที่บ้านพักใน ต.บางพระครู อ.นครหลวง แล้วนำตัวมาสอบสวนขยายผลถึงความเชื่อมโยงว่ามีใครเกี่ยวข้องอีกบ้าง

นางปรางทิพย์ เปาริก อายุ 50 ปี น้องสาวนายธวัช กล่าวว่า ทันทีที่รู้ข่าวว่าตำรวจจับกุมตัวมือปืนและคนจ้างวานได้แล้วรู้สึกดีใจมาก แต่เมื่อมารู้ว่าพี่สะใภ้เป็นผู้ว่าจ้างมือปืนให้มายิงพี่ชายก็รู้สึกตกใจและช็อกมาก ไม่คิดว่าจะเป็นพี่สะใภ้เพราะตั้งแต่เกิดเหตุและระหว่างจัดงานศพ ไม่พบความผิดปกติอะไร

“ก่อนหน้านี้ไม่รู้มาก่อนเลยว่าทั้งคู่มีปัญหาความขัดแย้งหรือทะเลาะอะไรกัน แต่รู้นิสัยพี่ชายดีว่าเป็นคนใจร้อนโมโหง่าย อารมณ์รุนแรง ตั้งแต่พี่ชายถูกยิงเสียชีวิต จุดธูปบอกพี่ชายทุกวันว่า ตายแล้วอย่าเฉยนะให้ไปดลจิตดลใจช่วยตำรวจจับคนร้ายให้ได้ ไม่งั้นจะตายฟรี จนล่าสุดเมื่อคืนยังจุดธูปบอกกับพี่ชายอยู่ เรื่องของคดีคงให้เป็นหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมาย”

2สาวแสบ หลอกซื้อดาวน์รถ ก่อนเชิดหนี พบเหยื่อหลงเชื่ออื้อ เสียหายกว่า 30 ล้าน

เหยื่อร้องกองปราบถูก 2 สาวแสบ หลอกซื้อดาวน์รถ กระบะก่อนเชิดหนี เผยทำทีติดต่อขอซื้อรถโชว์เงินหมุนเวียนนับล้าน ช่วงแรกก็ผ่อนชำระตามปกติ ก่อนติดค้าง สุดท้ายเชิดเงินหนี พบมีคนตกเป็นเหยื่อกว่า 20 ราย

หลอกซื้อดาวน์รถ / เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่กองปราบปราม นายวุฒิชัย คำดี อายุ 44 ปี ชาว จ.ศรีสะเกษ พร้อมกลุ่มผู้เสียหายประมาณ 20 ราย เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล รอง ผกก. (สอบสวน) กก.2 บก.ป. เพื่อดำเนินคดีกับ น.ส.พลอย และน.ส.ปุ๋ย ที่ร่วมกันหลอกซื้อดาวน์รถยนต์ ก่อนจะเชิดรถหนีหายไป ทำให้กลุ่มผู้เสียหายถูกไฟแนนซ์ติดตามทวงค่างวดผ่อนชำระที่ติดค้างไว้ ต้องกลายเป็นหนี้สินจากการติดค้างค่างวดรถที่เหลือ โดยนำเอกสารการทำสัญญาซื้อขายรถยนต์มามอบให้เป็นหลักฐาน เพื่อประกอบการพิจารณา

นายวุฒิชัย อดีตพนักงานโรงงานจำหน่ายสายรัดพลาสติก และสายรัดกล่องราคาถูก กล่าวว่า เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2561 ตนมีปัญหาทางการเงิน จนไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายผ่อนรถกระบะ ยี่ห้อฟอร์ด 4 ประตู จึงตัดสินใจขายดาวน์ผ่านเพจเฟซบุ๊กซื้อขายรถแห่งหนึ่ง ต่อมามี น.ส.พลอย และน.ส.ปุ๋ย ติดต่อเข้ามาขอซื้อรถของตน

โดยอ้างตัวเองว่าทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลสมิติเวชมีรายได้แน่นอน พร้อมกับแสดงหลักฐานเงินเดือนมีเงินหมุนเวียนนับล้านๆ บาท ตนหลงเชื่อยอมขายดาวน์รถให้ ตกลงราคาอยู่ที่ 8 หมื่นบาท

