คลังเก็บรายเดือน: พฤศจิกายน 2018

ระทึก! ยิงสกัด พ่อค้ายาเสพติด ซิ่งเก๋งป้ายแดงหนี ทิ้งสาวถูกจับ

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. พ.ต.อ.ธงชนะ หาญกิตติกาญจนา ผกก.สภ.กะปาง รรท.ผกก.สภ.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีชายไทยนำยาเสพติดไอซ์ลงเรือเฟอร์รี่มาส่งให้ลูกค้าบนเกาะสมุย จึงสั่งการให้ พ.ต.ท.ภูริวัฒน์ รอดเกิด สว.สส. และตำรวจชุดสืบสวนทำการสืบสวนหาข่าว และวางแผนล่อซื้อยาเสพติดจากชายคนดังกล่าว พร้อมประสานไปยังทหารกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย มณฑลทหารบกที่ 45 พื้นที่เกาะสมุย และชุดสุนัขทหาร หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 25 กองกำลังเทพสตรี เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจ

เมื่อถึงเวลานัดหมายได้มีชายต้องสงสัยมากับหญิงสาว ขับรถเก๋งสีขาว ทะเบียนป้ายแดง เข้ามาตรงจุดที่นัดหมาย เจ้าหน้าที่จึงให้สายลับนำเงินสด จำนวน 2,000 บาท ไปล่อซื้อยาไอซ์ น้ำหนัก 20 กรัม หลังรับมอบเสร็จ สายลับได้ส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการจับกุม แต่ชายคนดังกล่าวเร่งเครื่องขับรถเก๋งหลบหนีไปในซอยด้านหลังโรงงานผลิตน้ำสลัด ชีสดิปชีสซอสหลากรสรายใหญ่ เจ้าหน้าที่จึงใช้อาวุธปืนยิงสกัดไปที่ยางล้อหน้าทั้ง 2 ข้างแตก แต่คนร้ายทิ้งรถวิ่งหลบหนีไปในแหล่งชุมชน เจ้าหน้าที่จึงปิดล้อมค้นหา แต่วไม่พบตัวคนร้าย สำหรับรูปพรรณของคนร้าย ไว้ผมรองทรง มีหนวดและเครา ผิวดำแดง เจาะหูทั้ง 2 ข้าง ใส่เสื้อยืดสีเหลือง กางเกงยีนส์ ไม่สวมรองเท้า

สอบปากคำหญิงสาวที่คนร้ายทิ้งไว้กับรถ ให้การว่า ตนทำงานอยู่ที่บาร์เบียร์แห่งหนึ่งบนเกาะสมุย รู้จักกับคนร้ายทางแอพพลิเคชั่นไลน์ คนร้ายได้มารับตนออกไปจากร้าน โดยให้ค่าตัว 2,000 บาท และนำไอซ์มาให้ตนเสพด้วย จากนั้นก็พาขับรถตระเวนส่งยาเสพติดให้กับลูกค้าที่นัดไว้ตามที่ต่างๆ ซึ่งตนไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการขายยาเสพติดนี้ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร ได้ไปตรวจสอบตามจุดต้องสงสัยต่างๆ ตามที่หญิงสาวแจ้งมา พร้อมนำตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำเพิ่มเติมว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดด้วยหรือไม่

จากการตรวจสอบประวัติทราบชื่อคนร้ายคือนายจรูญ ย่องยัง อายุ 33 ปี ชาว จ.สงขลา ตรวจค้นภายในรถไม่พบยาเสพติด หรือสิ่งผิดกฎหมาย จึงยึดรถไว้เป็นของกลาง พร้อมบันทึกการสอบสวนขออำนาจศาลจังหวัดเกาะสมุยอนุมัติออกหมายจับต่อไป

