คลังเก็บรายเดือน: สิงหาคม 2018

รถเทรลเลอร์ พุ่งตกคลอง เหล็กเส้นทับหัวเก๋งจมมิด คนขับดับสลด

รถเทรลเลอร์ พุ่งตกคลอง ขณะนำเหล็กเส้นเต็มคันรถ นำเหล็กเส้นมาส่ง ที่ก่อสร้างของ บริษัทอิตาเลี่ยนไทยที่อยู่ก่อนถึงโรงงานผลิตกล่องใส่เมล่อน รับผลิตเเละสกรีนกล่องเมล่อนราคาถูกรายใหญ่ในจ.กาญจนบุรี น้ำหนักรถและของที่ขนมา กดทับหัวเก๋งจมโคลน คนขับดับสลด

เมื่อวันที่ 28 ส.ค. เจ้าหน้าที่มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ รับแจ้งจากพลเมืองดี ว่าเกิดอุบัติเหตุรถเทรลเลอร์บรรทุกเหล็กเบรกแตก พุ่งตกคลอง ระบายน้ำ ใกล้กับพื้นที่ก่อสร้างของบริษัทอิตาเลี่ยนไทย

ที่บ้านพุน้ำร้อน หมู่ที่ 12 ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี โดยคนขับรถคันดังกล่าวติดอยู่ภายในรถ ไม่สามารถช่วยเหลือออกมาได้ เนื่องจากเหล็กกว่าสามสิบตันที่บรรทุกอยู่ด้านหลังรถ เทไปทับบริเวณด้านหน้าของรถ จนจมลึกลงไปใต้ดินโคลน

หลังได้รับแจ้งเหตุ ทางมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ จึงประสานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองกาญจนบุรี ทหารกองร้อยชุดรักษาความสงบมณฑลทหารบกที่ 17 ทหารกองพลทหารราบที่ 9 และอำเภอเมืองกาญจนบุรี นำทีมเจ้าหน้าที่ชุดประดาน้ำของทางมูลนิธิ ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือคนขับรถรายดังกล่าวทันที

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง พบรถเทรลเลอร์ หมายเลขทะเบียน ตัวแม่ 71-0071 นครปฐม พุ่งตกลงไปในคลองจนจมมิด เหลือเพียงด้านท้ายของตัวลูก หมายเลขทะเบียน 70-9814 นครปฐม ที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมา

นอกจากนี้ ยังพบว่ารถคันดังกล่าวได้บรรทุกเหล็กเส้นมาเต็มคัน คาดว่าจะมีน้ำหนักมากกว่าสามสิบตัน โดยเมื่อรถพุ่งตกลงไปในคลองระบายน้ำทำให้เหล็กเส้นที่อยู่บนรถ หลุดออกจากที่ยึดและเททับไปยังส่วนหน้าของตัวรถจนจมมิดลงไปใต้น้ำ

เจ้าหน้าที่ต้องนำรถแบคโฮและรถเครน มาช่วยยกเหล็กเส้นที่ทับตัวรถขึ้นมาจากน้ำ ใช้เวลาอยู่นานกว่าหกชั่วโมง จึงสามารถนำเหล็กเส้นขึ้นมาได้ทั้งหมด จากนั้นจึงให้รถเครนช่วยยกรถเทรลเลอร์ขึ้นมาจากน้ำ จึงสามารถนำร่างของนายณัฐกานต์ คนขับรถออกมาได้

จากการสอบถามชาวบ้านเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุรถเทรลเลอร์คันดังกล่าว วิ่งลงเขามาเป็นทางยาว พอถึงที่เกิดเหตุคาดรถเกิดเบรกแตก ทำให้เสียหลักพุ่งลงคลองระบายน้ำใกล้จุดก่อสร้าง จนคนขับจมน้ำเสียชีวิตอนาถอยู่ภายในรถดังกล่าว