ส่วนค่างวดที่เหลือทั้งคู่จะรับผิดชอบผ่อนชำระกับบริษัทไฟแนนซ์เอง และจะทำเรื่องเปลี่ยนกรรมสิทธิ์รับผิดชอบค่างวดรถในภายหลัง ช่วงแรกคนทั้ง 2 คนก็ผ่อนชำระตามปกติ แต่มาระยะหลังก็เริ่มจ่ายเงินล่าช้า จนทำให้มีเงินติดค้างกับบริษัทอยู่หลายงวด จนทำให้ตนถูกทวงถาม เนื่องจากรถยังอยู่ในความรับผิดชอบของตน เพราะยังไม่ทำเรื่องเปลี่ยนสัญญา

เมื่อติดต่อทวงถามไปยังน.ส.พลอยก็อ้างว่าตอนนี้ติดปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ตนก็จะขอรถคืน โดยตกลงส่งมอบรถคืนกันในวันที่ 10 ม.ค. ที่ผ่านมา เมื่อถึงกำหนด ทั้งคู่กลับไม่ยอมนำรถมาคืนให้กับตามนัด และไม่สามารถติดต่อได้อีก

ก็เลยลองตรวจสอบประวัติของบุคคลทั้ง 2 จนทราบว่ายังมีผู้ตกเป็นเหยื่อถูกหลอกลักษณะเดียวกันอีกกว่า 20 คน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท จึงรวมตัวกันมายังกองปราบฯ เพื่อร้องขอความเป็นธรรม

เบื้องต้น พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้เสียหายไว้เป็นหลักฐาน ก่อนรวบรวมข้อมูลเสนอต่อผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป


หนุ่มแค้นง้อเมีย! บุกยิงแม่ยาย เผาแท็กซี่ หนีไปฆ่าตัวตาย แฉปมเพื่อนรักหักหลัง

หนุ่มแค้นง้อเมีย! บุกยิงแม่ยาย เผาแท็กซี่ ก่อนหนีไปฆ่าตัวตาย แฉปมเพื่อนรักหักหลัง เพิ่งเลิกกับเมีย แต่เพื่อนกลับแอบไปติดพัน ยิงแม่ยายเสร็จเผารถเพื่อนที่จอดหน้าบ้าน 

บุกยิงแม่ยาย วันที่ 20 ก.พ. พ.ต.ท.วันชัย ไชยรักษ์ สารวัตร (สอบสวน) สภ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ได้รับแจ้งเหตุมีคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บและคนร้ายได้วางเพลิงเผารถแท็กซี่ที่จอดอยู่หน้าบ้านของผู้ได้รับบาดเจ็บในหมู่บ้านรวมพลัง ต.ธาตุ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี จึงนำกำลังรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียวปลูกติดกัน 2 หลัง ติดกับร้านจำหน่ายฟิล์มยืด และฟิล์มพันพาเลทราคาถูก ซึ่งบริเวณหน้าบ้านพบรอยเลือด รถแท็กซี่และรถจยย.ถูกไฟไหม้รถเสียหายเป็นบางส่วน ส่วนผู้บาดเจ็บทราบชื่อคือ นางสายหยุด ดาวชัย อายุ 59 ปี ถูกปืนลูกซองสั้นยิงเข้าที่หน้าท้อง และ นายศราวุฒิ นิลมาล้น น้องชายนางสายหยุด ถูกยิงเข้าที่บริเวณแขน อาการไม่สาหัส

ส่วนผู้ก่อเหตุทราบชื่อคือ นายสมเดช สุวรรณทวี อายุ 47 ปี ซึ่งเป็นลูกเขยของนางสายหยุด และเป็นสามีของ น.ส.หน่อย (นามสมมติ) สำหรับสาเหตุที่ นายสมเดช ก่อเหตุเนื่องจากตามหา น.ส.หน่อย แต่ไม่พบตัว พบเพียงแม่ยายและน้าชาย จึงใช้อาวุธปืนยิงใส่ทั้ง 2 คน ก่อนจุดไฟเผารถแท็กซี่ที่จอดอยู่หน้าบ้าน แล้วขี่รถจยย.หลบหนีไป

ต่อมาได้รับแจ้งจาก ร.ต.อ.กฤตภาส นิพขันธุ์ รอง สว.สส.สภ.วารินชำราบ ซึ่งนำชุดสืบสวนออกติดตามตัว นายสมเดช พบว่าขณะไล่ตามจับตัว นายสมเดช มาถึงบริเวณหน้าบ้านของผู้ก่อเหตุ ที่ตั้งอยู่ห่างจากบ้าน นางสายหยุด ไปประมาณ 1 กิโลเมตร ระหว่างที่เจ้าหน้าที่แจ้งให้ นายสมเดช มอบตัว ปรากฏ นายสมเดช ได้ใช้อาวุธจ่อยิงศรีษะตัวเองจนเสียชีวิตอยู่บริเวณประตูทางเข้าบ้าน