กลิ่นเหล้าคลุ้ง! กระบะซิ่งเสยท้ายสิบล้อพังยับ คนขับหาย ทิ้งเพื่อนนอนเจ็บในรถ

กระบะตีนผี ขับจี้ท้ายรถเลนขวา ก่อนพุ่งเสยท้ายสิบล้อ ทิ้งเพื่อนนอนเจ็บในรถ ส่วนเจ้าตัวชิ่งหนีหายไปในความมืด ตำรวจเร่งช่วยคนเจ็บ ก่อนเร่งติดตามล่าตัวหนุ่มคนขับมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 21 พ.ย. ร.ต.ท.ปรัชญา ทองสุข รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองชุมพร รับแจ้งเหตุรถกระบะชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อ บนถนนสายเอเชีย 41 บริเวณหน้าวัดขุนกระทิงนอกที่อยู่ติดร้านจำหน่ายน้ำสลัด ชีสดิปชีสซอสราคาปลีก-ส่งรายใหญ่ ม.8 ต.ขุนกระทิง อ.เมือง จ.ชุมพร หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมหน่วยกู้ชีพนเรนทร และชุดกู้ภัยสายชล

ที่เกิดเหตุพบรถบรรทุกสิบล้อ ยี่ห้ออีซูซุ ทะเบียนป้ายเหลือง 71-1631 สงขลา จอดเปิดไฟกระพริบอยู่ในเลนขวา ส่วนท้ายรถมีสภาพถูกชน ทำให้แผ่นเหล็กปิดท้ายคัชซีและไฟท้ายพังเสียหาย ใกล้กันพบรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน บพ3091 ชุมพร สภาพด้านหน้าตั้งแต่กันชนจนถึงตัวเครื่องยนต์พังเสียหาย ภายในรถมีกลิ่นเหล้าคลุ้ง

นอกจากนี้ ภายในรถยังพบผู้บาดเจ็บ 2 คน ชื่อ นายสุเรส กองเพ็ชร อายุ 40 ปี สภาพเลือดอาบเต็มใบหน้า โดยที่พื้นรถพบขวดเหล้าตกอยู่ และน.ส.โศรยา แซ่เตี้ยว อายุ 20 ปี สภาพขาด้านขวาถูกอัดติดอยู่กับคอนโซล ร้องไห้ระงม เจ้าหน้าที่จึงได้เร่งช่วยนำตัวทั้งสองออกมาปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำส่งโรงพยาบาลชุมพร

จากการสอบสวน นายพิชิต สุวรรณชิต อายุ 43 ปี คนขับรถบรรทุก ให้การว่า ตนขับรถบรรทุกสินค้ามาจากกรุงเทพฯ เพื่อนำไปส่งให้กับทางลูกค้าที่จ.สงขลา ถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางขึ้นเนินเล็กน้อย มีรถบรรทุกขับอยู่เลนซ้ายสองคัน ตนจึงขับรถแซงรถบรรทุกคันอื่นขึ้นมา จนจะพ้นคันที่ 2 ก็ได้ยินเสียงโครมใหญ่ จนรถสั่น ซึ่งตนรู้ทันทีว่าถูกชนท้ายแล้ว จึงได้จอดรถลงมาดูก็พบว่ามีรถกระบะชนท้ายดังกล่าว

ด้าน นายรังสฤษฐ์ ทองคำ อายุ 47 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ เปิดเผยว่า ขณะที่ตนขับรถอยู่เลนขวา ได้มีรถกระบะขับมาด้วยความเร็วและวิ่งมาจี้ท้ายรถขอตนเพื่อต้องการแซง ตนจึงเปิดไฟเข้าเลนซ้าย จนรถคันดังกล่าวแซงขึ้นไป ก็เห็นว่าในรถมากัน 3 คน ซึ่งมองเห็นไฟท้ายรถห่างไปไม่ถึง 300 เมตร ก่อนจะดับหายไปท่ามกลางความมืด

นายรังสฤษฐ์ กล่าวต่อว่า กระทั่งตนขับมาถึงที่เกิดเหตุก็พบรถกระบะที่แซงตนมา ขับชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อแล้ว จึงได้ลงมาดูก็พบในรถมีคนบาดเจ็บอยู่ที่แคปและเบาะนั่งซ้าย ส่วนเบาะนั่งขวาซึ่งเป็นตำแหน่งคนขับรถไม่พบใคร

ขณะที่ เจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำคนขับและพยานแวดล้อมไว้เป็นการเบื้องต้น และจะไปสอบปากคำผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสอง เพื่อหาข้อเท็จจริง รวมถึงคนขับรถที่หายตัวไปเป็นใคร เพื่อสรุปสำนวนในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในคดีนี้ต่อไป