ยึดเกลี้ยง20ล้าน! เบนซ์หรูเปิดประทุน ลุยจับเอเย่นต์ใหญ่ ค้ายาบ้า-ไอซ์จนเป็นเสี่ย

วันที่ 24 ส.ค. ที่กองร้อย ตชด.426 จ.กระบี่ พ.ต.อ.ปิยพันธ์ อนันต์โท ผกก.2 บก.ปส.4 พ.ต.ท.วีระศักดิ์ คงเพชร ผบ.ร้อย ตชด.426 ตำรวจท่องเที่ยว จ.กระบี่ ร่วมกันแถลงจับกุม นายสมชาย เครือหวัง อายุ 34 ปี น.ส.ภาณุมาศ รักษ์เมือง อายุ 30 ปีภรรยา และนายอนันต์ จินดาวงศ์ อายุ 39 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 120,317 เม็ด ยาไอซ์น้ำหนัก 949.3 กรัม รถยนต์เบนซ์ เปิดประทุน สีเทา ทะเบียน 6 กพ 120 กทม. รถเก๋งฮอนด้าซิตี้ สีดำ ทะเบียนป้ายแดง ก-1481 นครศรีธรรมราช และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีดำ ทะเบียนป้ายแดง 3076 ตรัง รวมมูลค่าของกลางทั้งหมดเฉียด 20 ล้านบาท

โดยการจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ขยายผลจาก นายอภิชาติ คลองมดคัน และนายจีรวัฒน์ จันทร์ไชยแก้ว หลังถูกจับเมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมาพร้อมยาบ้า 1,016 เม็ด และยาไอซ์ 160.9 กรัม ที่รีสอร์ตเเถวโรงงานผลิตฟิล์มยืด ฟิล์มพันพาเลทคุณภาพดีเเห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ โดยซัดทอดว่ารับยาเสพติดมาจากนายสมชาย ที่จ.นครศรีธรรมราช มาขายในพื้นที่ จ.กระบี่ เจ้าหน้าที่จึงเข้าจับกุมนายสมชาย และภรรยาที่บ้านเลขที่ 157 หมู่ 6 ต.วังหิน อ.บางขัน จ.นครศรีธรรมราช แล้วเข้าจับกุมนายอนันต์ได้อีกคนที่บ้านพัก หมู่ 8 ต.วังหิน อ.บางขัน

สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า นายสมชายเป็นเอเย่นต์ค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ตรัง กระบี่ และนครศรีธรรมราช แต่ละครั้งจะรับยาบ้ามาครั้งละ 1 ล้านเม็ดแล้วแยกเป็นห่อละ 1 หมื่นเม็ด ขายต่อให้นักค้ารายย่อยห่อละ 5-8 หมื่นบาท ส่วนยาไอซ์รับมาก.ก.ละ 4 แสน แล้วขายขีดละ 5-7 หมื่นบาท โดยใช้รถสิบล้อขนยาเสพติดมาจากภาคเหนือ แล้วติดต่อให้ลูกค้ารายย่อยมารับยาเสพติดไปกระจายตามพื้นที่ต่างๆ เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหานำตัวส่งสอบสวนขยายผลต่อไป

เสี่ยอ้วน เปิดปากสารภาพ อ้างไม่รู้ยิงต่อหน้าพระ ผวา ยิงไม่ออกถึงสองนัด!

จากกรณีคดีสะเทือนขวัญยิงหนุ่มสาวดับคาลานจอดรถ บริเวณตรงข้ามวัดเขาชีจรรย์ โดยต่อว่า พบว่าทั้งสองคนคือ นางสาวปวีณา นาเมืองรักษ์ หรือ น้องสปาย อายุ 20 ปี และนายอนันตชัย จริตรัมย์ หรือ น้องฟอส อายุ 21 ปี เป็นคู่รักกัน และผู้ที่ก่อเหตุ คือ เสี่ยอ้วน ที่แค้นว่าทุ่มเทให้ฝ่ายหญิงแต่โดนตีจาก จึงทำให้ลงมือก่อเหตุ และหนีไป แต่ก็ถูกตามจับตัวกลับมาในที่สุดนั้น