จากการสอบถาม น.ส.กาญจนา แซ่อึ้ง อายุ 42 ปี เพื่อนนายสมเดช ที่พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันเล่าว่า นายสมเดช และ น.ส.หน่อย ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านได้แต่งงานอยู่กินกันมาได้กว่า 10 ปี มีลูกด้วยกัน 2 คน โดย นายสมเดช มีอาชีพเป็นพนักงานขับรถส่งปูนซีเมนต์บริษัทรับเหมาชื่อดังของจังหวัด

“เมื่อประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา นายสมเดช มีปากเสียงกับ น.ส.หน่อย เนื่องจากเป็นคนอารมณ์ร้อนชอบทำลายข้าวของ ทำให้ทั้งคู่แยกทางกันอยู่ โดย น.ส.หน่อย กลับมาอยู่กับแม่ ระหว่างนั้นก็มีเพื่อน นายสมเดช ซึ่งเคยทำงานขับรถส่งปูนซีเมนต์อยู่บริษัทเดียวกัน แต่ช่วงหลังหันมาขับรถแท็กซี่ กลับมาติดพัน น.ส.หน่อย ทำให้ นายสมเดช หึงหวงและพยายามจะมาขอคืนดี แต่ น.ส.หน่อย ไม่ยอม เพราะต้องการให้ นายสมเดช ปรับปรุงตัวใหม่ และให้เกียรติแม่ยายด้วย” น.ส.กาญจนา กล่าว

น.ส.กาญจนา กล่าวต่อว่า ก่อนเกิดเหตุเพียง 1 วัน นายสมเดช ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “สงสัยเมียตนเองมีอะไรกับเพื่อน” ตกกลางคืน นายสมเดช ได้แวะมาขอนั่งดื่มเหล้าที่หน้าบ้านของตน กระทั่งดึกก็ได้ออกไป จนรุ่งเช้าจึงทราบว่าไปก่อเหตุยิงนางสายหยุด และจุดไฟเผารถแท็กซี่ของอดีตเพื่อน ก่อนใช้ปืนยิงตัวเองตาย

ด้านนายสุฤทธิ์ พึ่งสุข อายุ 38 ปี เพื่อนบ้านนายสมเดช เล่าในทำนองเดียวกันว่า นายสมเดช เป็นคนอารมณ์ร้อน รถจยย.ที่ใช้ก็จะมีมีดมัดติดไว้บริเวณบังโซ่ของรถ 1 เล่ม หลังเกิดเหตุ นายสมเดช ได้กลับมานั่งหน้าบ้าน ตนยังถามว่าทำไมถึงไปยิงเค้า แต่ก็ไม่กล้าถามอะไรมาก เพราะกลัวโดนยิง สุดท้ายตนก็ออกไปขายของจนมาทราบข่าวอีกครั้งว่า นายสมเดช ยิงตัวตายอยู่หน้าบ้าน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุและนำตัว น.ส.หน่อย พร้อมเพื่อนบ้านมาให้ปากคำ ก่อนที่จะสรุปสาเหตุอีกครั้งต่อไป

เด็กหญิงวัยใส หายตัว ปิกอัพขับมาดักรอ แชทบอกแม่ “ช่วยหนูด้วย”

วันที่ 17 ก.พ. เจ้าหน้าที่มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ได้รับการประสานขอความช่วยเหลือจากแรงงานชาวเมียนมา ที่มาทำงานก่อสร้างและพักอาศัยอยู่ ภายในซอยไปรษณีย์ แถวโรงงานนำเข้าเครื่องจักร เครื่องปั้มไดคัท และเครื่องพิมพ์กล่องกระดาษ รายใหญ่แห่งหนึ่ง เขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี ว่า มีลูกสาวของแรงงานชาวเมียนมา อายุเพียง 14 ปี ได้หายตัวออกไปจากบ้าน ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 16 ก.พ.