จับแล้ว แก๊งโจ๋เถื่อน รุมตื้บหนุ่มปางตาย หลังเขม่นในผับ ตร.ขยายผลแจ้งข้อหาเพิ่ม

แก๊งโจ๋เถื่อน / จับแล้ว 12 โจ๋ รุมตื้บหนุ่มช่างไฟฟ้าปางตาย อ้างเหตุทะเลาะวิวาทในผับดัง หลังแยกย้ายจึงตามกระทืบซ้ำ พร้อมกราบขอโทษพ่อแม่เหยื่อ ตร.แจ้งข้อหาร่วมกันทำร้าย ผู้อื่นจนสาหัส รอสืบสวนอาจจะแจ้งร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนญาติยันเอาผิดถึงที่สุด

กรณีอาจารย์วิทยาลัยเทคนิคกาฬสินธุ์ นำภาพจากกล้องวงจรปิดของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ โพสต์ในเฟซบุ๊กเป็นภาพของกลุ่มวัยรุ่นในกาฬสินธุ์ ไล่ทำร้าย นายจักรพงษ์ สมวิลัย หรือแจ๊ก ชาวจ.กาฬสินธุ์ ช่างไฟฟ้าโรงงานไฟฟ้าในเขตอำเภอกมลาไสยแถวโรงงานผลิตเเละจำหน่ายฟิล์มยืดหรือฟิล์มพันพาเลทรายใหญ่เเห่งหนึ่ง หลังนายจักรพงษ์ ไปเที่ยวภายในผับ 99 คืนวันที่ 17 พ.ย. กับเพื่อน ก่อนถูกเจ้าถิ่นเกือบ 20 คน รุมทำร้ายปางตาย

ความคืบหน้า เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 18 พ.ย. ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ พล.ต.ต.ทินณะรัตน์ เพ็ชรพันธ์ศรี ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ พล.ต.จุมพล จุมพลภักดี ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 3 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จ.กาฬสินธุ์ นายสนั่น พงษ์อักษร รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ พ.ต.อ.รัชพล เสริมศรัณย์ ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ พ.ต.อ.ธีรพัฒน์ ธารีไทย ผกก.สืบสวน ภ.จว.กาฬสินธุ์

พ.ต.ท.ชูศักดิ์ ปิ่นรัตน์ รอง ผกก.(สอบสวน) ศรก.กก.สืบสวน ภ.จว.กาฬสินธุ์ พ.ต.ท.ปิติทัติ กงทอง สว.สืบสวนฯ ร.ต.อ.คำแผง เพ็ญประชุม รอง สว.สืบสวนฯ ร.ต.อ.ณัฐพงษ์ บึงบัว รอง สว.สืบสวนฯ ร.ต.อ.ประวัติ สุดชะเน รอง สว.สืบสวนฯ ร.ต.อ.บุญเพ็ง ญาณผาด รอง สว.สืบสวนฯ

ร.ต.อ.โยธิน กิติศรีวรพันธุ์ รอง สว.สืบสวน กก.สืบสวน ภ.จว.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จ.กาฬสินธุ์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาประกอบด้วย

1.นายปราโมทย์ หรือฟอร์ด ถาวรพร้อม อายุ 21 ปี 2.นายธราเทพ หรือปกป้อง บุตรโคตร อายุ 21 ปี และ 3.นายธีรพล อุ่นทยา อายุ 21 ปี 4.นายนฤเดช บุญชิต อายุ 21 ปี

พร้อมด้วยผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนอายุไม่ถึง 20 ปีประกอบด้วย 5.นายปลาย (นามสมมติ) 6.นายนิล (นามสมมติ) 7.นายภูมิ (นามสมมติ) 8.นายบั๊พ (นามสมมติ) 9.นายเจล (นามสมมติ) 10.นายอ๊อฟ (นามสมมติ) 11.นายกร (นามสมมติ) และ 12.นายเน (นามสมมติ)