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ส.ค. ที่คุมขังสันติบาล สโมสรตำตรวจ พล.ต.ต. นันทชาติ ศุภมงคล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ได้คุมตัว นายปัญญา ยิ่งดัง หรือเสี่ยอ้วน อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาฆ่าน้องสปาย และน้องฟอส ที่บริเวณลานจอดรถเขาชีจรรย์ที่อยู่เเถวร้านจำหน่าย EPE โฟมหรือโฟมกันรอยคุณภาพดี ราคาถูก จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา ไปแถลงข่าวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โดยรถยนต์ตู้ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียนตราโล่ 19334 และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยคุมกันอย่างแน่นหนาระหว่างเดินทาง เวลาต่อมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผบ.ตร. ได้เดินทาง มาสอบปากคำ นายปัญญา ด้วยตนเอง และมีการชี้หลักฐาน ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำมาไว้ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนจะมีการแถลงข่าว รายละเอียดของคดีอย่างชัดเจนอีกครั้ง

ทั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการให้ปากคำ ว่า ตอนนี้ตัวละครในคดีจับได้ทั้งหมดแล้ว ได้สอบถาม เสี่ยอ้วน เรื่องการก่อเหตุด้านหน้าองค์พระ เสี่ยอ้วนระบุว่า เสียใจที่ทำไป เพราะคิดว่าเป็นภาพแกะสลักเฉยๆ เมื่อถามว่าไม่กลัวเหรอ เสี่ยอ้วนก็ตอบว่า มีผวาเหมือนกัน เพราะตอนยิงก็ยิงไม่ออกถึง 2 นัด แต่เขาก็สารภาพว่า เป็นคนลงมือทำ

ยิ่งกว่าโคนัน ! เปิดทีเด็ดตำรวจบช.น. จับโจรปล้นแบงก์ แกะรอยจากกระดาษ

จากกรณีที่มีคนร้ายเป็นชายวัยกลางคน ก่อเหตุชิงทรัพย์ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ภายในห้างสรรพสินค้าโฮมโปร สาขาพระราม 3 เเถวร้านจำหน่ายกล่องไปรษณีย์ กล่องพัสดุราคาปลีก-ส่งรายใหญ่ ถนนพระราม 3 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กทม. ได้เงินสดไป 510,000 บาท ก่อนวิ่งไปขึ้นรถจยย.ฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ สีขาว ไม่ทราบทะเบียน ขับหลบหนีมุ่งหน้าไปทางคลองเตยอย่างรวดเร็ว ต่อมาถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้นั้น

วันที่ 18 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เบื้องหลังการพิชิตคดีคนร้ายก่อเหตุชิงทรัพย์ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ภายในห้างสรรพสินค้าโฮมโปร สาขาพระราม 3 ถนนพระราม 3 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กทม. ได้เงินสดไป 510,000 บาท โดยจับกุมได้อย่างฉับไว

จากการแกะรอยของชุดสืบสวน นำโดยพล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.สส.บช.น. โดยเมื่อไล่กล้องวงจรปิด ทำให้รู้ว่า คนร้ายรายนี้ใช้รถจักรยานยนต์ฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ สีขาว-ฟ้า เมื่อเช็กทั้งตอนหนีออกจากห้างหลังก่อเหตุ และเส้นที่ขับมายังห้างก่อนก่อเหตุ ทำให้รู้ว่ารถคันนี้ ออกมาจากซอยวัดจันทร์ใน ย่านบางคอแหลม แต่กล้องมีแค่ปากซอย

จากนั้นพล.ต.ต.อิทธิพล และพ.ต.อ.นพศิลป์ จึงนำทีมชุดสืบสวนลงเดินในซอย หาข่าวบุคคลที่ใช้รถรุ่นนี้สีนี้ จนได้เบาะแสว่า น่าจะเป็นนายเอ้ หรือบัญชา เหมือนช้าง ตรวจสอบแล้ว พบว่านายเอ้ไม่อยู่บ้าน มีเพียงญาติผู้ใหญ่ พ.ต.อ.นพศิลป์จึงเข้าไปพูดคุย และขออนุญาตดูภายในบ้าน