หลังเกิดเหตุ พ่อของเด็กรวมถึงเพื่อนแรงงานที่อาศัยอยู่ด้วยกัน ได้ช่วยกันออกตามหา แต่ยังไม่พบร่องรอยแต่อย่างใด โดยเพื่อนบ้าน ของเด็กที่หายตัวไปให้ข้อมูลว่า ด.ญ.เอ (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี เป็นเด็กที่รูปร่างหน้าตาดี ปกติจะช่วยทำงานบ้านและเลี้ยงน้องระหว่างที่พ่อแม่ออกไปทำงาน

ก่อนเกิดเหตุ ด.ญ.เอ ได้เดินออกจากบ้านเพื่อนำเอาขยะไปทิ้งที่บริเวณถังขยะกลางซอยไปรษณีย์ จากนั้น ได้หายตัวไป โดยทิ้งให้น้องชายอยู่บ้านตามลำพัง น้องชายเมื่อเห็นว่าพี่สาวหายไปนานผิดสังเกต จึงแจ้งให้เพื่อนบ้านทราบและช่วยกันออกตามหา แต่ก็ไม่พบตัว

กระทั่งช่วงเย็นของวันที่ 16 ก.พ. ด.ญ.คนดังกล่าวได้ส่งข้อความเสียง ผ่านแอพเมสเซนเจอร์ บอกว่า เธอถูกชายคนหนึ่งมารับตัวไปและพาไปอยู่ที่บ้านหลังใหญ่ซึ่งไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนและขอให้พ่อแม่ช่วยออกตามหา ก่อนจะขาดการติดต่อไป ล่าสุด พ่อของเด็กหญิงคนดังกล่าว ได้เดินทางเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองกาญจนบุรี พร้อมนำรูปถ่ายของ ด.ญ.เอ และข้อความเสียงเพื่อเป็นหลักฐาน

หลังรับแจ้งความ เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่หาข้อมูลพร้อมตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ก่อนจะได้หลักฐานสำคัญ เป็นกล้องวงจรปิดของร้านอาหารที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุที่สามารถบันทึกภาพของรถยนต์กระบะคันหนึ่งที่ขับมาวนอยู่บริเวณปากซอยของบ้านเด็กหญิงคนที่หายตัวไป ก่อนจะมาจอดรอ อยู่ประมาณ 2-3 นาที จากนั้น เด็กหญิงคนที่หายตัวไปได้เดินมาที่รถแล้วเปิดประตูพูดคุยกับคนที่อยู่ภายในรถก่อนจะขึ้นรถคันดังกล่าว

จากนั้นคนขับรถจึงขับรถออกไปจากจุดเกิดเหตุทันที พ่อของเด็กและบรรดาญาติๆดู พบว่ารถคันดังกล่าวคล้ายกับรถของคนรู้จักที่ทำงานก่อสร้างร่วมกัน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังหาทางติดต่อผู้ชายซึ่งเป็นเจ้าของรถคันดังกล่าวเข้าให้ข้อมูลเพื่อจะติดตามหาเด็กหญิงคนดังกล่าวต่อไป


ตีกันไม่หนำใจ ยกพวกตามถล่มยับกลางโรงพยาบาล ตร.ตามล็อก เล่าปมแค้นเดือน

วันที่ 14 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อกลางดึกวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา ศูนย์วิทยุ สภ.กบินทร์บุรี รับแจ้งจาก ร.พ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ว่ามีกลุ่มวัยรุ่นยกพวกทำร้ายร่างกายกัน บริเวณหน้าห้องอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน ขอให้มาระงับเหตุด้วย เพราะกลุ่มวัยรุ่นมีจำนวนมาก และอาจจะมีอาวุธ หลังรับแจ้งได้ประสานสายตรวจรถยนต์ 20 และสายตรวจรถจักรยานยนต์ ให้ไประงับเหตุ

พบว่าบริเวณหน้าห้องอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน มีเพียงกลุ่มวัยรุ่นที่ถูกทำร้ายประมาณ 10-20 คน กระจัดกระจายอยู่ทั่ว ส่วนกลุ่มที่ก่อเหตุไม่ทราบจำนวน ได้ขี่รถจยย.หลบหนีไปก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนในห้องฉุกเฉินพบว่ามีผู้ถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บ 2 คน ทราบชื่อคือ นายวสันต์ จันทรา อายุ 18 ปี และนายเอ (นามสมมติ) อายุ 17 ปี มีบาดแผลถูกทำร้ายที่ศีรษะ