ทั้งหมดเป็นชาวกาฬสินธุ์ และเป็นผู้ต้องหาในคดี ร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส พร้อมของกลางเศษไม้เก้าอี้ และรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา ทะเบียน บจ8631 กาฬสินธุ์ รถที่ใช้ก่อเหตุของผู้ต้องหาที่ 1

ซึ่งเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ และชุดสืบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ร่วมกันจับกุม นายปราโมทย์ หรือฟอร์ด ถาวรพร้อม ผู้ต้องหาคนที่ 1 ได้ตั้งแต่ในช่วงเช้าวันนี้ และซัดทอดจนมีการมอบตัวสู้คดี โดยทั้งหมดให้การรับสารภาพว่า ร่วมกันทำร้ายร่างกาย นายจักรพงษ์ หรือแจ๊ค สมวิลัย และพวกรวม 4 คนและอีก 1 คนที่ถูกลูกหลงจริง

พล.ต.ต.ทินณะรัตน์กล่าวว่า เหตุทำร้ายร่างกายครั้งนี้กล้องวงจรปิดเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จับภาพขณะที่นายจักรพงษ์กำลังวิ่งหนีตาย จนมาล้มลงที่บริเวณตลาดทุ่งนาทอง เขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ และ ถูกรุมตีอย่างทารุณโหดร้าย ตั้งแต่เวลา 01.25 น. วันที่ 17 พ.ย.

ซึ่งได้สั่งการให้ พ.ต.อ.รัชพล เสริมศรัณย์ ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ร่วมกับ พ.ต.อ.ธีรพัฒน์ ธารีไทย ผกก.สืบสวน ภ.จว.กาฬสินธุ์ ติดตามจับกุม จนสามารถจับนายปราโมทย์ผู้ต้องหาที่ 1 และให้การซัดทอดถึงผู้ร่วมขบวนการ ซึ่งมีทั้งหมด 12 คน เข้ามามอบตัวทั้งหมดแล้ว

ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ทั้งหมดเป็นบุคคลที่ปรากฏอยู่ในคลิปกล้องวงจรปิด และรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุ แต่อ้างว่าทะเลาะวิวาทกันในผับ 99 กับกลุ่มผู้เสียหายก่อน จนมามีเรื่องต่อกันด้านนอก จนทำให้มีผู้บาดเจ็บรวม 5 รายคือ นายจักรพงษ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส และอีก 3 คน คือ นายณัฐวุฒิ เรืองวิเศษ ถูกตีที่ศีรษะ นายชาตรี โคตะนนท์ ถูกตีที่แขนได้รับบาดเจ็บเย็บ 5 เข็ม และนายอุกฤษ ดอนประจง ไม่ถูกตีเพราะวิ่งหนีทัน และยังมีรายงานคนที่โดยลูกหลงเป็นเพื่อนกับ นายจักรพงษ์ คือนายภูนัย ถิ่นโสภณ ถูกตีที่ใบหน้า เย็บ 6 เข็ม

“คดีนี้จะให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหายอย่างเต็มที่ เพราะคลิปที่เห็นมีความโหดร้ายเป็นอย่างมาก ซึ่งหากผลการสืบสวนขยายผลเข้าครบองค์ประกอบข้อหาพยายามฆ่า ก็จะให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ดำเนินการทันที” ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ กล่าว

สำหรับในวันนี้มีรายงานว่า พ.ต.อ.รัชพล เสริมศรัณย์ ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ และ นายสมเจตน์ เต็งมงคล นายอำเภอเมืองกาสินธุ์ เข้าไปเยี่ยม นายจักรพงษ์ที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ โดยทั่วไปแพทย์ยังคงให้รอดูอาการ ขณะที่ ร.ต.ท.รัชนาท แก้วกาหลง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ สอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติม และพยาน เพื่อสืบสวนสอบสวนขยายผล ส่วนใหญ่ญาติผู้เสียหายต้องการให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

นายจักรพงษ์ กล่าวว่า ตนมีอาชีพทำงานที่โรงสี ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าในเขตอำเภอกมลาไสย และพากันมาเที่ยวตามปกติวัยรุ่นภายในผับ 99 สถานบันเทิงชื่อดังแต่แล้วก็ปรากฏว่า มีกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนี้ได้เดินเข้ามาชกตนที่หน้าจนเกิดการชกต่อยกัน ซึ่งในระหว่างนั้นคนที่ดูแลก็พยายามห้ามแล้ว