พบว่า ในห้องนอนของนายเอ้ มีกระดาษ ที่เขียนข้อความและลายมือ ข้อความว่า “ไม่ยากทำลายใคร เอาเงินใส่ถุง 500,000” เหมือนที่ใช้ขู่พนักงานธนาคารวันก่อเหตุ โดยทดลองเขียนไว้หลายแผ่น จึงกลายเป็นหลักฐานสำคัญ นำมาสู่การพิชิตคดีนี้ในที่สุด

พระวัดดังสุราษฎร์ ขังคนร้ายย่องเข้ากุฏิ อ้างเฉยจะมาขายของ เรียกตร.นำไปทำประวัติ

เมื่อเวลา 07.45 น.วันที่ 15 ส.ค. ศูนย์วิทยุ 191 สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี รับแจ้งจากพระว่ามีคนร้ายเข้าไปอยู่ในกุฎิ ในวัดพัฒนาราม พระอารามหลวงที่อยู่เเถวบริษัทผลิตเเละจำหน่ายม้วน EPE โฟม โฟมกันรอยคุณภาพดี ราคาถูก  ต.ตลาด อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี จึงวิทยุสั่งการให้สายตรวจเร่งเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุพระครูพิศาลพัฒนานุกิจ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพัฒนาราม ยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่หน้ากุฎิมณีวัติ ในห้องส่วนตัวของพระครูพิศาลพัฒนานุกิจ ได้ปิดประตูขัง นายเอ (นามสมมติ) อายุ 48 ปี ไว้เจ้าหน้าที่จึงเปิดประตู และตรวจค้นตัว ไม่พบอะไร พบแต่ที่เจาะเลือดสำหรับตรวจหาค่าน้ำตาล

ด้าน พระครูพิศาลพัฒนานุกิจ เล่าว่า ขณะเกิดเหตุได้อยู่นอกกุฏิ ซึ่งปิดประตูหน้าไว้แต่ไม่ได้ล๊อค ระหว่างนั้นเห็นชายคนดังกล่าวได้แอบมองที่หน้าต่างก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะเปิดประตูเข้าไป จึงรีบเข้ามาที่กุฎิ เห็นชายคนดังกล่าวเปิดประตูเดินเข้าไปในห้องนอน จึงตัดสินปิดประตูขังไว้ภายในห้อง และโทรหาตำรวจ

จากนั้น ร.ต.อ.อรรภพล สุวรรณมณี รอง สว.ปราบปราม สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เดินทางเข้าไปที่เกิดเหตุ สอบสวนนายเอเบื้องต้น อ้างว่าเหตุผลที่เข้าไปในกุฎิพระ เพื่อนำเครื่องเจาะเลืดมาบอกขายให้กับพระไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่เหตุผลที่เข้าไปในห้องส่วนตัว เพราะเห็นประตูเปิดอยู่คิดว่าพระอยู่ด้านใน ส่วนอุปกรณ์เจาะเลือดที่อ้างว่าจะนำมาขายนั้น พบว่าเป็นอุปกรณ์ห้ามจำหน่ายที่แจกให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องสอบหาที่มาต่อไป

อย่างไรก็ตามทางพระครูพิศาลพัฒนานุกิจ ไม่ได้ติดใจเอาความอะไร แต่ให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวไปลงประวัติไว้ เพื่อไม่ให้ไปทำแบบนี้กับที่ไหนอีก ซึ่งทางชายคนดังกล่าวได้กราบขอโทษ ก่อนเจ้าหน้าที่จะควบคุมตัวไป สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เพื่อสอบสวนและทำประวัติต่อไป