จากการสอบถามกลุ่มเพื่อนผู้บาดเจ็บทราบว่า ผู้ที่ถูกทำร้ายได้มาเที่ยวตลาดนัดศุภพล ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี แถวอุตสาหกรรมโรงงาน ผลิตน้ำสลัด และชีสซอส จากนั้นก็มีวัยรุ่นอีกกลุ่มที่ไม่เคยรู้จักกันเข้ามารุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บและได้ถูกนำตัวส่ง ร.พ.กบินทร์บุรี แต่ขณะที่อยู่โรงพยาบาลกลุ่มวัยรุ่นคู่อริได้ตามมาเข้าทำร้ายกลุ่มเพื่อนๆ ของผู้บาดเจ็บอีกครั้งจึงเกิดการชุลมุนกันขึ้น

ด้านนายเอ กล่าวว่า หลังจากทราบว่าเพื่อนถูกทำร้ายและตามมาดูที่โรงพยาบาล ก็ได้มีกลุ่มคู่อริดักรออยู่ด้านล่าง และเป็นจังหวะที่ตนจะเดินไปสูบบุหรี่ ได้ถูกกลุ่มคู่อริล็อคคอและรุมทำร้ายชกต่อยกันขึ้น ส่วนตนได้ถูกอาวุธไม่ทราบชนิดเข้าที่ศีรษะได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่กลุ่มคู่อริจะหลบหนีไป ซึ่งตนรู้เพียงชื่อในเฟซบุ๊กแต่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ส่วนสาเหตุน่าจะเกิดจากการเขม่นในตลาดนัดเรื่องหญิงสาว

ด้าน นพ.โชคชัย มานะดี ผอ.ร.พ.กบินทร์บุรี กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กบินทร์บุรี เพื่อหาแนวทางป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก ส่วนบริเวณที่เกิดเหตุมีกล้องวงจรปิด รวมทั้ง รปภ.อยู่ และติดไฟส่องสว่างเพิ่มขึ้นอีกเพื่อป้องกันเหตุดังกล่าว

ทางด้าน พ.ต.อ.วันชัย พิทักษ์ตันสกุล ผกก.สภ.กบินทร์บุรี กล่าวว่า เบื้องต้นทราบผู้ที่ก่อเหตุแล้ว ชื่อเล่นว่า “แผน” บ้านอยู่หมู่ 5 บ้านเขาดิน ต.หาดนางแก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี และยังเป็นเยาวชน ตอนนี้ได้ให้ชุดสืบสวนติดตามตัวมาสอบสวนแล้ว คาดว่าจะได้ตัวในวันนี้ ส่วนมาตรการป้องกันได้จัดชุดสายตรวจคอยแวะวนตรวจภายในโรงพยาบาลให้ถี่ขึ้น

ขณะที่ช่วงบ่ายวันนี้ (14 ก.พ.) พล.ต.ต.นราเดช กลมทุกสิ่ง ผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรี ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุ เนื่องจากคดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชน ต่อมา พ.ต.อ.วันชัย, พ.ต.ท.จำนงค์ ประสพสุขมังดี สว.สส. พร้อมชุดสืบสวน ออกติดตามตัวผู้ก่อเหตุไปยังบ้านเลขที่ 131 หมู่ 5 ต.ย่านรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี พบตัว นายนนท์ (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ก่อเหตุจึงควบคุมตัวไว้ ก่อนไปที่เลขที่ 194 หมู่ 5 ต.หาดนางแก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ก็พบ นายธนาธร หรือแผน ตลับทอง อายุ 18 ปี จึงควบคุมตัวทั้ง 2 คนมาสอบปากคำ

จาการสอบสวน นายธนาธร ให้การรับสารภาพว่า ตนเป็นผู้ก่อเหตุจริง เนื่องจากตนเกิดหึงหวงอดีตแฟนสาวที่เลิกรากันไปนานแล้ว และแฟนสาวของตนได้ไปมีแฟนใหม่ คือนายวสันต์ จึงได้โพสต์ท้าทายในเฟซบุ๊กมาตลอด จนในวันเกิดเหตุได้ไปพบกับนายวสันต์ ที่ตลาดนัดศุภผล จึงเกิดการชกต่อยกัน ก่อนที่นายวสันต์ จะไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล แต่กลับโฑสต์ท้าทายตนอีก จึงได้ตามไปที่โรงพยาบาลพร้อมกลุ่มเพื่อน กระทั่งเกิดเหตุดังกล่าว ซึ่งตนรู้สึกผิดที่เกิดอารมณ์ชั่ววูบและก่อเหตุที่โรงพยาบาลจึงขอโทษกับสังคมด้วย