“ผมจึงตัดสินใจที่จะหลีกหนี แต่แล้วเมื่อออกมาประตูด้านนอกก็พบกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนี้ดักรออยู่ด้านหน้า และตรงเข้ามาทำร้าย ระหว่างนั้นแต่ละคนก็จะถูกรุมทำร้าย จึงพากันวิ่งหนี แต่ผมวิ่งหลบข้ามถนนออกมาด้านหน้าตรงตลาดทุ่งนาทอง แต่เคราะห์ร้ายวัยรุ่นกลุ่มนี้ตามทัน จึงเข้ามารุมตีด้วยไม้ เก้าอี้ ตีเข้าที่ศีรษะ เหมือนจะทำให้ตาย จึงใช้มือปิดที่หัวและพยายามทำตัวแน่นิ่ง แต่ก็ยังถูกรุมทำร้ายอยู่นาน จนเมื่อพวกนี้กลับออกไป จึงโทรศัพท์บอกแม่ และมีพลเมืองดีพาตัวนำส่งโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ คิดว่าจะต้องตายแล้ว และไม่รู้ว่าสาเหตุที่มาทำร้าย หรือจะเป็นการเข้าใจผิดว่ากลุ่มของผม ไปมองผู้หญิงที่นั่งอยู่ด้านหน้า แต่เมื่อเกิดแบบนี้ก็คงจะต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด” นายจักรพงษ์ กล่าว

นางพิศมัย สมวิลัย แม่ของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย กล่าวว่า ตนได้รับข่าวจากลูกชายเมื่อประมาณตีหนึ่ง โดยปลายสายเป็นเสียงลูกชายที่โทรมาบอกว่าถูกทำร้าย จากนั้นก็ได้ยินเสียงเพื่อนๆ ลูกบอกว่าให้รีบพาส่งโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ตนจึงรีบเดินทางมาหาลูกที่โรงพยาบาลก็ทราบว่าแพทย์ พยาบาล นำตัวลูกชายเข้าห้องไอซียูด้วยอาการสาหัส และในขณะนี้ก็ดูอาการอยู่

ทราบว่าเมื่อคืนลูกเข้าไปเที่ยวที่สถานบันเทิงชื่อดัง 99 ผับ และเพื่อนลูกบอกว่า เหมือนกับไปมีเรื่องกับนักเที่ยวเจ้าถิ่น จนถูกทำร้ายร่างกายส่วนเกิดจากอะไรยังไม่รู้สาเหตุ แต่ยืนยันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

ด้าน นายภูนัย ถิ่นโสภณ เหยื่อที่ถูกลูกหลง กล่าวว่า ตนถูกตีเข้าที่ใบหน้าเย็บ 6 เข็ม ก็ไม่รู้ว่าถูกตีเรื่องอะไร แต่ตนเป็นเพื่อนกันนายจักรพงษ์ ที่ถูกตีจนอาการสาหัส ยอมรับรู้สึกเสียใจและหวาดกลัวต่อการกระทำโดยเฉพาะจากคลิปที่เห็นเป็นภาพที่มีความรุนแรง เหมือนต้องการจะตีให้ตาย จริงๆหากเป็นลูกผู้ชาย ตีแล้วเค้าไม่สู้ ก็ควรที่จะพอได้แล้ว ไม่น่าจะทำแบบนี้ และยอมรับว่ารู้สึกเจ็บใจ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยเพราะเป็นการรุมทำร้ายร่างกายคนที่ไม่มีทางสู้แล้ว

ขณะที่ นายปราโมทย์ หรือฟอร์ด ถาวรพร้อม ผู้ต้องหาที่ 1 กล่าวว่า สาเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากในผับ เพราะตั้งแต่ดื่มกันครั้งแรกก็ชนแก้วกันตามปกติไม่มีอะไร และไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ แต่จู่ๆก็ทะเลาะชกต่อยกัน ซึ่งฝั่งโน้นเป็นฝ่ายชกต่อยก่อน จนวิ่งไล่ชกต่อยกันออกมาถึงด้านนอก ซึ่งกลุ่มวัยรุ่นเด็กๆ ที่อยู่ด้านนอกก็ไม่รู้เรื่องอะไร เพียงแต่เห็นกลุ่มพี่ๆ มีเรื่องก็วิ่งเข้ามาช่วยเท่านั้น