ช็อก ! เด็กม.6 เครียดจัด โดดอาคารดับสยอง ท่ามกลางสายตาเพื่อนทั้งโรงเรียน

ช็อก เด็กม.6โดดตึกดับ / เมื่อเวลา 14.40 น.วันที่ 10 ส.ค. ร.ต.อ.เจมรัก โสสอน ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ ได้รับแจ้งว่า เกิดเหตุเด็กนักเรียนกระโดดลงมาจากอาคารที่โรงเรียนแห่งหนึ่งเเถวร้านจำหน่ายเทปใส รับสกรีนลายสก๊อตเทปราคาถูก ในอ.เมือง จ.ศรีสะเกษ จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงพบว่า มีรถหน่วยกู้ชีพ รพ.ศรีสะเกษ มารับตัวผู้บาดเจ็บส่งไปยัง รพ.ศรีสะเกษแล้ว เพื่อเร่งให้การช่วยชีวิตอย่างเต็มที่ เนื่องจากว่าผู้บาดเจ็บอาการสาหัสมาก

จากการสอบสวนทราบว่า นักเรียนที่กระโดดลงมาจากตึก คือ น้องโอม (สงวนชื่อและนามสกุล) ชั้น ม.6 โดยน้องโอมได้กระโดดลงมาจากตึกกระแทกพื้น เพื่อนนักเรียนชั้นเดียวกันเผยว่าน้องโอมจะมีอาการค่อนข้างเครียดมากในวันนี้ และพอถึงช่วงเวลาเกิดเหตุ น้องโอมได้ปีนข้ามระเบียงตึกชั้น 5 ออกมา และได้เดินออกมาบริเวณระเบียงชั้น 5 ทางด้านทิศตะวันตก

จากนั้นน้องโอมได้กระโดดตึกลงมากองอยู่กับพื้นข้างล่าง ท่ามกลางเสียงร้องตะโกนด้วยความตกใจของเพื่อนนักเรียนและผู้ที่เห็นเหตุการณ์ และอาจารย์ได้รีบแจ้งไปยัง 1669 เพื่อให้มารับตัวน้องโอมไปส่งที่โรงพยาบาลศรีสะเกษอย่างเร่งด่วน

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังตึกอุบัติเหตุ โรงพยาบาลศรีสะเกษพบ ผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว พร้อมด้วยคณะอาจารย์และเพื่อนนักเรียนของน้องโอม พากันยืนอยู่บริเวณหน้าฉุกเฉิน โดยแพทย์และพยาบาลกำลังให้การช่วยชีวิตน้องโอมที่อาการหนักมากอย่างเต็มที่ ส่วนพ่อ แม่ และญาติพี่น้องของน้องโอม ซึ่งอยู่ในอาการที่ตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่างพากันเฝ้าสวดมนต์เพื่อขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยชีวิตน้องโอม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 18.20 น. ทางแพทย์ได้แจ้งว่า น้องโอมทนพิษบาดแผลไม่ไหวได้เสียชีวิต ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของพ่อแม่ญาติพี่น้อง คณะอาจารย์และเพื่อนนักเรียนทุกคน ซึ่ง ร.ต.อ.เจมรัก จะได้ทำการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิตของน้องโอมในครั้งนี้ต่อไป

ผลชันสูตรศพ”น้องหญิง”ไม่พบร่องรอยข่มขืน “อัจฉริยะ”เผย”เป็ด”ให้การซัด”อ๊อฟ”น่าจะเป็นคนฆ่า

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 10 ส.ค. ที่ กองปราบปราม นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางมาเข้าพบพนักงานสอบสวน กองปราบปราม เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีกรณี น.ส.นรีกานต์ ยาวิราช หรือน้องหญิง อายุ 19 ปี ลูกเจ้าของกิจการร้านจำหน่ายกล่องใส่เมล่อน รับสกรีนกล่องเมล่อนราคาถูก ที่ตกจากรถเทรลเลอร์เสียชีวิตปริศนา โดยมีนายสุรพล ดาราคำ หรืออ๊อฟ อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เป็นผู้อยู่กับน้องหญิงก่อนเสียชีวิต