ในภาพที่ปรากฏว่าตนขับรถกระบะไปเปิดไฟแล้วตีซ้ำนั้น ยอมรับว่าลงมือแต่คิดว่า คนที่นอนลงไปเพิ่งจะล้มลง จึงเข้าไปตีนายจักรพงษ์ต่อ ซึ่งในเหตุการณ์ก็ห้ามปรามกัน ไม่คิดที่จะเอาถึงตาย แต่ภาพปรากฏแบบนี้ก็ยอมรับว่าเสียใจ ก็ต้องกราบขอโทษพ่อแม่และญาติของผู้เสียหายด้วย ส่วนขั้นตอนคดีจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่ตำรวจก็แล้วกัน

ย้อนคดีตร.จับสวยแสบ ลักทรัพย์ร้านเสริมสวย ประวัติก่อเหตุโชกโชน

คดีลักเล็กขโมยน้อยแม้ไม่ใช่คดีใหญ่โตที่สื่อมวลชนให้ความสำคัญ แต่ก็เป็นอีกหนึ่งความเดือดร้อนของสุจริตชน ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องให้ความใส่ใจ จะปล่อยให้ลอยนวล ก่อเหตุสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านอยู่ได้เช่นไร

ล่าสุดกองกํากับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตํารวจนครบาล สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ก่อเหตุตระเวนลักทรัพย์ตามร้านเสริมสวยได้ ที่สำคัญผู้ต้องหาหญิงรายนี้มีประวัติโชกโชน ในการเข้าไปลักทรัพย์ จนมี ผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อเข้าร้องทุกข์ ให้ติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว

เมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผบก.สส. พร้อมด้วย พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. และเจ้าหน้าที่ตํารวจ กก.วิเคราะห์ข่าวฯ พ.ต.ท.นพดล เจริญทรัพย์ พ.ต.ท.วีระวิทธ์ ผลประสิทธิ์ พ.ต.ท.สมรวย อินต๊ะนัย พ.ต.ท.สรรเพชร สุวรรณไตร พ.ต.ท.ธิติพงษ์ สียา รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ พ.ต.ต.พิทักษ์ ศรีกะแจะ สว.วิเคราะห์ข่าวฯ

ก็ร่วมกันจับกุม น.ส.ปริชาติ ทะนันไชย อายุ 31 ปี อดีตพันกงานโรงงานผลิตเเละจำหน่ายน้ำสลัดครีม ชีสดิปเเละชีสซอสรายใหญ่ ชาว ต.ตําหนักธรรม อ.หนองม่วงไข่ จ.แพร่ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 1531/2561 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 ในข้อหา “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน” โดยจับกุมได้ที่บริเวณชั้นล่างทางเข้าตึก อาคารเดอะทรีอินเตอร์เชนจ์คอนโด ตึก A ถนนประชาราษฎร์สาย 2 แขวงและเขตบางซื่อ กรุงเทพฯ

พร้อมตรวจยึดของกลาง สร้อยคอทองคำ 2 เส้น แหวนทอง พระเลี่ยมทอง เหรียญพระ และทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการลักทรัพย์

พ.ต.อ.พรศักดิ์เปิดเผยเบื้องหลังคดีว่า สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายจํานวนมากได้รับความเสียหาย จากการถูกคนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ในสถานประกอบการ ทั้งร้านเสริมสวยและเคหสถาน ได้ทรัพย์สินไปเป็นจํานวนมาก โดยคนร้ายจะเข้าไปในร้านเสริมสวยของผู้เสียหาย

จากนั้นเมื่อได้โอกาสขณะที่ผู้เสียหายไปเข้าห้องน้ำ หรืออยู่พ้นสายตา คนร้ายก็จะรื้อค้นทรัพย์สินที่ผู้เสียหายวางไว้ หรือเก็บเอาไว้ในโต๊ะเก็บเงิน เมื่อได้ทรัพย์สินแล้วคนร้ายจะทำทีขอตัวกลับก่อน โดยอ้างว่าเพื่อนมารับ หรือมีธุระจะมาใช้บริการอีกครั้งในภายหลัง โดยได้ก่อเหตุในลักษณะเดียวกันนี้มาหลายครั้งแล้ว มักจะเลือกเฉพาะร้านเสริมสวย

โดยเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา น.ส.ปริชาติเข้าไปก่อเหตุที่ร้านเสริมสวยฝั่งตรงข้ามห้างบิ๊กซี สะพานใหม่ ของ น.ส.พรรณธร ไชยศรวงค์สิริ อายุ 42 ปี โดย น.ส.พรรณธร ให้การว่า ก่อนหน้านี้เห็นคนร้ายเข้ามาเสริมสวยที่ร้านแล้ว 3 ครั้ง ทุกครั้งก็จ่ายเงินตามปกติ ประกอบกับคนร้ายมีลักษณะบุคลิกภาพดี ตนจึงไม่คิดว่าจะเป็นมิจฉาชีพ

วันเกิดเหตุคนร้ายเข้ามาแต่งหน้าและทำผมในราคา 800 บาท โดยที่ยังไม่ได้จ่ายเงิน อ้างว่ารอแฟนมารับแล้วจะจ่าย เงินให้ แต่เมื่อพ้นสายตา ตัวเองคนร้ายได้ขโมยเอาทรัพย์สินจำนวน 2 ครั้ง ทั้งเงินสด ลอตเตอรี่ รวมมูลค่าประมาณ 10,000 บาทหลบหนีไป

ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ เปิดเผยต่อว่า ภายหลังรับแจ้งเหตุตนจึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. เร่งรัดจับกุมผู้ต้องหารายนี้โดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นการยับยั้งไม่ให้ก่อเหตุ และบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้เสียหาย

กระทั่งต่อมาชุดสืบสวน กก.วิเคราะห์ข่าวฯ สืบสวนทราบว่าคนร้ายคือน.ส.ปริชาติ ทะนันไชย ซึ่งเคยมีประวัติก่อเหตุมาอย่างโชกโชน ทั้งในพื้นที่ สภ.ปากเกร็ด สน.ดอนเมือง และจ.ชลบุรี โดยเจ้าตัวเพิ่งพ้นโทษในข้อหาลักทรัพย์ออกมาได้ 2 ปี จึงติดตามจับกุมตัวได้ดังกล่าว

เบื้องต้นน.ส.ปริชาติรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง โดยทำจนเป็นอาชีพ เมื่อได้ทรัพย์สินมาก็จะเอาไปจำนำ หรือขายที่ห้าง และนำเงินไปใช้จ่าย เมื่อเงินหมดก็กลับมาลงมือก่อเหตุใหม่

พ.ต.อ.พรศักดิ์เปิดเผยต่ออีกว่า อยากจะฝากเตือนประชาชนว่าควรระมัดระวังเรื่องการเก็บรักษาทรัพย์สิน ตลอดจนสิ่งของมีค่าไว้ในที่ปลอดภัย ไม่ควรวางทรัพย์สินสิ่งของมีค่าไว้ในจุดที่คนร้ายสามารถ หยิบฉวยได้โดยสะดวก

ไม่ควรวางทรัพย์สินไว้ในลักษณะที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ และควรติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อเป็นการป้องกัน เพราะหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจะได้ใช้เป็นหลักฐานในการติดตามจับกุมคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว

“ส่วนผู้ที่ได้รับความเสียหายหากท่านใดยังไม่แจ้งความร้องทุกข์ ขอให้ไปแจ้งความร้องทุกข์ในท้องที่เกิดเหตุ เพื่อจะได้อายัดตัวผู้ต้องหารายนี้ นอกจากนี้หากมีเบาะแสหรือมีข้อสงสัยว่าจะถูกหลอกลวง สามารถให้เบาะแส หรือขอคําปรึกษาได้ที่ เฟซบุ๊กวิเคราะห์ข่าว นครบาล ซึ่งเป็นเฟซบุ๊กของกองกํากับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตํารวจ นครบาล” พ.ต.อ.พรศักดิ์กล่าวฝาก