นายอัจฉริยะ กล่าวว่าวันนี้มาให้ปากคำเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงพยาบาลการุญเวช ที่เจตนาทำลายวัตถุพยานคือกางเกงในของน้องหญิง โดยได้ประสานพนักงานสอบสวนให้เตรียมขอหมายศาลเพื่อจะไปขอดูกล้องวงจรปิดในโรงพยาบาล โดยก่อนหน้านี้ได้ไปยื่นหนังสือที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้ตรวจสอบว่าสิ่งที่ทางโรงพยาบาลกระทำนั้นถูกต้องตามระเบียบของสถานพยาบาลหรือไม่ รวมถึงให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในห้องฉุกเฉินด้วย เพื่อนำทรัพย์สินน้องหญิงที่สูญหายไปให้เอามาคืน

นายอัจฉริยะ กล่าวต่อว่า จากหลักฐานที่มีสามารถเอาผิดกับโรงพยาบาลการุญเวชได้อยู่แล้ว เพราะที่ทราบมาว่าตามที่โรงพยาบาลแถลงออกมามันไม่ใช่ความจริง ไม่ได้มีการนำกางเกงในน้องหญิงใส่ถุงจริง ตอนนี้พนักงานสอบสวนกองปราบก็เตรียมขอหมาย ไปเปิดคลิปวงจรปิด และให้ทางสำนักงานประกันสังคมร่วมกับทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยามาตรวจดูสถานพยาบาลแห่งนี้จะรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด

นายอัจฉริยะ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ผลชันสูตรพลิกศพของน้องหญิงออกมาแล้วว่าไม่พบร่องรอยการล่วงละเมิดทางเพศแต่อย่างใด เพราะไม่พบดีเอ็นเอของนายอ๊อฟ ขณะนี้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 กำลังสอบปากคำแพทย์นิติเวชอยู่ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ไม่พบร่องรอยการต่อสู้บนรถเทรลเลอร์ แต่ น.ส.สิรินาถ รอบรัมย์ หรือ เป็ด อายุ 18 ปี เพื่อนน้องหญิงก็ให้การล่าสุดกับตำรวจเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ว่านายอ๊อฟน่าจะเป็นคนฆ่าและเชื่อว่าน้องหญิงไม่ได้กระโดดลงมาเอง แต่นายอ๊อฟก็ยังไม่ยอมรับสารภาพ

ก่อนหน้านี้เวลา 13.30 น. ที่ฝ่ายบริการประชาชน กลุ่มนิติพยาธิวิทยา สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ อาคารบี ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ พ.ต.อ.วารินทร์ ทองตรา รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พร้อมด้วย พ.ต.ท.ไพรัตน์ วรรณี สว.(สอบสวน) สภ.เมือง ภ.จว.ปทุมธานี เดินทางมาติดต่อขอรับรายงานการตรวจศพ”น้องหญิง”น.ส.นรีกานต์ ยาวิราช พร้อมกับสอบปากคำแพทย์ผู้ทำการผ่าพิสูจน์ศพประกอบสำนวนคดี ผ่านไป 1 ชม. ยังสอบไม่เสร็จ

ต่อมา 15.45 น. นพ.สุรณรงค์ ศรีสุวรรณ ผอ.สำนักนิติวิทยาศาสตร์บริการ 2 สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้ชันสูตรศพน้องหญิง เปิดเผยภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบปากคำนานกว่า 2 ชม.ว่า น้องหญิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 ก.ค. โดยนำศพมาจากโรงพยาบาลปทุมธานี มาส่งตรวจที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ในวันที่ 22 ก.ค. และในวันที่ 23 ได้มีการผ่าชันสูตร วันนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภ.จว.ปทุมธานี มารับเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์มีทั้งผลตรวจดีเอ็นเอ เลือด และสารพิษ เมื่อรับสำนวนชันสูตรศพไปแล้วจะส่งสำนวนชันสูตรศพฉบับสมบูรณ์นี้ต่อให้ สภ.บางปะอิน ภจว.พระนครศรีอยุธยา ท้องที่เกิดเหตุ ซึ่งกำลังดำเนินคดีทางอาญาต่อไป

ด้านพ.ต.อ.วารินทร์ รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี ปฏิเสธไม่ให้สัมภาษณ์ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า วันนี้ได้รับรายงานผลชันสูตรฉบับสมบูรณ์ ซึ่งจะนำไปประกอบสำนวนคดีอาญา ที่ สภ.บางปะอิน โดยคาดว่าจะสรุปสำนวนส่งฟ้องได้ภายใน วันที่ 24 สิงหาคมนี้ ขณะที่รายละเอียดผลการชันสูตร ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ และให้สอบถามทางผู้บังคับบัญชาให้เอง

ระทึกทั้งคัน! รถทัวร์ขับมาไม่เห็นหนุ่มใหญ่เดินกลางถนน พุ่งชนร่างกระเด็น

วันที่ 10 ส.ค. ร.ต.อ.เรืองเดช ศรีนวลจันทร์ รองสารวัตร สอบสวน สภ.โนนสูง อ.เมือง จ.อุดรธานี รับแจ้งเหตุมีรถทัวร์โดยสาร ชนคนเสียชีวิต บริเวณถนนมิตรภาพ ขาออก อุดร-ขอนแก่นก่อนถึงโรงงานผลิตกล่องใส่เมล่อน รับผลิตเเละสกรีนกล่องเมล่อนราคาถูก บ้านโนนสมบูรณ์ ต.หนองไผ่ อ.เมืองอุดรฯ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยแพทย์เวรโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี เจ้าหน้าที่มูลนิธิเมธาธรรม และกู้ภัยทางหลวง

ที่เกิดเหตุไม่มีไฟแสงสว่างสองทั้งสองฝั่ง เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.เศษ จึงพบร่างผู้เสียชีวิตถูกรถชน ตกลงไปในร่องกลางถนน เป็นชายอายุประมาณ 55-60 ปี สวมเสื้อยืดสีเขียวแขนสั้น กางเกงขาสั้น ในตัวไม่พบหลักฐานใดๆ อยู่ในตัวมีเพียงธนบัตร ฉบับละ 20 บาท 3 ฉบับ ส่วนรถที่ชนพบว่าเป็นรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ ป.2 สาย หนองคาย-กรุงเทพ ทะเบียน 10-7105อุดรธานี มีนายณรงค์ ธาตุทอง อายุ 52 ปี เป็นคนขับ ซึ่งยืนรอให้การตำรวจ อยู่ข้างๆ รถในอาการตกใจ และมีการประสานรถโดยสารประจำทางอีกคัน มารับผู้โดยสาร จำนวน 22 คน เดินทางต่อไป

จากการสอบสวนนายณรงค์ให้การว่า ได้ขับรถทัวร์คันดังกล่าวออกจากสถานีบขส.หนองคาย มีผู้โดยสาร 15 คน แล้วก็มารับผู้โดยสารที่บขส.อุดรฯ อีก 5 คน ก่อนขับมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพ พอมาถึงที่เกิดเหตุ เป็นจุดที่ไม่มีไฟแสงสว่าง มืดมาก และมีฝนตกมาปรอยๆ แล้วมีชายเดินอยู่กลางถนนเลนในสุด ตนพยายามหักรถหลับแต่ไม่ทัน จึงชนเข้าอย่างจัง ก่อนที่จะประคองรถหลบเข้าไปข้างทาง ทำให้ตนและผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ แล้วโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ

แพทย์ได้ทำการชันสูตรพลิกศพ ตามร่างกายมีแผลฉกรรจ์รอบตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้ลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน แล้วให้มูลนิธิ ฯ นำศพไปไว้ที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรฯ เพื่อให้ญาติมาติดต่อรับศพ นำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี และจะสอบคำคนขับรถทัวร์อย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป